บริการข่าวไทยรัฐ

งดงามแห่ง..แม่น้ำพรหมบุตร ศรัทธาเหนือฟ้าหิมาลัย

วิหารทองคำ...วัดกองมูคำในวันพระจันทร์เต็มดวง

รถของคณะสายบุญจากสยามประเทศวิ่งไปตามถนนที่แคบและขรุขระ ฝุ่นตลบไปทุกที่ มุ่งหน้าสู่ วัดกองมูคำ ระหว่างทางเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตตาคารระหว่างทาง ที่ถือว่าสุดหรูและดูดีที่สุดสำหรับชนบท เมนูเป็นข้าวผัดกับซุปไก่ รสชาติแบบแขกปนไทยอร่อยดี ได้น้ำพริกตาแดงจากเมืองไทยไปผสมยิ่งทำให้เป็นอาหารมื้อพิเศษอีกมื้อหนึ่งในต่างแดน

หลังรับประทานอาหารเสร็จทุกคนเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดไทยทั้งชายหญิง เพราะการมาครั้งนี้เป้าหมายหลักคือการนำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานที่อรุณาจัล และนำพระพุทธรูป ภปร.ที่ได้รับประทานมาจากสมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ไปมอบให้กับวัดกองมูคำและทำพิธีทอดกฐินที่นั่น เป็นกฐินสุดท้ายในวันพระจันทร์เต็มดวง

หลับๆตื่นๆไปพักใหญ่ เราก็มาถึงวัดกองมูคำ วัดสำคัญแห่งหนึ่งของอรุณาจัล คนจำนวนมากมารอรับคณะ แต่งตัวสวยงาม มีการนำเสลี่ยงไม้ไผ่คานหามมาอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูป ภปร. จัดประดับตกแต่งอย่างงดงาม มีขบวนแห่ที่นำด้วยเครื่องดนตรี กลอง ฉิ่ง ฉาบ มีการร่ายรำ การร้อง ชาวบ้านแต่งกายชุดพื้นเมือง คล้ายชุดคนอีสานของไทย ทุกคนมีสีหน้าปีติสุขแม้แดดจะแรง และเบียดเสียดยัดเยียดกันเพียงใดก็ไม่มีใครถอย คณะบุญทั้งของไทยและอรุณาจัลทำการแห่เวียนรอบวิหารทองคำ 3 รอบ แล้วเข้าไปทำพิธีในวิหารจนเสร็จ ระหว่างทำพิธีเห็นแต่ความปลื้มปีติของประชาชนที่ผลัดกันเข้ามากราบแล้วกราบอีก เอาสองมือสัมผัสพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้วไปลูบศีรษะของเขาและลูกหลาน ถือเป็นความมงคลยิ่งนัก

คืนนี้ พวกเราพักกันที่รีสอร์ตหลังเล็กๆใกล้กับวัดกองมูคำ เป็นที่พักแบบธรรมชาติ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ ขุนเขา มีวิวของวิหารวัดเจดีย์ทองคำหรือวัดกองมูคำอยู่ในสายตา อากาศที่ฉ่ำเย็นตลอดทั้งคืนและยามเช้านั้น ทำให้แทบทุกห้องเมินเครื่องปรับ อากาศไปเลย เพราะสู้อากาศจริงๆที่บริสุทธิ์กว่าไม่ได้

อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่ในอรุณาจัล วันนี้จุดหมายปลายทางของคณะของเรา คือ แม่น้ำพรหมบุตร หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เราเดินทางโดยรถบัส เพื่อจะได้สนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์คืนแรก แม่น้ำพรหมบุตรอยู่ห่างจากวัดกองมูคำราว 55 กิโลเมตร ถนนค่อนข้างแคบและขรุขระทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่า 2 ชม. แต่เมื่อไปถึงภาพของแม่น้ำพรหมบุตรที่อยู่ข้างหน้า ก็ดูจะปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าและสะบักสะบอมกับคลื่นถนนของทุกคนไปเสียหมด

แม่น้ำพรหมบุตร อันมีความหมายว่า สายน้ำผู้เป็นบุตรแห่งพระพรหมผู้สร้าง ช่างงดงามราวกับเนรมิต ไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราจะมีโอกาสได้มาเห็นแม่น้ำที่สวยงามเช่นนี้ แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น พรหมบุตร คือแม่น้ำสายหลักที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาวอรุณาจัล

มีตำนานเล่าต่อกันมาว่า คนไตคำตี่แห่งรัฐอรุณาจัลทุกวันนี้ ส่วนใหญ่อาศัยในบริเวณหุบเขาของลุ่ม แม่น้ำโลหิต ซึ่งเป็นพื้นที่เชิงเขาหิมาลัย แม่น้ำโลหิตเป็นสาขาของแม่น้ำพรหมบุตร มีต้นน้ำอยู่ในเขตปกครองตนเองของธิเบตตัดผ่านเทือกเขาหิมาลัย ไปยังหุบเขาในอัสสัม ก่อนจะไหลลงไปยังบังกลาเทศซึ่งเรียกว่า แม่น้ำยมุนา และไหลรวมกับแม่น้ำคงคาจนกลายเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ก่อนไหลออกสู่ทะเล บริเวณที่คนไตคำตี่ตั้งถิ่นฐานอยู่ อันมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งดินและน้ำ มีระบบชลประทานสำหรับการทำนาดำชั้นเยี่ยม สืบเนื่องมาจากระบบการทำเหมืองฝายแบบวัฒนธรรมคนไตที่เรียกว่าการทำนาแบบทดน้ำ ซึ่งถือเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของคนไตคำตี่

กลางแม่น้ำพรหมบุตรมีก้อนหินใหญ่โผล่อยู่กลางน้ำ มีเรื่องเล่าว่า มีฤาษีชื่อพระสุลามคุณเอาขวานฟันฆ่าแม่ตัวเอง ทั้งขวานทั้งเลือดติดมือไปด้วยเอาไม่ออก แม้จะเดินทางไปทั่วโลกก็ไม่สามารถหาวิธีเอาออกจากมือไปได้ จนมาถึงแม่น้ำพรหมบุตร พอเอามือล้างน้ำขวานก็หลุดออกจากมือได้ทันที จึงเชื่อกันว่า แม่น้ำสายนี้เป็นเสมือนจุดล้างบาปที่นักแสวงบุญของฮินดูมักจะเดินทางมารวมตัวทำพิธีล้างบาปในช่วงเดือนมกราคมของทุกปีนับแสนคน

ชื่นชมความงามของแม่น้ำพรหมบุตรอันสวยงามแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับวัดกองมูคำ ที่คืนนี้จะมีพิธีลอยโคมประทีป เพื่อบูชาแด่พระจุฬามณี บรรยากาศอันเงียบสงบเหนือขุนเขา มีพระเจดีย์สีทองโดดเด่นเป็นสง่ากับพระจันทร์ก่อนคืนเพ็ญบนท้องฟ้าที่มืดสนิท โคมประทีปทยอยจุด...ปล่อยลอยไปบนอากาศ สืบเนื่องกันเป็นสาย ราวกับจะนำปัญญา ของมนุษย์ให้หลุดพ้นได้จากความทุกข์ทั้งปวง ทุกคนตั้งใจบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และถือเป็นการลอยเคราะห์ เพื่อให้ประสบแต่สิ่งดีงาม สร้างความสามัคคี เป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่สืบทอดมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย

พระจันทร์ดวงกลมโตในวันที่ฝรั่งเรียกว่า ซุปเปอร์มูน เหนือน่านฟ้า อรุณาจัล กระแสแห่งบุญอบอวลไปทั่วบริเวณ ครั้งหนึ่งในชีวิตกับโลกที่ไม่เคยได้เห็น ถือว่าคุ้มค่ามาก คนไตคำตี่ในอรุณาจัล มีวิถีที่ไม่ต่างกับคนไทยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายที่คล้ายคนพื้นเมืองทางเหนือและอีสานของไทย นุ่งผ้าซิ่นและโสร่ง ใช้ภาษาก็คล้ายกับภาษาไทยทั้งที่อยู่ในเมืองแขก เพลงที่ร้องก็มีท่วงทำนองเย็นๆ สบายๆ บางเพลงเป็นท่วงทำนองคล้ายหมอลำ แม้การร่ายรำก็ใกล้เคียงเหนือและอีสานเรามาก

ระหว่างทางที่เดินทางกลับเราแวะที่ต้นมะม่วงอายุ 500 ปี ขนาดหลายคนโอบ แผ่กิ่งก้านสาขาแตกแขนงออกไปกว้างไกลมาก คนที่นี่เชื่อว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นไม้เสี่ยงทาย ทั้งในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ธรรมชาติในพื้นที่ ชีวิตความเป็นอยู่ของคน การกินดีอยู่ดี เศรษฐกิจต่างๆคล้ายๆ กับพิธีแรกนาขวัญของเรา ปีหนึ่งจะมีการทำนายครั้งหนึ่ง ความมหัศจรรย์ก็คือ ในต้นเดียวกันจุดของกิ่งก้านที่เสี่ยงทายในเรื่องต่างๆนั้น ใบของมันจะแสดงออกไม่เหมือนกัน มีทั้งใบอ่อน ใบแก่ ใบเขียวสดใสในเวลาเดียวกัน

เราโบกมือลาอรุณาจัลด้วยหัวใจเปี่ยมสุข ครั้งหนึ่งในชีวิตในดินแดนแห่งหุบเขาหิมาลัย กับคนไตหรือคนไทยที่แม้จะอยู่ห่างไกลข้ามขอบฟ้า... แต่บุญและศรัทธาของความเป็นชาวพุทธยังคงเหนียวแน่นและยิ่งใหญ่เสมอ.