วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขอมาเลย์ส่งตัว เจ้าพ่อยาบ้า

สอบพันไซซะนะ เมียตัวเอ้อีกคน ถูกจับอายัด60ล.

ตำรวจ บช.ปส.เตรียมประสานตำรวจมาเลเซียขอสอบปากคำ “คามะลูดีน บิน อาหว่อง” เจ้าพ่อยาเสพติดที่ถูกจับในรัฐกลันตัน หลังตำรวจไทยตามจับมานานกว่า 5 ปี เพื่อเก็บข้อมูลโยงเครือข่าย “ไซซะนะ แก้วพิมพา” พร้อมประสานขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ด้านชุดสอบสวนเผย “เบนซ์” แฟนดาราสาวจ่อถูกเรียกสอบรอบสองแน่ภายในเดือนนี้ ขณะที่ตำรวจ ศปจร.น. ยืนยันรถเบนท์ลีย์และลัมโบร์กินี ที่จอดอยู่ในอาคารจอดรถย่านประชาชื่น เป็นรถในคดีหนีภาษีไม่เกี่ยวยาเสพติด กรมศุลกากรรับไปดูแลเตรียมประมูลขายแล้ว ส่วนที่ บช.ภ.9 จับเมียหัวหน้าแก๊งค้ายารายใหญ่ ยึดทรัพย์สินไปตรวจสอบกว่า 60 ล้านบาท เตรียมส่ง ป.ป.ส.ขยายผลเกี่ยวข้อง“ไซซะนะ” หรือไม่

กรณี พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส.เปิดแผนปฏิบัติการ “ชัยยะ สยบไพรี 60/1” จับกุมนายไซซะนะ แก้วพิมพา เจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ระดับอาเซียน ชาว สปป.ลาว ได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ก่อนใช้แผน “ชัยยะ สยบไพรี 60/2” จับกุมเครือข่ายอีกหลายราย 1 ในนั้นคือนายณัฐพล หรือบอย นาคคำ พบมีความเชื่อมโยงกับนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง สามีดาราสาว แพท-ณปภา ตันตระกูล นักแข่งรถจักรยานยนต์และเจ้าของร้านแอเรีย 51 ขายรถบิ๊กไบค์ ย่านอินทามระ พร้อมยึดรถสปอร์ตลัมโบร์กินีของนายอัครกิตติ์ไปตรวจสอบ ก่อนเชิญผู้เกี่ยวข้องรถสปอร์ตหรูทั้งหมดเข้าให้ข้อมูล เพื่อหาความเชื่อมโยงการฟอกเงินของแก๊งค้ายานรกข้ามชาติ

ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ก.พ. พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. ดูแลงานด้านการสอบสวน เปิดเผยความคืบหน้าคดีนี้ว่า หลังตำรวจมาเลเซียจับกุมนายคามะลูดีน บิน อาหว่อง ชาวมาเลเซีย ภายใต้มาตรการพิเศษเกี่ยวกับยาเสพติดอันตราย ได้ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เมื่อคืนวันที่ 6 ก.พ. ตรวจสอบพบนายคามะลูดีน ผู้ต้องหาที่ตำรวจไทยเฝ้าติดตามความเบาะแสมานานกว่า 5 ปี เป็นหัวหน้าเครือข่ายรับยาเสพติดจากภาคเหนือและภาคตะวันออกฉียงเหนือของประเทศไทยไปกระจายในประเทศเพื่อนบ้าน ระดับเดียวกับนายไซซะนะ แก้วพิมพา ทั้งยังเคยติดต่อค้ายากับนายอุสมาน สะแลแมง ที่ถูกออกหมายจับตั้งแต่ปี 55 โดย พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. สั่งการให้ชุดสอบสวนประสานขอสอบปากคำนายคามะลูดีน กับทางการมาเลเซีย และอาจดำเนินการขอส่งตัวนายคามะลูดีนมาดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน

พล.ต.ต.ชาตรีกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ ป.ป.ส. ยึดทรัพย์สินบางส่วนที่เป็นของนายณัฐพล หรือบอย นาคคำ ที่นายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ถือครองอยู่ไว้ชั่วคราว ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 นอกจากนี้ยังวางกรอบเวลาภายในเดือน ก.พ. จะเรียกนายเบนซ์มาสอบปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง จากการสอบสวนนายณัฐวัฒน์ ห่วงมณี หรือเอก บูโน่ เจ้าของเต็นท์รถยนต์มือสองที่ขายรถลัมโบร์กินีให้นายเบนซ์พบเป็นการซื้อขายรถอย่างถูกต้อง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดถูกเรียกมาสอบปากคำเพิ่ม ส่วนรถลัมโบร์กินีที่ได้ตรวจยึด ต้องใช้เวลาตรวจสอบสักระยะถึงจะทราบที่มาที่ไป เพราะต้องส่งหนังสือประสานหลายหน่วยงาน อาทิ กรมการขนส่งทางบก กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร ให้ช่วยตรวจสอบการนำเข้าว่าถูกต้องแค่ไหนอย่างไร รวมทั้งประสานบริษัทนำเข้าหรือตัวแทนจำหน่ายตรวจสอบเอกสารอื่นๆ ส่วนตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานจะร่วมตรวจสอบว่ารถคันนี้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขตัวเลขต่างๆหรือไม่

วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ ผบก.ปส.1 บช.ปส. สั่งการให้ตำรวจ ปส.1 เดินทางไปสอบถามข้อมูลกับตำรวจศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศปจร.น.) กรณีพบรถลัมโบร์กินี กัลลาโด สีส้ม และรถเบนท์ลีย์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จอดที่อาคารจอดรถของคอนโดฯแห่งหนึ่งย่านประชาชื่น เบื้องต้นตำรวจ ศปจร.น. ให้ข้อมูลว่าเป็นรถที่ยึดไว้ตั้งแต่ปี 58 เป็นรถผิดกฎหมายฐานหลบเลี่ยงภาษีศุลกากร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดแต่อย่างใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.ต.สุรชัย ควรเตชะคุปต์ รอง ผบช.น. ในฐานะผู้รับผิดชอบ ศปจร.น. ให้ข้อมูลยืนยันว่ารถทั้ง 2 คันที่ตำรวจ บช.ปส. ประสานขอตรวจสอบ เป็นรถที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีแต่มีปัญหาเรื่องสถานที่จัดเก็บ จึงไปเช่าพื้นที่อาคารจอดรถดังกล่าวชั่วคราว รถทั้ง 2 คันประกอบด้วยรถลัมโบร์กินี สีส้ม เป็นรถที่ สน.บางชัน ยึดไว้ตรวจสอบในคดีหลบเลี่ยงภาษีศุลกากร เมื่อวันที่ 20 ต.ค.57 ปัจจุบันคดียังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากมีความเห็นแย้งระหว่างตำรวจและอัยการ อยู่ในขั้นตอนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็น อีกคันเป็นรถเบนท์ลีย์ ที่ถูกจับกุมในคดีหลบเลี่ยงภาษีศุลกากรเช่นเดียวกัน พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เป็นผู้นำไปจอดฝาก ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.59 ตรวจสอบรถทั้งสองคันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเครือข่ายนายไซซะนะ นักค้ายาเสพติดรายสำคัญ และช่วงเช้าตำรวจนำรถทั้ง 2 คัน ไปส่งให้อยู่ในความดูแลของกรมศุลกากร เพื่อรอประมูลขายทอดตลาด

ขณะที่การระดมกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ระดับประเทศยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ภ.9 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามยาเสพติด บช.ภ.9และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ร่วมกันสอบปากคำนางบุหลัน ธารีสืบ อายุ 42 ปี และนายจิตรภานุ แซ่เฮง อายุ 37 ปี ผู้ต้องสงสัยเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้จากการอายัดเป็นเงินไทย 41 ล้านบาท เงินริงกิตมาเลเซีย 1.5 แสนริงกิต เครื่องเพชร ทองรูปพรรณ รถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด ทะเบียน 2 กจ 6614 กรุงเทพมหานคร และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ทะเบียน ขง 1443 สงขลา รวมมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท ที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

สืบเนื่องจาก พ.ต.ท.ธนวัต เส้งสุย หัวหน้าชุดปราบปรามยาเสพติด บช.ภ.9 สืบทราบว่านางบุหลัน เป็นภรรยา นายมามะรุสลัน ดรอแม อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ถูกตำรวจมาเลเซียจับพร้อมของกลางยาบ้า 7 หมื่นเม็ด เมื่อปี 57 โดยพบหลักฐานนางบุหลัน มีส่วนพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติด กระทั่งเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ก.พ. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังตรวจค้นรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ที่ถนนสายเอเชีย อ.นาหม่อม ขณะนางบุหลัน โดยสารอยู่ในรถ มีนายจิตรภานุ เป็นคนขับ ตรวจสอบพบเงินสดซุกซ่อน 1 ล้านบาท คุมตัวไปขยายผลตรวจค้นห้องพักเลขที่ 255/516 พลัสคอนโด เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ พบเครื่องเพชร ทองรูปพรรณ เงินสดซุกซ่อนใต้เตียงนอน ก่อนตรวจค้นห้องพักใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส พบเงินสดอีกจำนวนหนึ่งและรถเก๋งอีก 1 คัน อายัดทั้งหมดไปตรวจสอบ

สอบสวนนางบุหลันให้การอ้างว่า เงินสดทั้งหมดเป็นเงินที่สามีสั่งให้ลูกน้องนำมาให้ที่บ้านพักใน อ.สุไหงโก-ลก หลังถูกจับกุมที่ประเทศมาเลเซีย ไม่ทราบว่าจะมีเงินมากมายขนาดนี้ บางส่วนนำไปซื้อคอนโดรวมถึงซื้อรถและเครื่องประดับต่างๆ ปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด ขณะที่นายจิตรภานุ ให้การว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด เป็นเพียงคนขับรถเท่านั้น

พล.ต.ท.สาครเปิดเผยว่า จากนี้จะส่งตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนพร้อมทรัพย์สินทั้งหมดส่งให้ ป.ป.ส. สอบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายรวมถึงเส้นทางการเงิน เนื่องจากเป็นเครือข่ายใหญ่ระดับประเทศแต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นเครือข่ายนายไซซะนะ แก้ว–พิมพา พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ชาว สปป.ลาว หรือไม่ ยืนยันเงินสดและทรัพย์สินทั้งหมดได้มาจากการค้ายาเสพติดแน่นอน