วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จิตที่ไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง

วันเสาร์สบายๆ วันนี้ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็น “วันมาฆบูชา” วันที่ พระพุทธเจ้า ทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเป็นหัวใจ พระพุทธศาสนา เป็นครั้งแรกแก่ พระภิกษุสงฆ์ 1,250 รูป ที่มาประชุม กันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร จึงเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่ง ของพระพุทธศาสนา

ช่วงนี้เรายังมีเหตุการณ์ดีๆอีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ เป็น สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ซึ่งจะมีพระราชพิธีสถาปนาในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์นี้

ในวันมหามงคลนี้ ผมขอชวนท่านผู้อ่านไปคุยเรื่องธรรมะกันดีกว่านะครับ เป็น “ธรรม 4 ประการที่ควรมีในทุกย่างก้าวชีวิต” เพื่อการบรรลุความสุขอันมั่นคงถาวรของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช องค์ก่อน ผมขอนำมาสองเรื่องคือ ลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง และ ทรัพย์มีความสันโดษพอใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องอีกสองเรื่อง ญาติทั้งหลายมีความคุ้นเคยไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง และสุขมีนิพพานเป็นอย่างยิ่ง เนื้อที่คงไม่พอ แค่ปฏิบัติได้เพียงสองเรื่องนี้ ก็เป็นลาภอย่างยิ่งแล้ว

ข้อแรก ลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง ลาภก็คือ สิ่งที่เป็นปัจจัย ข้าวปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เป็นเครื่องบำรุงชีวิต ทำให้เกิดความสุข แต่ยังต้องการลาภเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงความสุขต่างๆยิ่งขึ้นไป

แต่ว่าการที่เราได้ลาภมา และสามารถใช้สอยลาภที่ได้มาเป็นปัจจัยเครื่องอาศัยของชีวิตได้ ก็ต้องมีความไม่มีโรค คือร่างกายมีความผาสุกแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ถ้าประกอบด้วยโรค ย่อมทำให้ความสามารถในการแสวงหาสิ่งที่ได้มาเหล่านี้ยากเข้า ลำบากเข้า เพราะเหลือความสามารถน้อย ยิ่งมีโรคมาก ก็ยิ่งไม่สามารถที่จะแสวงหาอะไรด้วยตนเอง

การบริโภคใช้สอยก็เหมือนกัน เมื่อไม่มีโรค ร่างกายก็ผาสุก มีอนามัย ก็สามารถที่จะบริโภคลาภเหล่านี้ได้ด้วยดี

เพราะฉะนั้น ความไม่มีโรคทางร่างกายนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อร่างกายปราศจากโรคภัยเบียดเบียน ทำให้กายใจมีความสามารถในการแสวงหาปัจจัยเครื่องอาศัยต่างๆของชีวิตมาบริโภคใช้สอย ทำให้สามารถบริโภคใช้สอยสิ่งเหล่านี้บำรุงร่างกายได้ พระพุทธองค์ จึงตรัสว่า เป็นลาภ คือสิ่งที่ได้เป็นอย่างยิ่ง

ข้อสอง ความไม่มีโรคทางจิตใจ โรคทางจิตใจนี้ ได้แก่ บรรดากิเลสทั้งหลาย ตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากของใจที่เป็น ทุกข์ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ หรือจะกล่าวรวมกันเป็นกิเลสสามกอง คือ กิเลสกองราคะ ความติดใจรักใคร่ยินดี กิเลสกองโทสะ ความโกรธแค้นขัดเคืองจนถึงมุ่งร้ายหมายทำลาย กิเลสกองโมหะ ความหลงผิดไปต่างๆ กิเลสเหล่านี้ชื่อว่า เป็นโรคของจิตใจ จิตที่มีกิเลสเหล่านี้อยู่ก็ชื่อว่า เป็นจิตที่มีโรค

ตัณหา ยังได้ตรัสเปรียบเทียบไว้อีกว่า เป็นเหมือนลูกศรที่ทิ่มแทงจิตใจ จิตที่มีตัณหาทิ่มแทงอยู่ จึงเป็นจิตที่เดือดร้อน ไม่มีความผาสุก เจ็บปวด ดิ้นรน ทุรนทุราย กวัดแกว่งไปต่างๆด้วยอำนาจของตัณหา

เมื่อเป็นจิตที่มีโรคดั่งนี้ จึงทำให้จิตมีความดิ้นรนที่จะได้มาซึ่งกาม คือสิ่งที่ปรารถนาพอใจ และมีความดิ้นรนที่จะได้มาอย่างนี้มากขึ้น โดยลำดับ ไม่มีที่จะเต็ม ไม่มีที่จะพอ ท่านจึงเปรียบเหมือนดั่งว่า มหาสมุทรไม่เต็มด้วยน้ำ ไฟย่อมไม่อิ่มด้วยเชื้อ ตัณหาก็ไม่มีอิ่ม ไม่มีเต็ม ไม่มีพอ แม้ได้ภูเขาทองคำทั้งลูก ก็ไม่พอแก่ตัณหา ใจที่เป็นโรคตัณหาดั่งนี้แม้จะได้ลาภอะไรมา ก็ไม่อิ่ม ไม่เต็ม ไม่พอ

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า ท่านจึงตรัสสอนว่า ใจนี้ไม่ให้เป็นโรค คือ รักษาโรคของจิตใจด้วยการปฏิบัติถอนตัณหา ระงับตัณหาในจิตใจลงไป เมื่อใดถอนตัณหาในจิตใจลงไปได้ ระงับในจิตใจออกไปได้ ระงับราคะ โทสะ โมหะ หรือว่า โลภ โกรธ หลง ออกไปได้ จิตใจหายโลภตัณหา หายโลภกิเลส เป็นจิตใจที่ไม่มีโรคดั่งนี้แล้ว จึงจะได้ชื่อว่า เป็นลาภอย่างยิ่ง คือ เป็นการได้อย่างยิ่ง มีการอิ่ม มีการเต็ม มีการพอ

โลกที่มีปัญหาเดือดร้อนกันทุกวันนี้ ก็เพราะ “จิตใจที่เป็นโรค” นี่แหละ เป็นโรคไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเต็ม ไม่รู้จักพอ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”