เซ็กซ์ที่ปราศจากการยินยอมพร้อมใจ ต่างจากการข่มขืนตรงไหน? - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

เซ็กซ์ที่ปราศจากการยินยอมพร้อมใจ ต่างจากการข่มขืนตรงไหน?

โดย GQ Thailand

‘No Means Yes, Yes Means Anal!’ เป็นคำขวัญที่กลุ่มเด็กหนุ่มนักศึกษาตะโกนซ้ำไปซ้ำมาในหอพักเด็กเฟรชชี่ ให้คุณทายว่ามหาวิทยาลัยอะไรหื่นกามขนาดนี้ คำตอบคือเยล และยังมีโอไฮโอสเตทและเวสเทิร์น ออนตาริโอ ซึ่งติดแบนเนอร์ประกาศอุดมการณ์ทำนองเดียวกัน ในปี 2014 สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจียพักการเรียนนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ซึ่งส่งอีเมลปาร์ตี้ถึงสมาชิกกลุ่มในหัวข้อ ‘ล่อลวงเหยื่อข่มขืนของคุณมา’ พร้อมจบอีเมลว่า “เราต้องการเห็นทุกคนประสบความสำเร็จในปาร์ตี้ครั้งต่อไป” การข่มขืนนั้นมีมานานแล้ว แต่การทำราวกับว่ามันเป็นเรื่องต้องเฉลิมฉลอง อันนี้เรื่องใหม่ และดิฉันขอโหวตให้เป็นเรื่องสยองขวัญอันดับต้นๆ ของยุคสมัย

ในภาพยนตร์เรื่อง Last Tango in Paris ที่ขึ้นหิ้งหนังคลาสสิกประเภทอีโรติก มีอยู่ซีนหนึ่งซึ่งตัวเอกของเรื่อง นำแสดงโดยมาร์ลอน แบรนโด (วัย 48) ข่มขืนมาเรีย ชไนเดอร์ (วัย 19) ทางทวารหนักโดยใช้เนยช่วยหล่อลื่น หนังเรื่องนี้ฉายตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อน แต่เพิ่งมากลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อปลายพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อแบร์นาร์โด แบร์โตลุชชี ผู้กำกับสารภาพว่ารู้สึกผิดต่อชไนเดอร์ (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) เพราะซีนนั้นเขากับแบรนโดสมคบคิดกันโดยปราศจากการยินยอมจากเธอ เพียงเพราะ ‘ต้องการปฏิกิริยาจริงจากเด็กสาว ไม่ใช่นักแสดง’ และชไนเดอร์เองเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2007 ว่าเธอไม่เคยรู้มาก่อน เธอควรจะเรียกเอเย่นต์ เพราะนักแสดงไม่ควรถูกบังคับให้ทำอะไรที่ไม่อยู่ในสคริปต์ แต่เวลานั้นเธอไม่รู้... “ฉันรู้สึกอับอาย รู้สึกเหมือนถูกข่มขืนโดยมาร์ลอนและแบร์นาร์โด”

แม้หนังเรื่องนั้นส่งให้เธอดังระเบิด แต่เธอและชายทั้งสองไม่เจอหน้ากันอีกเลย ชไนเดอร์มีชีวิตที่เหลวแหลกด้วยเหล้าและยาเสพติดตามสูตรคนดัง ซึ่งไลฟ์สไตล์แบบนั้นก็คร่าชีวิตเธอในที่สุด

แน่นอนว่างานนี้แบร์โตลุชชีถูกสังคมจวกยับ บางคนถึงกับแนะนำให้ดำเนินคดีกับเขาย้อนหลังในฐานล่วงละเมิดทางเพศ ภายหลังแบร์โตลุชชีออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา และอธิบายความชัดเจนว่า สิ่งที่ไม่ได้รับการยินยอมจากเธอไม่ใช่การข่มขืน แต่คือการทาเนยที่ก้น ซึ่งเป็นไอเดียที่เขากับแบรนโดปิ๊งขึ้นมาสดๆ เพราะเห็นว่าซีนนั้นมีขนมปังกับเนยประกอบฉากอยู่ ส่วนการถูกร่วมเพศทางทวารหนักนั้นมีอยู่ในสคริปต์และชไนเดอร์รับรู้อยู่แล้ว

ถามจริงๆ เถอะ สมมติว่าผู้กำกับพูดความจริง การที่คุณจะเอาเนยไปทาก้นเด็กสาว คุณไม่คิดว่าควรต้องบอกเธอหน่อยหรือ และกล่าวกันถึงที่สุด ไม่ใช่แค่บอก มันควรเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตเลยหรือเปล่า เธอตกลงใจจะแสดงหนังเรื่องนี้ในฐานะ ‘นักแสดงเป็นเด็กสาว’ ไม่ใช่ในฐานะ ‘เด็กสาว’ ที่ใครคิดจะทดลองทำอะไรกับเธอก็ได้ แบร์โตลุชชียอมรับผิดโดยดีในเรื่องเนย “ผมเสียใจที่ไม่ได้ไปร่วมงานศพเธอ ผมเสียใจที่ไม่มีโอกาสได้ขอโทษเธอ ผมทำไม่ถูกต้อง”

นี่คือการคิดได้หลังเหตุการณ์ผ่านไปหลายสิบปีแล้ว แต่ที่ชวนให้ฉุกคิดมากกว่าคือการยอมรับค่านิยม Nonconsensual Sex ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น เด็กสาวอเมริกันในมหาวิทยาลัย 1 ใน 4 คนยอมรับว่าเคยถูกข่มขืน และเหตุการณ์ที่เกิดก็เป็นพล็อตคลาสสิกซ้ำๆ คือมักเกิดขึ้นในปาร์ตี้ เธอดื่มจนเมามายไม่ได้สติ อาจไม่ถึงกับหมดสติ แต่ก็ไม่มีแรงขัดขืน ฟังแค่นี้ คุณมีความคิดอะไรแวบเข้ามาในหัว? คุณเป็นคนหนึ่งด้วยหรือเปล่าที่คิดว่า... ก็สงสารพวกหล่อนอ่ะนะ คงรู้สึกแย่น่าดู แต่วูบหนึ่งก็แอบคิดว่า “นั่นไงล่ะ ก็ทำตัวเหลวแหลกเอง สมควรแล้ว” หรือ “ก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเองทำไมล่ะ” หรือ “ก็แต่งตัวโป๊ซะขนาดนั้น” หรือ “แล้วไปงานปาร์ตี้ทำไมล่ะ” เหล่านี้คือทัศนคติที่ไม่ต่างอะไรเลยกับการออกใบอนุญาตให้สามารถข่มขืนได้ เพราะผู้หญิงต่างหากที่ทำตัวไม่เหมาะสม

ทำไมเราถึงมองข้ามการทำผิดที่เข้าขั้นอาชญากรรมซึ่งโจ่งแจ้งอยู่ตรงหน้าไปได้ล่ะ?

ทำไมเมื่อผู้หญิงเมาแล้วถูกข่มขืนถึงเป็นเรื่องสมควร และผู้ชายเมาแล้วข่มขืนผู้หญิงเป็นเรื่องที่ ‘เข้าใจได้’?

นำไปสู่คำถามว่า ตกลงแล้วการที่ผู้หญิงไปบ้านผู้ชาย ไปดื่มเหล้ากับเขา เท่ากับเป็นการออกใบอนุญาตให้เขาข่มขืนอย่างนั้นหรือเปล่า?

หรือแม้กระทั่งเธอยินยอมจะมีเซ็กซ์ด้วยจริงๆ แต่พอเริ่มไปแล้วเธอรู้สึกว่ามันไม่โอเค เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแล้วใช่ไหม? คือถ้าผู้ชายเกิดอารมณ์แล้วต้องเลยตามเลยอย่างเดียว? อันนี้คนหรือสุนัขก็ไม่แน่ใจ


50 Shades of Rape

คำว่าเซ็กซ์หรือการมีเพศสัมพันธ์นั้น ความหมายแต่ไรมาคือกิจกรรมทางเพศของมนุษย์สองคน ซึ่งอนุมานเป็นนัยว่าทั้งคู่ต้องยินยอมพร้อมใจ เพราะหากเกิดขึ้นโดยไม่ยินยอมพร้อมใจ มันจะมีศัพท์อีกคำหนึ่งรองรับอยู่ คือคำว่า ‘ข่มขืน’ แต่วันนี้เรามีศัพท์คำใหม่ที่เรียกว่า Nonconsensual Sex หรือ เพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการยินยอม มีขึ้นมาเพื่อใช้กับกรณีอย่างที่ยกตัวอย่างไป ซึ่งดิฉันไม่เข้าใจว่ามันต่างจากการข่มขืนตรงไหน (แค่สถานที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่าละเมาะ? อาชญากรไม่ใช่กรรมกรก่อสร้าง? แค่นั้น?) แต่เมื่อ ‘เพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการยินยอม’ ถูกนับเป็นเพศสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง คือเป็นเซ็กซ์สีออกเทาๆ แต่ไม่ได้เป็นสีดำเหมือนคำว่าข่มขืน ถึงที่สุดมันก็เลยนำไปสู่ค่านิยมของคนที่ชื่นชอบเซ็กซ์แบบไม่ยินยอมมากกว่าเซ็กซ์แบบยินยอม แปลอีกทีได้ว่าค่านิยมชอบการข่มขืนมากกว่าการร่วมรัก

และใช่หรือเปล่า นี่คือการผลิตนักข่มขืนออกสู่สังคม

เรารู้กันนานแล้วว่า มีรสนิยมทางเพศบางประเภทถูกกระตุ้นเร้าด้วยการ ‘ขืนใจ’ ทั้งฝ่ายขืนใจคนอื่นและฝ่ายที่ถูกขืนใจ ประเด็นคือเมื่อชื่นชอบการขืนใจด้วยกันทั้งคู่ ก็เท่ากับว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ขืนใจ แต่ ‘แสร้งว่าขืนใจ’ เช่น พวกซาดิสต์กับมาโซคิสต์ หรือ S&M โดยทั่วไปแล้วในสังคมคนรสนิยมเดียวกัน การร่วมเพศของพวกเขาดูเผินๆ เหมือนการข่มขืนหรือทรมานกันไม่มีผิด ฝ่ายหนึ่งร้องเสียงหลง บ้างก็กอดเข่าวิงวอนให้เมตตา ในขณะที่อีกฝ่ายก็กระทำการรุนแรงแบบไม่ฟังเสียงร้องขอ แต่สำหรับพวกเขานั่นคือการแสดง มันก็เหมือนการบอกรักกัน เพียงแต่เขาชอบแบบนั้น และคนเหล่านี้โดยธรรมเนียมแล้วจะมีโค้ดลับคำหนึ่งซึ่งจะเอ่ยออกมาก็ต่อเมื่อมันไม่โอเค ‘จริงๆ’ เท่านั้น

ความต่างก็คือการยินยอม เมื่อยอมให้ข่มขืนก็เท่ากับไม่ใช่การข่มขืน แบบนี้สิที่ดิฉันเรียกว่าเป็นเพศสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในโลกนี้มีอีกสารพัดรูปแบบ แต่ทุกรูปแบบมีลักษณะร่วมเป็นสากลอยู่ข้อหนึ่ง คือทั้งสองฝ่ายต่างยินยอม เพราะไม่เช่นนั้นมันจะเข้าข่ายข่มขืน และการข่มขืนต้องไม่ถูกนับรวมอยู่ในประเภทหนึ่งของเพศสัมพันธ์

การข่มขืนต้องนับเป็นอาชญากรรมขั้นร้ายแรง

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com 
www.facebook.com/gqmagazinethailand


advertisement