จากจอดขวาง สู่ควันปืน เจาะทุกมุมคดีลุงวิศวะ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

จากจอดขวาง สู่ควันปืน เจาะทุกมุมคดีลุงวิศวะ

คดีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี อาชีพวิศวกร ใช้อาวุธปืนยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือ ปอนด์ อายุ 17 จนเสียชีวิต ที่ อ.อ่างศิลา จ.ชลบุรี หลังทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงเรื่องจอดรถขวางทางกัน ขณะลงไปซื้อของที่ระลึกข้างทาง จนกระทั่งลุกลามไปสู่การขับรถไล่กัน และที่สุดก็เกิดเรื่องเศร้า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 60

กลายเป็นอีก 1 ประเด็นร้อน และทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ เป็นการป้องกันตัวที่สมควรแก่เหตุหรือไม่? เรื่อยไปจนกระทั่งถึง มีปืนแล้วไม่ใช้ ต้องให้ถูกกระทืบตายก่อน หรือยังไง?

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพา แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่าน ไปฟังการวิเคราะห์ในทุกมิติถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อค้นหาคำตอบที่รอบด้าน จาก พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ มือปราบหูดำ ผู้คร่ำหวอดวงการตำรวจ นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เอาล่ะ ก่อนที่แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ จะไปฟังทุกทัศนะในคดีที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากในเวลานี้ ว่า คดีลุงวิศวะ โปรดกรุณาท่อง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ในบรรทัดต่อจากนี้ไปซ้ำๆ ให้ขึ้นใจ ประกอบไปตลอดการติดตามอ่านสกู๊ปชิ้นนี้

กฎหมายอาญา มาตรา 68 ระบุเอาไว้ว่า ”ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"

เอาล่ะเมื่อพร้อมแล้ว ลงไปอ่านความเห็นของทั้งสามท่าน ในบรรทัดต่อจากนี้ได้เลย

ความเห็น มือปราบหูดำ ตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน ก็ไม่สมควรสั่งฟ้อง แล้ว

“หากพี่เป็นพนักงานสอบสวนในคดีนี้ พี่จะมีความเห็น สั่งไม่ฟ้อง เป็นการยิงเพื่อป้องกันตัว และสมควรแก่เหตุ” พี่แต้ม ตอบแทบจะในทันที เมื่อทีมข่าวฯ เอ่ยถาม

คือในความเห็นส่วนตัวพี่ กรณีนี้ 1. หากกลุ่มวัยรุ่นที่มีกันอยู่หลายคน เกิดเข้าไปกลุ้มรุมทำร้ายคู่กรณี หรือคนในครอบครัว พร้อมๆ กัน มันก็อาจจะเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตได้

2. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการเกิดเหตุในเวลากลางคืน จะมีอะไรมายืนยันได้หรือไม่ว่า กลุ่มวัยรุ่นที่วิ่งกรูกันลงมาจากรถตู้ จะไม่มีอาวุธอยู่ในมือ

ยิงปืนขึ้นฟ้า เพื่อเป็นการเตือนก่อนได้หรือไม่?

มือปราบหูดำ ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนเอ่ยปากตอบอย่างใจเย็นว่า

“ก็แล้ว...หากเค้ายิงปืนขึ้นฟ้า แล้วกลุ่มคนที่มีกันอยู่หลายคนนั้น เกิดไม่กลัว แล้วเข้ามารุมแย่งอาวุธปืนไปจากเค้าล่ะ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น...อันนี้คือคำถามที่น่าสนใจจริงไหม....”

วิกฤติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า “บางครั้ง” มันก็เป็นข้อยกเว้นของกฎหมายได้

พล.ต.ต.วิชัย วิเคราะห์ให้ทีมข่าวฟังต่อไปว่า .... ตามตัวหนังสือในกฎหมาย แน่นอน เขียนไว้ชัดเจน สามารถยิงเพื่อป้องกันตัว โดยไม่เกินกว่าเหตุ แต่การที่จะวิเคราะห์ว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่? วิกฤติที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันก็อยู่ที่แต่ละคนต้องตัดสินใจ ใช่หรือไม่!

วิเคราะห์ พฤติการณ์ผู้ใช้อาวุธปืน ยิงเพื่อป้องกันตัว ใช่หรือไม่

กรณีที่เกิดขึ้นเท่าที่ทราบ เป็นการยิงเพียง 1 นัด ส่วนตัวพี่มองว่ามันไม่น่าจะเป็นการเจตนาฆ่า เพราะหากมีเจตนาที่จะฆ่า ต้องมีการ ยิงซ้ำ ไปที่บุคคลเดิม หรือคนที่อยู่ในกลุ่มคนอื่นๆ แน่นอน

ส่วนจะเป็นการยิงป้องกันตัว แต่เกินกว่าเหตุหรือไม่ จุดนั้น ต้องมีการพิจารณาในหลายประเด็น ซึ่งต้องยกให้เป็นดุลพินิจของศาลต่อไป พล.ต.ต.วิชัย กล่าว

วิเคราะห์ภาวะแวดล้อมในขณะเกิดเหตุ

พี่ขอมองแบบนี้ .... พี่แต้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ประเด็นแรก พฤติกรรมที่เป็นการขับรถไล่ติดตามคู่กรณีเป็นระยะทางไกลพอสมควร แถมเมื่อคู่กรณีจอดรถแล้ว ก็ยังมีการไปจอดปาดหน้า ก่อนจะวิ่งกรูกันลงมาแบบนั้น มันมีท่าทีเข้าข่าย “คุกคาม” เพราะคงมอง “เจตนา” เป็นอื่นไปได้ยาก

เพราะหากจะลงมาเพื่อขอเจรจา จริงๆ ก็ลงมาคนเดียวก็ได้ ทำไมจะต้องวิ่งกรูกันลงมาแบบนั้น แล้วคิดดูหากเป็นตัวเราเอง มีทั้งลูกทั้งเมียอยู่ในรถ แล้วมาเจอเหตุการณ์แบบนั้น เป็น ตัวเรา จะทำอย่างไร?

นอกจากนี้ การที่อีกฝ่ายพยายามจอดรถ เพื่อลงไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า เค้าร้องขอชีวิตและพยายาม ขอให้มีใครมาช่วยป้องกันตัว เพื่อหวังเอาตัวรอดแล้ว ใช่หรือไม่? มือปราบหูดำ กล่าวทิ้งท้ายให้แฟนๆ ไทยรัฐได้วิเคราะห์ตาม

มุมมองในฐานะทนายความ ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย คือ?

ด้าน นายวันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง เลกเชอร์ ‘ป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย’ ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า การป้องกันตัวนั้น จะต้องเป็นการกระทำที่มีภยันตรายใกล้จะเข้ามาถึงตัว และภยันตรายนั้นเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย สามารถป้องกันตัวได้พอสมควรแก่เหตุ กฎหมายระบุว่า ไม่เป็นความผิด และไม่ต้องรับโทษ

ฉะนั้น เมื่อมีใครก็ตามที่มาละเมิดต่อเรา ไม่ว่าจะฆ่า ทุบ ตี ทำร้าย หรือกระทำด้วยประการใดๆ เป็นการทำผิดกฎหมาย และเรากระทำไปเพื่อยับยั้งมิให้การกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นต่อไป และเพื่อไม่ให้เราได้รับภยันตรายจากการกระทำของเขา ลักษณะนี้ก็เป็นสิทธิ์ที่กระทำได้ตามกฎหมาย และไม่มีความผิดแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาของศาล จะต้องดูจากองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น

1. ผู้ที่ป้องกันตัวเป็นผู้ที่ก่อเหตุขึ้นมาก่อนหรือไม่

2. ผู้ที่ป้องกันตัวถูกผู้อื่นกระทำโดยผิดกฎหมายหรือไม่ เช่น หากเขามายกยอปอปั้นแล้วเอาปืนไปยิงเขา เขาไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าเขามาด่าทอ ทุบตี ทำร้ายร่างกาย เหล่านี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย

3. ภยันตรายใกล้จะเข้ามาถึงตัว คำว่า ภยันตรายใกล้จะถึง แปลว่า กำลังจะเกิดเหตุ จะต้องเกิดความเสียหาย ถูกทำร้าย หรือจะตายแล้ว หากไม่ป้องกันตัวอาจจะเกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่นได้ แต่ถ้าหากอยู่คนละฟากของถนนแล้วเราเอาปืนไปยิงใส่เขา ไม่ถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้ตัว

4. การกระทำโดยป้องกันจะต้องสมควรแก่เหตุ เช่น ยิงปืนไปหนึ่งนัด เป็นเป้าประสงค์ที่คนทั่วไปก็พึงกระทำเพื่อป้องกัน เพื่อยับยั้งการกระทำความผิดนั้นไม่ให้เกิดขึ้นกับเรา หรือไม่ให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่านี้ แต่ถ้ายิงไปสองนัดสามนัด แบบนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุ

“ถ้าเป็นการป้องกันตัว กฎหมายบอกไม่ผิดเลย เช่น อยู่บ้านดึกๆ มีคนปีนเข้าบ้าน เราใช้ปืนยิงเขา แบบนี้ไม่มีความผิด เพราะเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ หรือมีคนเอาปืนจะมายิงเรา เราก็ยิงสวนไปก่อน ก็ถือว่าเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เมื่อเป็นการป้องกันตัวก็ไม่มีความผิด แม้ใครจะเป็นจะตายก็ตาม เราถือว่าไม่มีความผิดทั้งสิ้น”

อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 82 ผู้ใดพยายามกระทำความผิด หากยับยั้งเสียเองไม่กระทำการให้ตลอด หรือ กลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษสำหรับการพยายามกระทำความผิดนั้น แต่ถ้าการที่ได้กระทำไปแล้ว ต้องตามบทกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษสำหรับความผิดนั้นๆ ทนายความชื่อดัง กล่าวในที่สุด

มุมมอง นักกฎหมาย ป้องกันตัวสมควรแก่เหตุหรือไม่ ต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมเป็นกรณีๆ ไป เพราะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

ขณะที่ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา แจกแจง กฎหมายอาญา มาตรา 68 เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจได้โดยง่ายๆ อยากขออธิบาย ในหลักการแบบนี้...

1. หลักการของการป้องกันสิทธิ และสมควรแก่เหตุหรือไม่?

หากจะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ก็เช่น กรณี เราเดินอยู่บนถนนดีๆ จู่ๆ เกิดมีใครที่ไหนก็ไม่รู้ วิ่งปรี่เข้ามาพร้อมอาวุธมีด พุ่งเข้ามาหมายจะเข้าทำร้าย หากเรามีอาวุธปืน หรือ มีด แล้วนำมาใช้เพื่อป้องกันตัว แบบนี้ ถือว่าเป็นการป้องกันสิทธิ และพอสมควรแก่เหตุ

แต่หากกลับกัน เหมือนกรณีเมื่อสักครู่ เพียงแต่คนที่พุ่งเข้ามาจะทำร้าย ไม่มีอาวุธ เราเกิดชักอาวุธปืน หรือ มีด ทำร้ายฝ่ายตรงข้าม แบบนี้ต้องมีการพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ในลำดับต่อไปว่า พอสมควรแก่เหตุ หรือ เกินกว่าเหตุ หรือไม่?

2. ภยันตรายที่ใกล้จะถึง และสมควรแก่เหตุหรือไม่ ในทางกฎหมาย คือ ?

ยกตัวอย่าง ให้เห็นภาพชัดๆ ก็เช่น กรณีมีโจรกำลังปีนกำแพงรั้วเพื่อเข้ามาในบ้านของเราในเวลากลางคืน โดยที่ทั้งบ้านยังมีการลงกลอนแน่นหนาอยู่ หากเราตัดสินใจชักอาวุธปืนยิงเข้าใส่เลย แบบนี้ไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นภยันอันตรายที่ใกล้จะถึง และสมควรแก่เหตุ เนื่องจากสามารถใช้วิธีการอื่น เช่น โทรศัพท์เรียกตำรวจ หรือตะโกนร้องให้คนช่วยได้ทัน

แต่กลับกัน เหมือนกรณีแรก แต่คนร้ายที่ปีนเข้ามาในบ้านพัก มีการชักอาวุธปืนกำลังจะยิงเข้าใส่เรา เราจึงจำเป็นต้องยิงเพื่อป้องกันตัว แบบนี้ เข้าข่ายเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และสมควรแก่เหตุแน่นอน

วิเคราะห์คดีลุงวิศวะ

ท่านสราวุธ มีน้ำเสียงหนักใจเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีนี้ ส่วนตัวมองว่า เอาล่ะ แน่นอน การที่กลุ่มวัยรุ่นวิ่งกรูกันลงมาจากรถตู้แบบนั้น เรียกได้ไหมว่า เป็นการ “คุกคาม” มันก็เข้าข่ายอยู่ แต่การยิงเข้าใส่หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตครั้งนี้ เป็นการ เข้าข่าย ภยันอันตรายที่ใกล้จะถึง พอสมควรแก่เหตุ และเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองและผู้อื่นหรือไม่ นั้น คงจะต้องมีการพิจารณาจากหลักฐานในหลายแง่มุมประกอบกัน หากพนักงานสอบสวนและอัยการ มีความเห็น สั่งฟ้อง เพื่อเข้าสู่การพิจารณาในชั้นศาล ต่อไป

แต่อย่างไรก็ดี การแสดงความเห็นในคดีที่เกิดขึ้นควรจะระมัดระวังไม่ให้เป็นการชี้นำ หรือก้าวก่ายการทำงานในกระบวนการยุติธรรม

มีปืนไม่ยิง จะต้องรอให้ถูกทำร้ายก่อนหรือ?

“คือ...มันไม่มีอะไรเป็นสูตรสำเร็จตายตัวได้หรอก! เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง และพฤติการณ์แต่ละเรื่อง เป็นกรณีๆ ไป”

ฉะนั้น ในบางกรณีที่มีความก้ำกึ่งกันอยู่ แน่นอนมันย่อมเป็นเรื่องยากในการพิจารณา ฉะนั้น ทุกอย่างจึงต้องขึ้นอยู่กับ พยาน และ หลักฐาน ที่จะรวบรวมมาประกอบการพิจารณาในชั้นศาลเป็นสำคัญ เพราะ ศาล จะพิจารณาไปตาม พยาน และ หลักฐาน ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาเท่านั้น เลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา กล่าวอย่างหนักแน่น

เอาล่ะ ก่อนที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะจบ สกู๊ปชิ้นนี้ เหยี่ยวข่าวสาวของเรา มีโอกาสได้สัมภาษณ์กับ น.ส.อภิญญา โภชนสมบูรณ์ อายุ 49 ปี ภรรยาของ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ ทำให้มีโอกาสได้อัพเดตถึงสถานการณ์ล่าสุดของครอบครัวหลังเกิดเหตุ ดังต่อไปนี้

“เวลานี้ คนในครอบครัวของเราทุกคน กำลังตกอยู่ภายใต้ความเครียดอย่างที่สุด พวกเรายอมรับว่า ระแวง และ ไม่ไว้ใจ ใครทั้งนั้น เพราะนับตั้งแต่หลังเกิดเหตุ พวกเราถูกข่มขู่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างรุนแรง จนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะออกจากบ้านแล้ว ลูกของเรา เราก็ไม่กล้าให้เค้าไปโรงเรียน เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้น”

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดคลิปต้นเรื่องวิศวกรยิงโจ๋ มีเสียงคล้ายหยิบอาวุธปืนตั้งแต่แรกเริ่ม (ชมคลิป)

ดูกันชัดๆ ความจริงนาทีเกิดเหตุ ทำไมวิศวะยิงโจ๋ 17 (ชมคลิป)

‘โจ๋’ต่อยวิศวะ เจอยิงอกดับ ปมจอดขวาง ไล่ตามรุมยำ

คลิปเสียงชัดแจ๋ว มึงเก๋าเหรอ แก๊งโจ๋กรูยํา 'วิศวะ'

วิศวกรยิงโจ๋ 17 เตรียมเข้าพบ รองปลัด ยธ. 10 ก.พ.นี้ คาดหารือคดีความ