วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทัศนคติต่อโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ในการประชุม ครม.เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำชับเอาไว้ในที่ประชุมว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กับ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ต้องมีความชัดเจนภายใน 1 เดือนนี้ โดยอีกไม่กี่วัน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ จะมีการพิจารณาข้อดีข้อเสียของทั้งสองโครงการและจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาต่อไป ซึ่งก็คงไม่เฉพาะ โรงไฟฟ้าถ่านหินเท่านั้น แต่น่าจะรวมถึงโครงการพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยทั้งระบบ ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหลักและโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์และเทคโนโลยีการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยพลังงานหลักและพลังงานทดแทนเปลี่ยนแปลงไป ต้องใช้ความผสมผสานระหว่างพลังงานหลักและพลังงานทดแทน เพื่อให้ได้พลังงานไฟฟ้าทั้งในด้านความมั่นคงและให้มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานชีวมวล ลม แสงแดด น้ำมัน ก๊าซ หรือถ่านหิน จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงในการใช้พลังงาน ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ พีดีพี ซึ่งไม่ควรพึ่งพาพลังงานก๊าซให้มากเกินไป

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบ โครงการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า ภาคใต้ตอนล่างในวงเงิน 3.45 หมื่นล้านบาท ระยะที่ 1 จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา และภูเก็ต ระยะที่ 2 สงขลาและจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งโครงการ โรงไฟฟ้าที่เทพาและกระบี่ มีความสำคัญต่อโครงการสายส่งในระยะที่ 2 ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่

อันที่จริงระบบสายส่งในรัฐบาลชุดก่อนๆเคยมีแนวคิดที่จะสร้างสายส่งร่วมกัน จากจีน มาพม่า ไทย ลาว กัมพูชา และอาจจะไปถึงเวียดนาม ซึ่งจะได้ใช้ประโยชน์ทั้งการขายและการซื้อกระแสไฟฟ้าในภูมิภาคนี้

มีทั้งเสียงต่อต้านและเห็นด้วย จนต้องยุติโครงการไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งเป็นความจริงที่จะต้องยอมรับว่า โครงการพลังงานทุกประเภทของประเทศไทย จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างเรื่องของสิ่งแวดล้อมมาคัดค้านทุกครั้ง จะด้วยภารกิจที่จะต้องไม่เห็นด้วยกับโครงการเหล่านี้ทุกกรณี หรือเหตุผลอื่นก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือความมั่นคงทางด้านพลังงานและค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมันและก๊าซ ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าและมีความเสี่ยงทางด้านราคาและความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเร็วๆนี้ มีการเปิดเวทีเสวนา ชาวกระบี่มองอย่างไรกับการพัฒนาพลังงานในพื้นที่ โดยมี กีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ เป็นแม่งาน มี สมเกียรติ กิตติธรกุล นายกสมาคมกีฬาและประธานสโมสรฟุตบอลกระบี่เอฟซี มี วิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ไปร่วมฟังความคิดเห็นและแสดงความคิดเห็นด้วย บทสรุปก็คือทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า โรงไฟฟ้ามีความสำคัญสำหรับจังหวัดท่องเที่ยว และกระบี่ก็มีความคุ้นเคยกับโรงไฟฟ้าลิกไนต์ มาตั้งแต่ปี 2503 มองไปถึงอนาคตของลูกหลานอยากให้รัฐบาลฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่เป็นหลักและอยากจะให้ กฟผ.นำเทคโนโลยีป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมมาใช้ในทุกกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้กระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าอยู่และมีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป ถือเป็นนโยบายสาธารณะที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญและจะต้องปฏิบัติตามด้วย.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com