บริการข่าวไทยรัฐ

ชาตินิยมขวาจัดมาแรง

พวกชาตินิยมขวาจัดกำลังมาแรง มีการทำนายทายกันว่า การเลือกตั้งผู้นำประเทศในยุโรป ผู้ชนะจะต้องเสนอนโยบายคล้ายกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ พวกสนับสนุนประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์จะตกต่ำย่ำแย่

เมื่อหลายประเทศเริ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตย ก็จะทำโลกเข้าสู่สภาวะตึงเครียดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

พ.ศ.2515 ฌ็อง มารี เลอ เปน ตั้งพรรคแนวหน้าแห่งชาติ ประสงค์ให้เป็นพรรคขวาจัดของฝรั่งเศส ตัวแกเองพูดย้ำๆ ซ้ำๆ ถึงเรื่องการเหยียดชนชาติ และต่อต้านยิว แกกล้าถึงขนาดบอกว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวเป็นแค่รายละเอียดหนึ่งในประวัติศาสตร์

นายเลอ เปน อายุมากแล้ว ถึงตอนนี้ก็ประมาณ 88 ปี มีลูก สาวชื่อ มารีน เลอ เปน ซึ่งต่อมาเป็นหัวหน้าพรรคแนวหน้าแห่งชาติ ลูกสาวร่วมกับเพื่อนสมาชิกอาวุโสของพรรคคนอื่นขับพ่อออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแนวหน้าแห่งชาติ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่แล้ว มารีน เลอ เปน ได้คะแนนน้อย แต่การเลือกตั้งครั้งที่จะถึง กระแสหนุนแนวชาตินิยม ทำให้มีการคาดกันว่า เธอจะชนะเลือกตั้งรอบแรกในเดือนเมษายน พ.ศ.2560 แต่อาจจะแพ้ในการเลือกตั้งรอบที่ 2 วันที่ 7 พฤษภาคม

นโยบายที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจนางมารีน เลอ เปน เธอบอกว่าจะปลดปล่อยฝรั่งเศสจากการคุกคาม ไปปราศรัยที่เมืองลียงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เธอบอกว่า ฝรั่งเศสต้องมาก่อน ฝรั่งเศสไม่มีความรู้สึกรักชาติมานานแล้ว ต่อไปนี้ เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่เป็นซ้ายหรือขวาเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นเส้นแบ่งระหว่างพวกรักชาติกับพวกคลั่งโลกาภิวัตน์

เราเริ่มเห็นกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์จากการที่อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป การที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ การที่ออสเตรียกำลังจะเสนอการจำกัดแรงงานต่างชาติและจะออกกฎห้ามสตรีมุสลิมคลุมฮิญาบแบบปิดบังใบหน้าทั้งหมดในสถานที่สาธารณะ และห้ามเจ้าหน้าที่รัฐคลุมศีรษะหรือแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนา ฯลฯ

แม้แต่ในสหภาพยุโรปก็เริ่มมีสงครามเย็นทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่างประเทศลดน้อยถอยลง เริ่มมีการต่อสู้แย่งชิงประโยชน์กันในรูปแบบต่างๆ การแข่งขันของแต่ละประเทศมีมากขึ้น ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์กรเหนือรัฐน้อยลง ประเทศเล็กที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังทหารไม่เข้มแข็งก็จะกลับไปเป็นชาติรองมือรองเท้าของประเทศใหญ่อีกคำรบหนึ่ง

คนจะฟังองค์กรเหนือรัฐอย่างองค์การนิรโทษกรรมสากลน้อยลง ดูตัวอย่างของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ นายดูเตร์เต ทำวิสามัญฆาตกรรมไปแล้ว 2,555 คน และอีก 4,000 คนถูกฆ่าโดยไม่ ทราบสาเหตุและไม่รู้ว่าใครฆ่า เหยื่อที่ถูกฆ่าบางคนอายุเพียง 8 ขวบ เมื่อองค์การนิรโทษกรรมสากลบอกว่าการกระทำของดูเตร์เตที่ฆ่าคนโดยปราศจากการไต่สวน และเหยื่อส่วนใหญ่เป็นคนยากจน อาจจะเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ แต่นายดูเตร์เตไม่แคร์ องค์การนิรโทษกรรมสากลก็ทำอะไรแกไม่ได้

เป็นเมื่อก่อน นายดูเตร์เตอาจจะโดนลงโทษไปแล้วนะครับ แต่แกยังลอยหน้าลอยตาบอกว่า ผมมีความสุขที่จะฆ่าคนติดยาให้ได้ถึง 3 ล้านคน แคมเปญของผมเท่ากับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวที่ทำโดยฮิตเลอร์ ผู้อ่านท่านนึกดูเถิดว่าโลกมาถึงจุดนี้ได้ยังไง จุดที่ผู้นำประเทศหนึ่งบอกว่าการกระทำของตนเหมือนของนาซี แถมเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ดูเตร์เตสารภาพเองว่า สมัยที่เป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา แกเคยฆ่าคนด้วยตัวเองมาแล้ว

เป็นแบบเดียวกันหมดครับ ไม่ว่าจะทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย แม้แต่ในทวีปแอฟริกา หลายชาติประกาศจะลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรเหนือรัฐอย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ ที่ยื่นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการแล้วก็มี บุรุนดี แอฟริกาใต้ และแกมเบีย ผมได้ข่าวว่ารัสเซียก็สนใจที่จะลาออกด้วย

ลาออกจากองค์กรโลกแล้ว ต่างคนต่างอยู่ ต่างแข่งขัน

นี่คือแนวโน้มใหม่ของโลกที่อันตรายมากครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com