เมืองกาญจน์โมเดล "ชุมชน" อยู่กับ "ขยะ" - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

เมืองกาญจน์โมเดล "ชุมชน" อยู่กับ "ขยะ"

ทุกวันนี้ “คนไทย” กว่า 65 ล้านคนสร้างขยะได้มากถึง 14 ล้านตันต่อปี แต่ความสามารถในการบริหารจัดการขยะกลับมีไม่ถึง 50% ของขยะที่เกิดขึ้น

ทำให้เกิดปริมาณขยะมูลฝอยตกค้างตามสถานที่ต่างๆเป็นจำนวนมาก หรือมีการนำไปกำจัดโดยวิธีกองบนพื้นซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลและก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา

คำถามสำคัญมีอยู่ว่า...แล้วในอนาคตต่อไปข้างหน้า เราจะสามารถหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างไร และจะมีใครเป็นผู้กล้าที่ถือธงนำหน้า?

เพราะที่ผ่านมา...ประชาชนคงเคยเห็นผู้ที่คิดจะแก้ไขและลงมือทำเกี่ยวกับการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยมาแล้วมากมาย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น “อนุสาวรีย์ขยะ” อย่างเช่น โรงเตาเผาขยะที่ต้องหยุดชะงักและมีคดีความฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ทั่วประเทศ

เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นเช่นเดียวกับที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมืองกาญจนบุรี เพราะกว่า 35 ปี...มีปริมาณขยะมูลฝอยที่ถูกนำมาทิ้งและสะสมเป็นจำนวนมหาศาลกว่า 6 แสนตัน นับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเกิดเป็นที่มาของ “โครงการความร่วมมือการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน” โดยเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา พล.ต.รังษี กิติญาณทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมและที่ปรึกษา ผบ.พล.1 รอ. นายสมชาย ฟักทอง นายก อบต.แก่งเสี้ยน รวมทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด 14 แห่งได้ร่วมกันประชุมและลงนาม MOU ในการแก้ไขปัญหาขยะแบบบูรณาการ รักษาสิ่งแวดล้อมในชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

พล.ต.รังษี บอกว่า “บริเวณเนินเขาทอง หมู่ 5 ต.แก่งเสี้ยน ซึ่งมีจำนวน 73 ไร่ เป็นพื้นที่ของราชพัสดุ โดยกองทัพบกมอบหมายให้กองพลที่ 1 รักษาพระองค์เป็นผู้ดูแล และกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน. 4 รอ.) เป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ ที่ผ่านมามีปัญหาเกิดขึ้นคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดกาญจนบุรีไม่มีที่ทิ้งขยะเป็นของตนเอง ทำให้ต้องนำขยะมาทิ้งในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎระเบียบและกฎข้อบังคับของกรมธนารักษ์”

“ผมในฐานะผู้ดูแลพื้นที่จึงเข้ามารับผิดชอบเพื่อทำให้มันเดินต่อไปได้ และขอเน้นย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้จะไม่ใช่บ่อขยะแบบถาวร แต่เป็นเพียงแค่บ่อขยะชั่วคราว จนกว่าทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถหาที่ทิ้งขยะใหม่ได้ ซึ่งเป็นการ...ผ่อนปรน เพื่อแก้ไขปัญหาขยะในจังหวัดกาญจนบุรี”

พวกท่านเดือดร้อน คนเมืองกาญจน์ เดือดร้อน ถ้าทิ้งปัญหาไว้แบบนี้มันไม่จบ

ในอนาคตหากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบ่อขยะเป็นของตนเอง จะต้องย้ายที่ทิ้งขยะไปที่แห่งนั้นนี่คือที่มาที่ไปของการเข้ามาแก้ปัญหาในครั้งนี้ และหากมีการคืนพื้นที่ให้กับกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เราก็จะมีแผนในการปลูกป่าเพื่อคืนเป็นพื้นที่ใช้ในการฝึกทางยุทธวิธีของกองทัพบกต่อไป

“ขอฝากไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆใน จ.กาญจนบุรี ไม่ได้ร่วมโครงการนี้สามารถเข้ามาร่วมโครงการได้...โครงการนี้จะสำเร็จได้ เพราะความร่วมมือของทุกภาคส่วนใน จ.กาญจนบุรี”

สมชาย ฟักทอง นายก อบต.แก่งเสี้ยน เล่าถึงการดำเนินการในเรื่องนี้ว่า จังหวัดกาญจนบุรีถูกจัดตั้งให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะมีศักยภาพสูงในการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และมีขีดความสามารถเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันตก ในด้านการค้าการลงทุนชายแดนเป็นอย่างดี

ดังนั้น...การบริหารและจัดการเกี่ยวกับปัญหาขยะจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เนื่องจากโครงการนี้เป็น “ภารกิจเร่งด่วน” ทาง อบต.แก่งเสี้ยน จึงทำหนังสือไปถึงหน่วยงานของรัฐเพื่อให้เข้ามาช่วยเหลือ โดยรับบริจาคในส่วนของเครื่องไม้เครื่องมือ และการสนับสนุนในด้านวิชาการ

ขณะนี้ทีมงานของ ธวัช กุลบุศย์ วิศวกรศูนย์เชื้อเพลิงและพลังงานจากชีวมวล คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตอบรับโดยให้มีการสนับสนุนทางด้านวิชาการและเครื่องคัดแยกขยะ ถือเป็นโครงการที่มีจุดมุ่งหมาย...เชื่อว่าสามารถทำให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้

“เพียงแค่ 2 สัปดาห์หลังการเข้าไปสำรวจและปรับปรุงพื้นที่ เราสามารถที่จะคืนพื้นที่ให้กับทางกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ได้แล้วเป็นจำนวน 5 ไร่...หลังจากนี้ประมาณเดือนเมษายนจะเริ่มดำเนินการแบบเต็มรูปแบบ”

น่าสนใจว่า การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 14 แห่งมาร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกอย่างเข้มแข็งว่า พวกเราพร้อมใจกันในการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับการจัดการขยะให้ถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษนั้น ธวัช วิศวกรศูนย์เชื้อเพลิงและพลังงานจากชีวมวล บอกว่า มีแผนดำเนินการคร่าวๆคือ...ขยะที่ย่อยสลายได้ จะนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

“คุณค่าของขยะอินทรีย์นั้นมีมากมาย เพียงนำมาใช้ประโยชน์ก่อนที่มันจะเน่าเสีย และคัดแยกไว้เป็นประเภท ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรต่ำลง และทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น”

สำหรับการแจกจ่ายปุ๋ยอินทรีย์ให้องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ที่เข้ามาร่วมเซ็น MOU พิจารณาร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเสี้ยน เป็นผู้พิจารณาว่าจะมอบปุ๋ยหมักให้กับประชาชนที่มาขอรับการสนับสนุน...แต่จะต้องพิจารณามอบให้ด้วยความเป็นธรรม ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

เน้นไปที่กลุ่ม “ชาวบ้าน” ที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด

ถัดมา...ขยะที่ย่อยสลายไม่ได้ จะให้ อบต.แก่งเสี้ยน นำไปกำจัดนอกพื้นที่บ่อขยะ เพื่อลดปริมาณขยะ โดยวิธีจ้างเหมาผู้ประกอบการไปทิ้ง โดยผ่านวิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการ

สาม...ขยะที่อันตราย (ขยะมีพิษ) จะประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปกำจัดตามระเบียบของทางราชการ สุดท้าย...สนับสนุนให้ อบต.แก่งเสี้ยน ดำเนินการตามนโยบายของกองทัพบก

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่มีโอกาสได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงของการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยมาจนเกือบทั้งชีวิต เชื่อมั่นได้ว่าโครงการนี้จะเดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เดินหน้ากำจัดขยะแต่ละประเภทให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ “เมืองกาญจน์” จะเป็น “โมเดล” ตัวอย่างให้นำไปปรับใช้ประโยชน์ในพื้นที่อื่นๆได้เป็นอย่างดี

ในอนาคต...หากโครงการนี้มีการคืนพื้นที่ให้กับทางกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นที่เรียบร้อยสามารถที่จะยกเอาโครงสร้างและรูปแบบการดำเนินงานไปทำยังที่ใหม่ได้ โดยใช้แผนปฏิบัติการบริหารและจัดการตามเดิม...สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิด “ความแตกต่าง” จากรูปแบบการบริหารจัดการขยะมูลฝอยที่หลายคนเคยคิด...ทำ

โครงการนี้ไม่มีบริษัทเอกชนเข้ามาร่วมและไม่ใช่แค่การคำนึงถึงเพื่อ “กำจัดขยะ” เพียงอย่างเดียว แต่ผลลัพธ์ของโครงการยังสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชนแบบ “จับต้องได้”

สมชาย ฟักทอง นายก อบต.แก่งเสี้ยน ฝากทิ้งท้ายว่า พวกเราร่วมมือร่วมใจกันทำ โดยไม่แสวงหาผลกำไร...ถ้าทำแบบแสวงหาผลกำไร เมื่อไหร่ จะไม่มีทางแก้ไขปัญหาขยะได้เลย ขยะกับชุมชนต้องอยู่ด้วยกัน ได้...เพราะตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตของเราก็เกี่ยวข้องกับ “ขยะ”

เดินหน้ารักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมๆกับสร้างความเข้มแข็งในชุมชนอย่างยั่งยืน.


advertisement