ครูแพะ-กำลังใจดี ขนพยานเข้าสืบครบ ‘ดุษฎี’ก็พอใจทีมงาน - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ครูแพะ-กำลังใจดี ขนพยานเข้าสืบครบ ‘ดุษฎี’ก็พอใจทีมงาน

ศาลสืบพยานฝ่ายครูจอมทรัพย์ที่เหลืออีก 3 ปาก เสร็จสิ้นแล้ว เป็นพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ 2 ปาก ยืนยันคนที่ขับรถชนคนตายเป็นชายและเลขทะเบียนรถจำได้แค่หมวดอักษร “บ” กับเลข “56” และเคยให้การกับตำรวจมาแล้ว อีกปากเป็นเจ้าของบ้านที่สามีขับรถไปเฉี่ยวชนรั้วลวดหนาม ขณะที่พนักงานอัยการเตรียมพยานไว้ 9 ปาก แต่สอบไปได้เพียงบางส่วน เป็นคนที่เคยรับเป็นคนขับรถชนคนตายและเจ้าของรถ ขณะที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เผยได้คุยกับทีมงานที่เกี่ยวข้อง ผลการสืบพยานเป็นที่น่าพอใจ ยืนยันหากรถของครูไม่เคยเฉี่ยวชน ครูอาจเป็นผู้บริสุทธิ์

ศาลจังหวัดนครพนมสืบพยานรื้อฟื้นคดีเป็นวันที่ 2 หลังนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครู ร้องทุกข์กระทรวงยุติธรรมว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง อายุ 75 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดวันที่ 11 มี.ค.2548 ในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน ก่อนจะได้รับการอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 โดยนางจอมทรัพย์ ยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา ซึ่งในการสืบพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ทนายความในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม และนางจอมทรัพย์เตรียมพยานมา 10 ปาก แต่สืบพยานได้เพียง 6 ปากเนื่องจากเวลาไม่เพียงพอ โดยศาลนัดสืบพยานที่เหลือ ต่อในวันรุ่งขึ้น

ความคืบหน้าการสืบพยานเพื่อรื้อฟื้นคดี “ครูแพะ” เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ก.พ. ที่ศาลจังหวัดนครพนม นายพงศา ราตรี ทนายความในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม นำนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ผู้ร้อง รวมทั้งพยานอีก 3 ปาก ประกอบด้วย นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี นางทองเรศ วงศ์ศรีชา อายุ 51 ปี พยานที่เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งนายทักศีล ไขศิลา เจ้าของบ้านที่สามีครูจอมทรัพย์ขับรถกระบะ ทะเบียน บค 56 สกลนคร ไปเกี่ยวรั้วลวดหนามก่อนจะขายรถให้ นายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร ญาติ

ในการสืบพยานครั้งนี้ นางทัศนีย์และนางทองเรศให้การยืนยันว่าคนที่ขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง เป็นชายได้ลงมาดูศพแล้วขับรถหนีไป โดยจำป้ายทะเบียนได้แค่หมวดอักษร “บ” กับเลขทะเบียน “56” ไม่ทราบหมวดจังหวัดและยี่ห้อรถคันดังกล่าว และได้ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนไปแล้ว ซึ่งพนักงานอัยการผู้คัดค้านได้ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อย ส่วนนายทักศีล ให้การถึงเรื่องที่รถกระบะ ทะเบียน บค 56 สกลนคร ชนรั้วลวดหนามที่บ้านเท่านั้น ซึ่งการสืบพยานฝ่ายผู้ร้องเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. จากนั้นศาลได้ทำการสืบพยานฝ่ายพนักงานอัยการ ผู้คัดค้าน มีอยู่รวม 9 ปาก ประกอบด้วยนายเสริฐ รูปสะอาด ที่เคยอ้างว่าขับรถกระบะ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ชนผู้ตาย นายอุบล ไชยบัน ที่เคยให้การกับตำรวจว่าเป็นเจ้าของรถกระบะคันเดียวกัน ที่นายสับ วาปี เคยออกมารับว่าเป็นคนขับรถคันดังกล่าวชนผู้ตาย ที่เหลืออีก 7 ปาก เป็นญาติคนใกล้ชิดของทั้งคู่ และตำรวจที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเวลา 19.30 น. การสืบพยานฝ่ายพนักงานอัยการยังไม่เสร็จสิ้น โดยอยู่ระหว่างการสืบพยานปากที่ 4 ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมากยังปักหลักทำข่าวอย่างต่อเนื่อง

นายมงคลกิตติ์ สุขสิมธารานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เปิดเผยว่าในฐานะองค์กรหนึ่งที่เข้ามาดูแลให้ความเป็นธรรมครูจอมทรัพย์ มีการสืบพยานฝ่ายผู้ร้องรวม 9 ปาก พยานสำคัญทั้งนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ นางทองเรศ วงศ์ศรีชา เคยยืนยันว่าเห็นคนขับที่ก่อเหตุเป็นชาย รวมถึงนายทักศีล ไขศิลา ยืนยันว่ารถยนต์ครูจอมทรัพย์มีรอยเฉี่ยวชนด้านหน้าซ้ายจากการขับชนรั้วลวดหนามที่บ้าน สามารถนำไปหักล้างในศาล การสืบพยานทั้งหมดถือว่ามีความชัดเจนที่ยืนยันว่าครูจอมทรัพย์ไม่ได้ก่อเหตุจริง แต่ต้องขึ้นอยู่ว่าฝ่ายผู้คัดค้าน คือ อัยการกับตำรวจจะนำพยานมาหักล้างในรูปแบบไหน ในส่วนของนายสับ วาปี ที่ออกมารับสารภาพว่าเป็นคนขับชนผู้ตายนั้น ตนมองว่า ทางฝ่ายกฎหมายกระทรวงยุติธรรมไม่นำขึ้นสืบพยาน เนื่องจากไม่ได้ให้ความสำคัญ และมีปัญหาเรื่องหลักฐานของรถยนต์ตามคำกล่าวอ้างไม่มี อย่างไรก็ตาม คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลเป็นที่สุด

ด้านนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มในระหว่างพักสืบพยาน ว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม พยานทุกปาก สื่อมวลชนและทุกคนในสังคมที่ให้กำลังใจ ตนยังมีกำลังใจดีและมีความเชื่อมั่นว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม แต่ยังไม่ขอพูดอะไรมาก อยากให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เพราะยังต้องมีกระบวนการอีกหลายขั้นตอน

ที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับทีมกฎหมายที่ได้ดำเนินการช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ในเรื่องของการหาหลักฐานในการรื้อฟื้นคดี พร้อมทั้งได้เตรียมความพร้อมในการขึ้นศาลเบิกความสำหรับวันที่ 9 ก.พ. ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมและทีมงานทั้งหมดได้มีการพูดคุยกันหลังจากผ่านการขึ้นศาลเบิกความในวันแรกแล้ว ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ

“ส่วนนายสับ วาปีนั้น ไม่ได้ขึ้นเบิกความในชั้นศาล เพราะมันข้ามขั้นตอนของการจับเท็จ และไม่ได้มีการฟ้องร้องนายสับในชั้นศาล ดังนั้นถ้าตัดประเด็นนายสับออกไป ประเด็นด้านวิทยาศาสตร์จะสำคัญมากที่สุด คือถ้ารถยนต์ของนางจอมทรัพย์ไม่เคยเฉี่ยวชน ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมา เท่ากับว่าอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์ อีกทั้งไม่มีประจักษ์พยานคนไหนที่เห็นว่านางจอมทรัพย์เป็นคนขับรถยนต์เลย ส่วนจะมีการฟ้องร้องพนักงานสอบสวนที่ทำคดีหรือไม่นั้น ต้องดูทางต้นสังกัดว่าเขาได้ทำตามอำนาจหน้าที่หรือไม่ ที่ผ่านมาได้พูดคุยกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า วันเวลาที่เกิดเหตุนั้น เรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่พัฒนาเท่ากับทุกวันนี้ ยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนตามหน้าที่” พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าว


advertisement