บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนี้เวรหนี้กรรมของคนไทย

ต้องรีบออกมาดับกระแสกันเป็นการด่วน หลังถูกวิจารณ์หนักว่ารัฐใกล้ถังแตก

เมื่อรัฐบาลต้องงัดมาตรการรีดภาษีน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเครื่องยนต์ขึ้นมาใช้ล่าสุด ขณะที่ตัวเลขเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนธ.ค.2559 เหลืออยู่เพียง 74,907 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 อยู่ที่ระดับ 386,000 ล้านบาท หล่นวูบลงไปอย่างน่าใจหาย

ใครที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา เมื่อเห็นยอดเงินหายวับไปกับตากว่า 311,000 ล้านบาทในช่วงปีเดียว ก็คงอดเสียวสันหลังไม่ได้

คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง จึงต้องรีบตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงเป็นการด่วน พอสรุปใจความได้ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เป็นเรื่องการบริหารจัดการของภาครัฐ แม้ระดับเงินคงคลังดูจะค่อนข้างต่ำ เป็นผลมาจากกระทรวงการคลังบริหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้จ่าย และลดต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล

เพราะส่วนหนึ่งเป็นเงินที่กู้เข้ามาเก็บไว้ในเงินคงคลัง ซึ่งจะมีภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย รัฐจึงต้องการบริหารเงินคงคลังให้เหมือนกับผู้ประกอบธุรกิจ

คุณอภิศักดิ์ ยังย้ำว่า เงินคงคลังที่อยู่ในระดับ 50,000-100,000 ล้านบาท น่าจะเป็นระดับที่เหมาะสมในการมีสภาพคล่องอยู่ในมือ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังมีกรมบัญชีกลางและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะคอยกำกับดูแลอีกทอด

ดังนั้นการขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินไอพ่น และน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลถังแตก แต่ต้องการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ยวดยานพาหนะอื่นด้วย

ก็ยังเป็นเรื่องของสองคนยลตามช่อง เพราะในอีกแง่มุมจากฝั่งนักวิชาการหรือฝ่ายการเมืองมองไปอีกด้าน และตั้งข้อสังเกตว่า ที่รัฐบาลบอกว่านโยบายคือจะไม่กู้เงินมากองไว้ แต่ตอนต้นปีงบประมาณ 2559 คือช่วงเดือน ต.ค.2558 กลับมีการกู้เงินชดเชยการขาดดุล 99,094 ล้านบาท ทั้งที่ตอนนั้นเงินคงคลังมีมากกว่า 426,182 ล้านบาท ต่อมาในเดือน พ.ย.2558 ก็กู้อีก 109,076 ล้านบาท และเดือน เม.ย.2559 กู้มาอีก 46,436 ล้านบาท

ล่าสุดคือเดือน ต.ค.2559 เงินคงคลังมีอยู่ 441,300 ล้านบาท ก็ยังกู้มาเติมอีก 52,714 ล้านบาท ไม่เห็นว่าจะปฏิบัติตามแนวทางว่าไม่กู้เงินมากองไว้ หรือเพิ่งเปลี่ยนแนวทางบริหารแค่ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การบริหารจัดการเงินคงคลัง ยังจำเป็นต้องดูถึงภาระการใช้จ่ายของรัฐบาลด้วย

เห็นได้จากช่วงที่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหาร เงินคงคลังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเงินเก็บออมของประเทศ แต่ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าจ่ายเงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณมาตลอด แค่ช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลชุดนี้ทำสถิติขาดดุลเฉลี่ยเดือนละ 139,427 ล้านบาท ในที่สุดคงหนีไม่พ้นที่รัฐบาลต้องขอกู้เงินมาโปะการขาดดุลจำนวนมโหฬารในเร็ววันนี้

หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้านั้นคือ ตั้งแต่ช่วงปีงบประมาณ 2550-2556 ผ่านมา 5 นายกรัฐมนตรี ขาดดุลเฉลี่ยปีละ 289,703 ล้านบาท แต่มาช่วงรัฐบาล คสช.ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2559 ขาดดุลเฉลี่ยปีละ 395,145 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นปีละกว่าแสนล้านบาท

เรื่องนี้แม้จะมองการบริหารงบประมาณไปคนละมุม แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไม่บริหารบนความสุ่มเสี่ยง การบริหารประเทศต้องแยกให้ออกจากหลักการบริหารธุรกิจ

ถ้าประเทศเราต้องประสบกับการล้มละลายทางเศรษฐกิจลงอีก ก้าวแรกของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประชาชนคนไทยอาจต้องชดใช้หนี้กรรมที่เราไม่ได้ร่วมก่อไว้กันอีกรอบ!

เพลิงสุริยะ