บริการข่าวไทยรัฐ

จีนใหญ่สุด 2050 พลิกโฉมเศรษฐกิจโลก เวียดนามทิ้งไทยไม่เห็นฝุ่น

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งรัฐบาลวาดหวังให้เป็นโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี, นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์เต็มตัว บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาธุรกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) กลับคาดการณ์ว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า ประเทศไทยของเราจะถดถอยลงไปหลายก้าว และถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “เวียดนาม” แซงหน้าไปอย่างไม่เห็นฝุ่น โดยภายในปี 2050 ไทยแลนด์จะมีขนาดเศรษฐกิจเล็กลงจากอันดับ 20 ของโลก หล่นตุ๊บไปอยู่ที่อันดับ 25 ต่ำสุดในหมู่ชาติอาเซียน ชนะก็แต่กัมพูชาเท่านั้น

จะจริงหรือไม่จริงก็ต้องรอพิสูจน์กัน เพราะไม่ได้มีแต่ประเทศไทยที่ถูกประเมินติดลบแบบนี้ แต่ในรายงาน “The Long View How will the global economic order chang by 2050?” ซึ่ง PWC จัดทำไว้ โดยสำรวจจาก 32 ประเทศชั้นนำของโลก ยังคาดการณ์ว่า ชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่จอมบงการอย่าง “อเมริกา” ก็จะต้องเสียแชมป์ให้ “อินเดีย” เช่นกัน โดยหล่นจากอันดับสองไปอยู่ที่อันดับสาม ครองสัดส่วนจีดีพีโลก ลดลงจาก 16% ในปี 2016 เหลือ 9% ในปี 2050 เข้าสู่แนวโน้มขาลง

ขณะที่พี่เบิ้มอย่าง “จีน” กอดคอน้องๆ กลุ่มประเทศเศรษฐกิจ E7 ซึ่งประกอบด้วย จีน, อิน-เดีย, บราซิล, เม็กซิโก, รัสเซีย, อินโดนีเซีย และตุรกี กุมอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 34 ปีข้างหน้า กลุ่ม E7 จะมีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นสองเท่าของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง G7 ครองสัดส่วนจีดีพีโลกมากถึง 50% โดยมี “จีน” เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง ด้วยสัดส่วนจีดีพีโลก 20% ตามติดมาด้วย “อินเดีย” ที่โซ้ยจีดีพีโลกไป 15%

เซอร์ไพรส์สุดๆเพราะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดก็ต้องยกให้ “อินโดนีเซีย” และ “เวียดนาม” ซึ่ง PWC คาดการณ์ว่า จะเป็นสองเกลอหัวแข็งในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีอนาคตรุ่งโรจน์ที่สุด โดยคาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะทะยานขึ้นจากอันดับ 8 ในปี 2016 ไปอยู่ที่อันดับ 4 ในปี 2050 ขณะที่ “เวียดนาม” โตไวอย่างกับใส่สารเร่งสีเร่งวุ้น เพราะ PWC ทำนายว่า จะก้าวกระโดดจากขนาดเศรษฐกิจเล็กสุดรั้งท้ายอันดับ 32 ในปี 2016 ไปยืนเชิดหน้าสวยๆที่อันดับ 20 ภายในปี 2050

ถ้ามองภาพรวมทั้งโลกก็จะสดใสพอตัว โดย PWC ทำนายว่า ภายในปี 2050 เศรษฐกิจโลกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าตัว อันเป็นผลมาจากนโยบายการเปิดประเทศและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยตลาดเกิดใหม่ทั้งหลายจะเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตไปข้างหน้า

สำหรับประเทศขาลงที่ต้องตกอยู่ในสภาพ “คนเคยรวย” ก็คือ กลุ่มประเทศอียูทั้ง 27 ชาติ ที่ดูเหมือนจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ PWC ทำนายว่า จะมีสัดส่วนจีดีพีโลกลดลงจาก 15% เหลือเพียง 9% ภายในปี 2050 แม้แต่พี่ใหญ่ที่แข็งแกร่งอย่าง “เยอรมนี” ยังเอาไม่อยู่ ต้องหล่นจากอันดับ 5 ไปอยู่อันดับ 9 ส่วน “ฝรั่งเศส” ลดจากอันดับ 10 ไปอยู่อันดับ 12 ด้าน “อิตาลี” ก็ตกลึกร่วงจากอันดับ 12 ไปอยู่ที่ 21 และ “สเปน” ตกจากอันดับ 16 ไปอยู่ที่ 26 ขณะที่ “อังกฤษ” ซึ่งเตรียมชิ่งเพื่อนๆอียูไปสบายคนเดียว คาดว่าจะยังรักษาระดับการเติบโตไว้ได้แถวๆอันดับ 9-10 ใครหากินกับยุโรปก็เตรียมปรับแผนขนานใหญ่ได้เลย เพราะถังแตกยกทวีป

ประเทศรั้งท้ายทั้งหลาย ถ้าอยากจะตีตื้นกลับมาให้ได้ ก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในระดับมหภาค และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำยังไงถึงจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องหาคำตอบให้ได้

ส่วนใครที่มองหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ การเปลี่ยนโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกรอบนี้ ก็ถือเป็นจังหวะดีที่ต้องฉกฉวยไว้ให้ได้ ถนนทุกสายกำลังวิ่งมาหาตลาดเกิดใหม่...ใครบ้างไม่อยากเป็นเพื่อนกับคนจะรวยใช่ไหม?!

มิสแซฟไฟร์