วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงื้อง่าเลิกสัญญาเบสท์ริน ขสมก.กลับลำหัวทิ่ม! อ้างกลัวถูกฟ้องแพ่ง

ขสมก.กลับลำไม่บอกเลิกสัญญาเบสท์รินส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวี อ้างกลัวถูกฟ้องแพ่ง หลังเบสท์รินส่งหนังสือมาขอขยายเวลาออกไปจากที่ครบกำหนดวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่ศาลอาญานัดไต่สวนมูลฟ้อง 24 เม.ย. คดีซุปเปอร์ซาร่าฟ้อง 3 เจ้าหน้าที่กรมศุล แก้ข้อความใบขนสินค้าขาเข้า ประธานบริษัทเบสท์ริน ยันไม่จ่ายค่าปรับรถเมล์อีก 99 คัน

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังไม่ได้ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) ไปยังบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เพราะอาจเสี่ยงถูกฟ้องร้องทางแพ่ง เนื่องจากสัปดาห์ก่อนบริษัทเบสท์รินได้ส่งหนังสือมายัง ขสมก. เพื่อขอขยายเวลาส่งมอบ รถออกไปก่อนจากเดิมที่ครบกำหนดวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯยอมที่จะจ่ายเงินค่าปรับ ที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด รวมทั้งช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯมีความ พยายามที่จะส่งมอบรถเมล์ให้ ขสมก.อยู่แล้วโดยได้ส่งมอบมาจำนวน 390 คันแล้ว

“หลังจากที่เบสท์รินส่งหนังสือมา ขสมก. ได้พูดคุยและสอบถามความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดแนะนำว่า ขสมก.ควรจะต้องพิจารณาหนังสือที่เบสท์รินส่งแย้งมาให้ก่อนที่จะมีการส่งหนังสือบอกเลิกสัญญา เพราะหากเราไม่พิจารณาหนังสือที่เบสท์รินส่งแย้งมา ในทางกฎหมายอาจมองว่า ขสมก. ดำเนินการไม่เหมาะสมได้ โดยคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและคณะกรรมการตรวจรับจะประชุมพิจารณาข้อเสนอตามหนังสือของเบสท์รินในวันที่ 14 ก.พ. เพื่อหาข้อสรุปว่าจะส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือขยายระยะเวลาการส่งมอบรถให้เบสท์ริน”

นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ. บริษัทฯได้ทำหนังสือไปยัง ขสมก. ขอขยายระยะเวลาในการส่งมอบรถเมล์จำนวน 489 คัน ออกไปอีก 15 วัน จากเดิมที่จะครบกำหนดวันที่ 9 ก.พ. ซึ่งการขอขยายเวลานั้นสามารถทำได้ เนื่องจากสัญญาที่บริษัททำไว้กับ ขสมก. มีการระบุชัดเจนให้บริษัทขอขยายเวลาส่งมอบรถได้หากเกิดปัญหาหรือเหตุจำเป็นบางประการ นอกจากนี้บริษัทยังได้ขอให้ ขสมก.เร่งตรวจรับรถเมล์ด้วย

ขณะเดียวกัน หลังจากที่บริษัทซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ให้กับ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ได้แจ้งความและมีการลงบันทึกประจำวัน พร้อมยื่นฟ้องต่อศาลอาญา ในฐานความผิดเจ้าหน้าที่และพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและสร้างความเสียหายให้กับบริษัทฯ ซึ่งเอาผิดกับเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร 3 คน ที่ตรวจพบว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเพิ่มเติมข้อมูลในเอกสารใบขนสินค้าขาเข้า โดยมีแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ดูเหมือนกับว่าบริษัทฯได้เขียนสารภาพโดยระบุว่าสินค้าทั้งหมดผลิตและประกอบในจีน และวานนี้ (10 ก.พ.) ศาลได้ประทับรับฟ้องและนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 24 เม.ย.2560 เวลา 09.00 น.

“มีการตรวจพบว่ามีการต่อเติมแก้ไขข้อความในเอกสารใบขนสินค้าขาเข้า จึงได้มีการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทราบว่าเจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้ไปให้ปากคำตำรวจโดยยอมรับว่าเป็นคนลงข้อความในเอกสารดังกล่าวจริง ซึ่งเป็นเอกสารที่บริษัทได้นำแสดงรายการและรายละเอียดและมีการลงนามรับรองความถูกต้องซึ่งมีผลผูกพันทางกฎหมาย ทั้งที่เจ้าหน้าที่สามารถบันทึกความเห็นเพิ่มเติมในใบขนสินค้าที่มีช่องสำหรับให้เจ้าหน้าที่บันทึกในด้านหลังได้ และเมื่อมีการเพิ่มข้อความจะต้องลงนามผู้พิมพ์พร้อมระบุวันเวลาด้วย แต่กลับมีการเติมข้อความต่อจากข้อความของบริษัทฯ จึงเข้าข่ายปลอมแปลงเอกสาร และมีการตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรแก้ไขข้อความในเอกสารใบขนสินค้าถึง 3 ครั้ง ขอตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงพยายามสร้างหลักฐานถึงขั้นต้องมีการปลอมแปลงเอกสาร ทั้งที่หากเป็นความเห็นของเจ้าหน้าที่สามารถที่จะระบุเขียนเพิ่มเติมแยกต่างหากได้ แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามที่จะล้มการประมูลในครั้งนี้ แต่เป็นใครไม่ขอเปิดเผยและไม่ขอระบุผู้อยู่เบื้องหลังที่มีการสั่งการในเรื่องนี้แต่เชื่อว่าจะต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

นายคณิสสร์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งบอกเลิกสัญญาจาก ขสมก. จึงยังไม่สามารถตอบอะไรได้ แต่หลังจากได้รับหนังสือแล้วจะต้องดูเหตุผลของการบอกเลิกสัญญา และถึงที่สุดหากมีการฟ้องร้องก็คงจะต้องดำเนินการตามกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล นอกจากนี้ในส่วนของรถเมล์ 99 คัน ที่ยังไม่ได้นำออกจากท่าเรือแหลมฉบังนั้น จะไม่ยอมจ่ายค่าปรับ 2 เท่า แต่ยินยอมที่จะวางเงินประกันภาษี 40% เพราะถือว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ถูกต้อง และเป็นเงินจำนวนมากที่จะต้องจ่ายค่าปรับ.