บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลยกคำร้อง ไม่รับฎีกา ประพันธ์ คูณมี สู้คดี คิง เพาเวอร์ ฟ้องหมิ่นฯ

ศาลยกคำร้องไม่รับฎีกา "ประพันธ์ คูณมี" สู้คดี "คิง เพาเวอร์" ฟ้องหมิ่นประมาท กล่าวหาเป็นนายทุนพรรคการเมืองรับผลประโยชน์มิชอบ เมื่อการปราศรัยเวทีพันธมิตรฯ เมื่อ ปี 2553

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 712 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งฎีกาที่ นายประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่น 2 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฎีกาในคดีหมายเลขดำ ที่บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ฟ้อง นายประพันธ์, บริษัท ไทยเดย์ ดอทคอมฯ, นายพชร สมุทวณิช และนายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ผู้บริหารสื่อในเครือผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

กรณีเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 นายประพันธ์ ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ทำนองว่า บริษัทโจทก์คดโกง เอาเปรียบราชการ รับผลประโยชน์ไม่ถูกต้อง เป็นนายทุนให้พรรคการเมือง ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก นายประพันธ์ 6 เดือน ปรับ 6 หมื่นบาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ให้โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อในหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ, ไทยรัฐ หรือ เดลินิวส์ หรือมติชนอีกฉบับหนึ่ง เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน โดยนายประพันธ์ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ส่วนจำเลยอื่นให้ยกฟ้อง

แต่ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ปรับบริษัท ไทยเดย์ ดอทคอมฯ ด้วย 6 หมื่นบาท ส่วนโทษนายประพันธ์เหมือนเดิม โดยโจทก์และนายประพันธ์จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา แต่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายประพันธ์ได้ยื่นอุทธรณ์และฎีกาในคำสั่งที่ไม่รับฎีกาดังกล่าว วันนี้โจทก์และจำเลยไม่ได้เดินทางมาศาลมีเพียงผู้รับมอบอำนาจคู่ความเดินทางมาฟังคำสั่ง

ทั้งนี้ ศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาโดยไม่แจ้งรายละเอียดและแจ้งผลคำสั่งให้ทราบภายในกำหนดระยะเวลาในการยื่นฎีกา ซึ่งฎีกาของจำเลยนั้นเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งควรจะขึ้นสู่ศาลฎีกา มีคำวินิจฉัยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งผู้พิพากษาในสำนวนดังกล่าวพิจารณาแล้วไม่อนุญาตรับฎีกา

ศาลฎีกา ได้ตรวจพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรค 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่ยกข้อเท็จจริงขึ้นมาคัดค้านคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ซึ่งการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนกลับไปฟังพยานหลักฐานคู่ความจึงนำมาวินิจฉัย เห็นได้ชัดว่า เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงไม่มีส่วนใดเป็นปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นการต้องห้ามมิให้ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาโดยไม่มีรายละเอียดและแจ้งคำสั่งหลังพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกา เห็นว่า จำเลยเลือกใช้สิทธิร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกา และจำเลยยื่นคำร้องมาในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งวันครบกำหนดระยะเวลาฎีกานั้น เป็นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งระยะเวลาห่างเพียง 2 วัน โดยศาลชั้นต้นได้ดำเนินการตามร้องขอแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตฎีกา และแจ้งคำสั่งวันพ้นกำหนดทำให้อัยการสูงสุด ไม่สามารถรับรองฎีกาได้ จึงฟังไม่ขึ้น และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามกฎหมายกำหนดได้ทัน จึงไม่มีประโยชน์วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ให้ยกคำร้อง