วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปรองดองภาคบังคับ

โดย หมัดเหล็ก

คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ตามโจทย์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธาน ป.ย.ป. ให้เป็นการบ้านโดยการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาเป็นคณะกรรมการจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็มีผู้อาวุโสบางท่าน อาทิ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้ปฏิเสธที่จะรับคำเชิญไปแล้ว มีหลายท่านก็มีแต่ชื่อ ยังไม่มีคำเฉลยว่าจะมาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วยหรือไม่ เช่น ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการอังก์ถัด พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เป็นต้น

ที่ต้องโฟกัสเป็นพิเศษ คือชุด คณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน มีชื่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านซึ่งเคยอยู่ในคณะกรรมการปรองดองซึ่งตั้งกันมาในรัฐบาลก่อนหน้านี้แล้ว เช่น สุจิต บุญบงการ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ปณิธาน วัฒนายากร ซึ่งปัจจุบันบางท่านก็เป็นที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร อยู่แล้ว จึงไม่ค่อยจะตื่นเต้นเท่าไหร่

เป็นคนหน้าเดิมๆ ทัศนคติเดิมๆ

ดังนั้น สาระสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ว่าใครจะเข้ามาเป็นคณะกรรมการชุดไหนอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับ นโยบายของ คสช. ว่าจะเอาอย่างไร จะโฟกัสไปที่จุดไหน คำว่าปรองดอง ในปัจจุบันมีความหมายที่กว้างและลึก จนไม่สามารถที่จะกระชับพื้นที่ได้แน่นอน การตั้งคณะกรรมการปรองดองขึ้นมาหลายชุดเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มเงื่อนไขของการปรองดองมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถามว่า ถ้าไม่ปรองดอง ประชาธิปไตย จะเริ่มต้นนับหนึ่ง ได้หรือไม่ คงมีคำตอบในตัวเองอยู่แล้ว ก่อนที่จะไปถึง การเลือกตั้ง ก็จะต้องทำการปรองดองกันให้เรียบร้อยเสียก่อน

ถ้าไม่มีการทำข้อตกลงการปรองดอง ก็ไม่มีการเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกัน ถ้า พรรคการเมือง หรือนักการเมือง ไม่เห็นด้วยกับการปรองดอง ตามเงื่อนไขของ คสช. ภาพของนักการเมืองที่เป็นผู้ร้ายอยู่แล้ว ก็จะยิ่งเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวบ้านมากยิ่งขึ้น

ขัดขวางการปรองดองเป็นต้นตอทำให้เกิดความขัดแย้ง

เข้าทาง คสช. ไปตามระเบียบ คสช. ไม่เดือดร้อนกับการเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง คสช. ก็อยู่ไปได้เรื่อยๆ แต่คนที่เดือดร้อนคือ นักการเมือง จะตกงานถาวร เพราะฉะนั้นไม่ว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการปรองดองชุดที่จะเอาเงื่อนไขการปรองดองไปคุยกับนักการเมือง จะมีข้อเสนออย่างไร นักการเมืองก็ต้องรับฟัง ส่วนประชาชนตาดำๆ คงมีหน้าที่แค่รอว่าเมื่อไหร่ คสช.กับนักการเมือง จะคุยกันรู้เรื่อง

เพราะฉะนั้นความหมายของคำว่าปรองดองระหว่างนักการเมืองกับ คสช. อาจจะเป็นคนละความหมายกัน มีเจตนารมณ์และเป้าหมายที่แตกต่างกัน และคงจะต้องไปจบบนประโยคที่ว่าเป็นการปรองดองภาคบังคับ

เป็นแค่ปรองดองเฉพาะกิจ.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com