บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้ง 4 อนุฯ ผุด 11 ข้อ ชงความเห็นปรองดอง ย้ำจริงใจ รับฟัง ไม่อคติ

โฆษก กห.แจงตั้ง 4 อนุกรรมการปรองดอง กำหนด 11 หัวข้อ นักการเมืองเสนอความเห็น ยันรัฐจริงใจรับฟังทุกภาคส่วน มองประโยชน์ส่วนรวม-ประเทศชาติสำคัญ ย้ำเป็นกลาง ปชช.เป็นเจ้าของ ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอเชื่อมั่นไว้ใจ ปราศจากเงื่อนไข-อคติ

เมื่อวันที่ 9 ก.พ.60 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ว่า คณะกรรมการฯ มีความเห็นร่วมกันว่าจะต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 4 คณะ ประกอบด้วย 1. คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานอนุกรรมการฯ 2. คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานอนุกรรมการฯ 3. คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานอนุกรรมการฯ และ 4. คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยตนในฐานะโฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธานอนุกรรมการฯ 

สำหรับกรอบการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ด้านรับฟังความคิดเห็น จะมีการเชิญพรรคการเมืองทุกพรรคทุกกลุ่มทุกฝ่าย มาแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อเสนอแนะในความคิดที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยจะมีการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย และผู้มีส่วนได้เสีย ได้มีเวทีในการพูดคุยและหารือกัน อาทิ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รวมถึงกลุ่มสมัชชาเกษตรกร และกลุ่มแรงงานต่างๆ ตลอดจนองค์กรสื่อมวลชน  

หลังจากคณะทำงานชุดนี้ทำงานเสร็จแล้วก็จะส่งข้อเท็จจริงจากการพูดคุย ไปให้ทางคณะอนุกรรมการบูรณาการ ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้แทนเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนักวิชาการ จำนวน 9 คน ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย รศ.ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ศ.ดร.ผาสุข พงษ์ไพจิต นายวรวิทย์ วงษ์สุวรรณ รศ.ทองอิน วงศ์โสธร ศ.กิติตคุณ สุภางค์ จันทวานิช ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรณโณ รศ.ตระกูล มีชัย และศ.ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์ ในการรวบรวมข้อเสนอแนะทั้งหมด และสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อเตรียมการปฏิรูปก่อนจะส่งไปให้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ศ.ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ และศ.ดร.นันทวัฒน์ ปรมนันท์ เป็นที่ปรึกษา และอนุกรรมการ โดยมีนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษะ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย ผศ.ดร.ธนวรรธ์ พลวิชัย  ศ.ดร.จรัล มะลูลีม  ศ.กิกิตคุณ ดร.อมรา พงศาพิชญ์ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฏ์ และศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์   

นอกจากนี้ยังมีผู้แทนสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย และผู้แทนเหล่าทัพ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ โดยมี พล.อ.สสิน ทองภักดี เสนาธิการทหารบก เป็นอนุกรรมการ และเลขานุการ ผู้แทนกระทรวงต่างๆ กรมประชาสัมพันธ์ สถาบันพระปกเกล้า และศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป 

กระบวนการทำงานนั้นมีแนวทางเริ่มจากคณะชุดแรกจะรับฟังความคิดเห็น โดยเชิญพรรคการเมืองภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะทำควบคู่กันไปกับส่วนกลาง โดยจะใช้ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นที่พูดคุยเสนอความคิดเห็น โดยมีการจัดพื้นที่เป็นห้องโถงใหญ่ จัดเป็นโต๊ะกลมขนาด 20 ที่นั่ง เชิญฝ่ายที่ให้แสดงความคิดเห็น 10 คน และฝ่ายที่รับฟังความคิดเห็น 10 คน ในส่วนภูมิภาคตามพื้นที่ต่างๆ จะให้ทางแม่ทัพภาคที่ 1-4 และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัด รับผิดชอบ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง และสร้างสรรค์ หลังจากได้รับข้อมูลในทุกภาคส่วนที่มาให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดแล้ว เราจะนำมาปรับปรุงร่างความเห็นร่วมให้สมบูรณ์ 

จากนั้นจะเปิดเวทีสาธารณะด้วยการเชิญทุกภาคส่วน และภาคประชาชนมารับฟัง และรับรู้ เพื่อดำเนินการปรับปรุงร่างสัญญาประชาคมความเห็นร่วมครั้งสุดท้าย ขณะเดียวกันเมื่อได้ร่างสัญญาประชาคมสมบูรณ์แล้วจะเสนอให้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ผ่าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการป.ย.ป. เสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามการดำเนินการจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 14 ก.พ. เป็นต้นไป

สำหรับประเด็นหารือมีทั้งหมด 10 หัวข้อ ประกอบด้วย 1. ด้านการเมือง การแก้ปัญหาโดยสันติวิธีเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในสังคมไทยขึ้นอีก ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง 2. ด้านความเหลื่อมล้ำ เช่น การครอบครองที่ดินทำกินของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งน้ำมักถูกยกมาเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งอย่างกว้างขวาง จะมีการพูดถึงแนวทางในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพื่อลดความขัดแย้ง และสร้างความปรองดองในสังคมไทย 3. ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงต่อการขยายไปสู่ความขัดแย้ง จะมีทางออกหรือวิธีการดำเนินการ ต่อประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม การแทรกแซงการบังคับใช้กฎหมายอย่างไร 4. มีแนวทางเสริมสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ต่อประเด็นความแตกต่างทางสังคม ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การศึกษา และสาธารณสุข อย่างไร 

5. แนวทางในการไม่ให้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งได้อย่างไร 6. มีแนวทางที่จะทำให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เช่น ความขัดแย้งเรื่องพลังงาน การก่อสร้างโรงไฟฟ้า ฯลฯ ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความขัดแย้งในสังคมได้อย่างไร 7. มีแนวคิดที่จะดำเนินการต่อประเด็นการนำปัญหากิจการภายในประเทศมายกระดับให้เป็นปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากการดำเนินการของต่างประเทศ เช่น ปัญหาเขตแดน ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน ปัญหาเสรีภาพและประชาธิปไตย ปัญหาแรงงานและการค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไร 8. มีแนวคิดอย่างไร ที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคมไทย 9. ด้านการปฏิรูป มีข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปอย่างไร เพื่อให้เกิดความสามัคคีปรองดอง 10. มีข้อเสนอแนะให้เกิดการยอมรับและร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน หรือไปสู่เป้าหมายร่วมกันอย่างไร นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากคณะกรรมการฯ ฝากเพิ่มเติมในวันนี้เป็นข้อที่ 11 คือมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไร 

คณะกรรมการฯ ชุดนี้รัฐบาลมีความจริงใจ และตั้งใจจริงที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม มองไปที่ผลประโยชน์ส่วนรวม และประเทศชาติเป็นสำคัญ จะทำอย่างสร้างสรรค์ เป็นกลาง มีจุดยืนคือการรับฟังความคิดเห็น เพราะฉะนั้นความสำเร็จจะมีได้ต้องขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วม ผมขอย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวมีประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้เชื่อมั่น และไว้ใจกัน ปราศจากเงื่อนไข และอคติ เราเปิดโอกาส และให้โอกาสในการรับฟังความคิดเห็น ครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง รับฟังด้วยความจริงใจเป็นธรรมทุกฝ่ายไม่เลือกปฏิบัติ 

ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเวทีระดับภูมิภาคควบคู่กันไป ซึ่งทุกท่านสามารถส่งข้อมูลข้อคิดเห็นในพื้นที่ และส่วนกลางได้ตลอดเวลา โดยเราไม่ละเลยผลการศึกษาที่ผ่านมาใช้เป็นแนวทางสร้างความปรองดองร่วมกัน กระบวนการปรองดองได้เริ่มขึ้นแล้ว บรรยากาศสร้างความปรองดองในเดือนก.พ.ที่เป็นเดือนแห่งความรัก อยากให้สื่อมวลชวนร่วมสร้างบรรยากาศความปรองดองครั้งนี้ด้วยการนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ ขอย้ำว่าหัวข้อที่พูดคุยกัน 10 ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายทางคณะกรรมการจะรับฟังทุกปัญหา ทุกเงื่อนไขของกฎหมาย แต่จะไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม และอภัยโทษ สำหรับกรอบระยะเวลาทางคณะกรรมการฯ ตั้งกรอบไว้ 3 เดือน เราพยายามจะรับฟังและเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างความคิดเห็นร่วม และการเปิดเวทีสาธารณะ เพื่อเอาความคิดเห็นร่วมให้ประชาชนรับทราบ และเข้าใจ ก่อนปรับร่างความเห็นร่วมเป็นสัญญาประชาคม