เปิดถุงเงินลงทุนใหม่ 2.3 ล้านล้าน - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

เปิดถุงเงินลงทุนใหม่ 2.3 ล้านล้าน

ใครว่า รัฐบาลถังแตก ผมเพิ่งอ่านวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ พบข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง “งบใหม่ 2.3 ล้านล้านลงทุนใน INFRA ยุค 3” พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือน การลงทุนยุคที่ 1 อีสเทิร์นซีบอร์ด ที่ทำให้การส่งออกไทยมีสัดส่วนถึง 70% ของจีดีพี และ การลงทุนยุคที่ 2 สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ทำให้ การท่องเที่ยว กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยในวันนี้

ปี 2560 ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นการลงทุนอินฟรายุคที่ 3

เมื่อวานนี้ คุณคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เพิ่งแถลงถึง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกุมภาพันธ์ ว่าภาพรวมความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับร้อนแรงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ขึ้นไปอยู่ที่ 120.59 จุด เพิ่มขึ้น 17.09% จากเดือนก่อนที่ 102.99 จุด จากการคาดว่าผลประกอบการ บริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 4 ของปี 2559 มีแนวโน้มจะออกมาดี

ดัชนีความเชื่อมั่นรายบุคคล ปรับขึ้นร้อนแรงที่สุด เพิ่มขึ้นถึง 21.01% จากเดือนก่อนที่ 96.73 จุด เพิ่มขึ้นเป็น 117.05 จุด

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดทุน แม้จะสวนทางกับเศรษฐกิจจริงที่เป็นอยู่ แต่ก็สะท้อนในภาพรวมว่า เศรษฐกิจไทยมีอนาคตที่ดี มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ยิ่งเห็นวารสาร “การเงินธนาคาร” ไปเปิดถุงเงินใหม่ที่ใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคที่ 3 ก็ยิ่งมองเห็นอนาคตที่สดใส แม้เครื่องยนต์เครื่องอื่นจะยังเดินไม่เต็มสูบก็ตาม แต่มีสองเครื่องยนต์ที่วิ่งได้เต็มที่ ก็ยังดีกว่ามีเครื่องยนต์เดียวคือการท่องเที่ยว

เม็ดเงินใหม่ ที่จะลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานยุคที่ 3 หรือ Infrastructure ยุค 3 วารสาร “การเงินธนาคาร” ไปสัมภาษณ์ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งดูแลการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ไม่ว่า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ ไปจนถึง โครงการร่วมทุนกับเอกชน หรือ PPP เม็ดเงินใหม่ที่จะเริ่มลงทุนในปี 2560 มีวงเงินสูงถึง 2.3 ล้านล้านบาท น้อยกว่างบประมาณรายจ่ายปี 60 แค่ 4 แสนล้านบาทเท่านั้นเอง

คุณเอกนิติ บอกว่า การลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานยุคที่ 3 จะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ Hard Infrastructure ต่อจาก อีสเทิร์นซีบอร์ด (ยุคที่ 1) สนามบินสุวรรณภูมิ (ยุคที่ 2) เพื่อเป็นเชื้อไฟต่อการเติบโตในระยะยาวได้ในระดับเดียวกับยุคที่ 2 ซึ่งมีการเริ่มลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ว่าจะลงทุนด้านใดบ้าง มีการเตรียมโครงการไว้พร้อมแล้ว อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว

แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่มากก็คือ โครงสร้างพื้นฐานด้าน Soft Infrastructure โดยเฉพาะเรื่อง คุณภาพของคน เทคโนโลยี และ กฎกติกาต่างๆ ซึ่งเคยมีงานวิจัยพบว่า หนึ่งในเหตุผลที่นักลงทุนต่างชาติจะย้ายออกไปจากเมืองไทย ก็คือ เรื่องคุณภาพแรงงาน

การตั้งเป้าจะเป็น ศูนย์กลาง หรือ Hub โน่น Hub นี่ คุณเอกนิติ บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การยกระดับซอฟต์อินฟราสตรัคเจอร์ หรือ “คน” รัฐบาลจะต้องสร้าง แรงงานที่มีความรู้ ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ถ้าอยากจะเป็น เมดิคัล ฮับ ก็ต้องมีหมอให้เพียงพอ อยากจะเป็น อิเล็กทรอนิกส์ ฮับ ก็ต้องสร้างวิศวกรให้เพียงพอ ไม่ใช่พูดแต่ปาก แต่ไม่มีการปฏิรูปกระทรวงศึกษาฯที่ล้มเหลวอย่างจริงจังแข็งขัน สองประโยคหลังนี้ผมพูดเอง

ความจริงการพัฒนา “คน” หรือ “พลเมือง” ให้มีคุณภาพ ถือเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก แต่ไทยกลับล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นบนเวทีโลก ล่าสุด ไทยอยู่ในอันดับที่ 93 จาก 188 ประเทศ แต่รัฐบาลก็ยังเฉย ไม่รู้สึกอะไรเลย

เขียนเรื่องคนทีไร ผมก็อดไม่ได้ทุกที วกกลับมาที่ เม็ดเงินใหม่ 2.3 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนในอินฟรายุคที่ 3 คุณเอกนิติให้รายละเอียดชัดเจนทุกโครงการ ถ้าทำได้จริง ผมก็เชื่อว่าจะเป็นเชื้อไฟนำไทยไปสู่ ยุคโชติช่วงชัชวาลยุคที่ 3 ได้อย่างแน่นอน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”


advertisement