วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยธ.นำสืบ'รถกระบะ' คดีครูจอมทรัพย์ พิสูจน์แล้วไม่เคยชน

พยานให้การต่อศาล ยันครูจอมทรัพย์ไม่ใช่คนขับรถกระบะชนคนตาย โดยทนายนำรถกระบะของครูสาวใหญ่พร้อมทีมงานจากบริษัทโตโยต้ามาให้ตรวจพิสูจน์ว่ารถไม่เคยถูกเฉี่ยวชน ส่วน “สับ วาปี” พยานปากเอก วืดให้ปากคำหลังเจ้าหน้าที่ดีเอสไอพามาส่งในตอนหลัง การสืบพยานนัดแรก 6 ปากผ่านพ้นไปด้วยดีแต่ยังไม่เสร็จนัดสืบต่อในวันรุ่งขึ้น ขณะที่โฆษกศาลยุติธรรมระบุ หากกระบวนการเสร็จสิ้นต้องส่งความเห็นของศาลส่งศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยอีกครั้ง

กรณีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี อดีตข้าราชการครูที่เข้าร้องทุกข์กระทรวงยุติธรรมว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในคดีขับรถชนนายเหลือ พ่อบำรุง อายุ 75 ปี เสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อ 11 มี.ค. 2548 ในพื้นที่ สภ.นาโดน อ.เรณูนคร จ.นครพนม และถูกจำคุกนาน 1 ปี 6 เดือน จากคำพิพากษาตัดสินของศาลฎีกาให้จำคุก 3 ปี 2 เดือน เมื่อปี 2556 แต่ได้รับการอภัยโทษออกมา เมื่อปี 2558 โดยนางจอมทรัพย์อ้างมีพยานหลายปากที่ยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาและมีบุคคลยอมรับเป็นคนขับรถเอง ขณะเดียวกันกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอลงพื้นที่สืบหาพยานจนกระทั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นคือศาลจังหวัดนครพนม พิจารณารื้อฟื้นคดีโดยมีกำหนดนัดสืบพยานในระหว่างวันที่ 8 -10 ก.พ. 2560 ขณะที่ฝ่ายพนักงานสอบสวนยืนยันดำเนินการตามข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาตามที่เป็นข่าว

ต่อมาเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ก.พ. นายพงศา ราตรี ทนายความในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม พานางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 54 ปี พร้อมพยานปากสำคัญ ประกอบด้วย 1.นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปี 2.นางทองเรศ วงศ์ศรีชา อายุ 51 ปี พยานผู้เห็นเหตุการณ์ว่าคนขับรถชนคนตายเป็นผู้ชาย 3. นายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร เป็นคนที่รับซื้อรถจากครูจอมทรัพย์ 4.นายทักษิณ ไขศิลา เป็นเจ้าของรั้วบ้านที่นางจอมทรัพย์ขับไปชนก่อนขายรถไปและอีก 5 รายเป็นพยานมาจากฝ่ายกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่จากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทยและเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกรวมทั้งหมด 10 ปาก

อย่างไรก็ตาม ยังขาดพยานปากสำคัญอีก 1 ปากที่ไม่มาตามนัดคือนายสับ วาปี ที่เคยออกมารับสารภาพต่อสังคมว่าเป็นคนขับรถกระบะอีซูซุสีเทาดำ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ชนคนตายเองไม่ใช่ครูจอมทรัพย์ นอกจากนี้ฝ่ายกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม ยังได้นำหลักฐานสำคัญคือ รถกระบะโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นรถยนต์ของครูจอมทรัพย์มาแสดงและยื่นคำร้องต่อศาลให้มีการลงเดินเผชิญสืบ ตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกเหนือจากการสืบพยานในบัลลังก์เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและยืนยันว่ารถคันดังกล่าวไม่เคยมีการเฉี่ยวชนโดยได้การรับรองยืนยันการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบพยานของผู้ร้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวันที่ 8 ก.พ. เป็นการสืบพยานฝ่ายนางจอมทรัพย์ทั้งหมด ส่วนในวันที่ 9-10 ก.พ. จะเป็นการสืบพยานของฝ่ายผู้คัดค้านคือพนักงานอัยการจังหวัดนครพนม ส่วนบรรยากาศบริเวณหน้าศาลจังหวัดนครพนมได้มีนายประวิทย์ บึงใสย์ ประธานชมรมครูประชาบาลภาคอีสานพร้อมคณะ ได้มอบดอกไม้ให้กำลังใจนางจอมทรัพย์ ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนหลายแขนงเฝ้ารอทำข่าวกันคึกคัก ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าช่วงเช้าก่อนศาลเปิดทำการได้มีมือมืดนำพวงหรีด 2 พวงมาวางบริเวณป้ายทางเข้าศาลจังหวัดนครพนมโดยมีข้อความระบุว่า “คุณมีสิทธิ์เรียกร้องหาความเป็นธรรม ฉันที่ตายไปแล้วมีสิทธิ์เรียกอะไร” และ “คุณทำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ” เจ้าหน้าที่ได้เก็บไว้เป็นหลักฐานและตรวจสอบหาที่มาว่าป้ายดังกล่าวมีมูลเหตุเชื่อมโยงเกี่ยวกับคดีของนางจอมทรัพย์หรือไม่ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดศาล

หลังทั้งหมดเข้าไปในศาลเพื่อไต่สวนโดยศาลมีการพิจารณาสืบพยานทั้งหมดเพียง 6 ปาก คือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร นายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร เจ้าของรถที่ซื้อไปจากครูจอมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม เจ้าหน้าที่จากบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกรวม ส่วนนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ อายุ 61 ปีกับนางทองเรศ วงศ์ศรีชา อายุ 51 ปี ที่ยืนยันว่าเห็นคนขับเป็นชายลงมาดูศพผู้ตายก่อนขับหนีไปแต่จำเลขทะเบียนรถได้เพียง 56 ไม่สามารถจำยี่ห้อรวมถึงหมวดอักษรและจังหวัดของป้ายทะเบียนได้ ศาลได้เลื่อนให้พยานทั้งสองมาสืบพยานในวันที่ 9 ก.พ.แทน เนื่องจากเวลาไม่พอ

ในการไต่สวนของศาลส่วนใหญ่พยานให้การยืนยันว่าครูจอมทรัพย์ ไม่ได้เป็นคนขับรถชนคนตายและมีการตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการเชื่อมโยงถึงรถกระบะ ทะเบียน บค 56 สกลนคร ของครูจอมทรัพย์ว่าไม่ได้มีการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนมาก่อน โดยทางฝ่ายกฎหมายกระทรวงยุติธรรม พยายามนำหลักฐานเอกสารการตรวจพิสูจน์มายืนยันต่อศาล สำหรับหลักฐานสำคัญในการสืบพยานส่วนหนึ่งฝ่ายกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรมได้นำมาสืบพยานก็คือ รถกระบะโตโยต้า ทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นรถของครูจอมทรัพย์ มาแสดงและยื่นคำร้องต่อศาลให้มีการลงเดินเผชิญสืบ ตามขั้นตอนของกฎหมาย นอกเหนือจากการสืบพยานในบัลลังก์เท่านั้นเพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ยืนยันว่ารถยนต์ดังกล่าวไม่เคยมีการเฉี่ยวชน พร้อมได้การรับรองยืนยันการตรวจสอบของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบพยานของผู้ร้อง

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้มีการเดินเผชิญสืบตามคำร้องของเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมโดยให้เหตุผลว่าจะมีการสืบข้อมูลจากเอกสารหลักฐานและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องแทน ระหว่างนั้นมีเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอนำตัวนายสับ วาปี พยานปากสำคัญที่เคยออกมายืนยันว่าเป็นคนขับรถยนต์ บค 56 มุกดาหาร พุ่งชนคนตาย เดินทางมาที่ศาลจังหวัดนครพนม หลังจากไม่มาแสดงตัวในช่วงเช้าเพื่อขึ้นสืบพยานแต่ทางฝ่ายกฎหมายกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้แจ้งชื่อเพื่อนำขึ้นสู่ศาล ก่อนหน้านี้ซึ่งให้เหตุผลว่านายสับ วาปีไม่ใช่พยานสำคัญที่จะเป็นการชี้ชัดว่าครูจอมทรัพย์ไม่ได้กระทำผิด แต่ได้มุ่งเน้นไปที่การพิสูจน์หลักฐาน เรื่องรถกระบะโตโยต้า บค 56 สกลนคร ของครูจอมทรัพย์ ซึ่งมีหลักฐานว่าไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน ทำให้นายสับ วาปี เดินทางกลับโดยไม่ได้ขึ้นให้การสืบพยานในศาลและไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด

กระทั่งเวลา 18.30 น. ศาลได้สั่งให้ยุติการ สืบพยานไว้ก่อนและนัดให้สอบพยานที่เหลือต่ออีกในวันรุ่งขึ้น จากนั้นครูจอมทรัพย์และคณะเดินทางกลับทันทีโดยครูจอมทรัพย์กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ขอบคุณสื่อทุกแขนงที่มาทำข่าว” ก่อนขึ้นรถออกไปจากศาล

ส่วนนายพงศา ราตรี ทนายความ ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการสืบพยานฝ่ายผู้ร้อง คือครูจอมทรัพย์ มีการนำพยานปากสำคัญขึ้นสืบพยานในศาล ทั้งนี้ในการสืบพยานทั้งหมดของฝ่ายผู้ร้อง ประเด็นสาระสำคัญคือ การนำหลักฐานรถกระบะโตโยต้า บค 56 สกลนคร ซึ่งเป็นของครูจอมทรัพย์มายืนยันให้ศาลเดินเผชิญสืบว่ารถยนต์คันดังกล่าวไม่มีการซ่อมทำสีมาใหม่ แต่มีรอยเฉี่ยวชนธรรมดาตามสภาพ ในส่วนของนายสับ วาปี ที่ออกมายืนยันว่าเป็นคนขับยังไม่สำคัญเท่าการนำหลักฐานรถยนต์มาตรวจพิสูจน์ อยู่ที่ศาลพิจารณาว่ามีความจำเป็นที่จะต้องสืบเพิ่มหรือไม่

ด้านนายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า หากการสืบพยานได้เสร็จสิ้นตามกำหนดนัด ศาลจังหวัดนครพนมจะต้องจัดทำความเห็นในคดีดังกล่าวส่งความเห็นพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อทำคำวินิจฉัย ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาทำคำวินิจฉัยช่วงหนึ่ง และเมื่อศาลฎีกาทำคำวินิจฉัยเสร็จแล้วจะต้องส่งคำวินิจฉัยนั้นกลับไปให้ที่ศาลจังหวัดนครพนมเป็นผู้นัดอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าว ซึ่งคำวินิจฉัยจะระบุว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาหรือเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ได้วินิจฉัยแล้ว

นายสืบพงษ์กล่าวต่อด้วยว่า หากคดีนี้ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยยังคงเป็นผู้กระทำผิดตามคำ พิพากษาศาลฎีกา การรื้อฟื้นคดีจะถือเป็นที่สิ้นสุด ตาม พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญา และสามารถกระทำได้เพียงครั้งเดียว แต่หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนหน้านี้จะมีสิทธิในการเรียกร้องค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ซึ่งมีบทบัญญัติรองรับไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า หากศาลฎีกามีคำวินิจฉัยกลับว่าครูจอมทรัพย์ไม่ใช่ผู้กระทำความผิดสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้ใดได้บ้างโฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆไปว่าเจ้าหน้าที่รัฐนั้นกระทำการในคดีโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งยังไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้ในชั้นการรื้อฟื้นคดีอาญานี้ แต่ถ้าหากว่าศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ผิดและเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในขั้นตอนใดจะต้องยื่นฟ้องร้องเป็นคดีเป็นอีกคดีหนึ่ง และศาลต้องพิจารณาในสำนวนที่มีการฟ้องร้องคดีเจ้าหน้าที่รัฐขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ผิด คำวินิจฉัยดังกล่าวจะสามารถเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งในสำนวนที่ฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐที่จำเลยเห็นว่ากระทำการไม่สุจริตได้

ขณะที่ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับวันนี้ทางกระทรวงยุติธรรมนำพยานทั้งหมด 10 ปากไปเบิกความที่ศาลจังหวัดนครพนมในคดีของนางจอมทรัพย์ โดยพยานไม่มีนายสับ วาปี ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยออกมายอมรับว่าเป็นเจ้าของรถและเป็นคนขับรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ ทะเบียน กค 56 มุกดาหาร ชนคนตาย อย่างไรก็ตามกระทรวงยุติธรรมมุ่งเน้นพยานทั้งหมดรวมถึงพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ารถของนางจอมทรัพย์ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อนเลย โดยเฉพาะหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันได้ แม้ว่าได้ขายต่อไปแล้วก็ยังไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ “สรุปขั้นตอนแค่พิสูจน์ว่านางจอมทรัพย์ไม่ได้เป็นคนผิด ส่วนใครจะเป็นคนผิดนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องรอจนกว่าศาลจะพิพากษาว่านางจอมทรัพย์มีความผิดหรือไม่ ถ้ากรณีที่นางจอมทรัพย์ถูกยกฟ้อง ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องตามหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงต่อไป” พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าว