วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แยกให้ออก ผู้ต้องหา - ผู้ต้องสงสัยต่างกันอย่างไร?

สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวที่น่าสนใจหลายข่าว หนึ่งในข่าวที่น่าสนใจเป็นข่าวที่มีคนมีชื่อเสียงในวงการแข่งรถถูกพาดพิงว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการฟอกเงิน หรือครอบครองทรัพย์สิน ซึ่งทรัพย์สินนั้น ซื้อมาโดยใช้เงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดอันเกี่ยวกับยาเสพติด การโอนหรือรับโอนทรัพย์สิน ซึ่งได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐาน เช่น ยาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน ความผิดต่อเพศตามประมวลกฎหมายอาญา เฉพาะส่วนที่เป็นธุระจัดหา เป็นต้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 60 มีโทษจำคุกหนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542
มาตรา 5 ผู้ใด
(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
(2) กระทำด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด

ตามประเด็นของเนื้อข่าวมีปัญหาที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับใช้ถ้อยคำระหว่างคำว่า "ผู้ต้องสงสัย" กับ "ผู้ต้องหา" ซึ่งคำสองคำนี้มีความหมายแตกต่างกันนะครับ การใช้ถ้อยคำผิดอาจจะสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นได้นะครับ

คำว่า "ผู้ต้องหา" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 ในประมวลกฎหมายนี้
(2) “ผู้ต้องหา” หมายความถึงบุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิด แต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล
(3) “จำเลย” หมายความถึงบุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้วโดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด

การจะตกเป็นผู้ต้องหาได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด โดยมีผู้เสียหายเป็นผู้กล่าวหา หรือมีหลักฐานหรือมีบุคคลยืนยันชัดเจน ว่าได้กระทำความผิด แต่ในส่วนการถูกพาดพิง หรือการถูกซัดทอด หรือสันนิษฐานว่าน่าจะได้กระทำความผิด บุคคลเหล่านี้จึงเป็นเพียง "ผู้ต้องสงสัย" ว่าเป็นผู้กระทำความผิด หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเท่านั้น

จำเป็นจะต้องพิจารณาหลักฐานอื่นๆ ประกอบด้วย เพื่อยืนยัน หรือสนับสนุนพฤติการณ์ในการกระทำของผู้ต้องสงสัย รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยวาจา หรือนำพยานหลักฐานไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย

ในกรณีที่ผู้ต้องสงสัยได้ชี้แจงด้วยวาจา หรือนำพยานหลักฐานมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่สอดคล้องตามหลักการและเหตุผล เรียกง่ายๆ คือ ฟังไม่ขึ้น หรือพยานหลักฐาน ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ให้พนักงานสอบสวนรับฟังได้ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

เมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่าผู้ต้องสงสัยได้กระทำความผิด หรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ผู้ต้องสงสัยจะตกเป็นผู้ต้องหา และเมื่อปรากฏตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่ในการแจ้งข้อกล่าวหาให้แก่ผู้ต้องหาทราบทันที

กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบ มีระยะเวลา มีขั้นตอนในการรวบรวมพยานหลักฐานนานพอสมควรครับ ดังนั้น การใช้ถ้อยคำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งนะครับ หากเรียกฐานะของบุคคลในคดีผิดพลาดอาจจะส่งผลเสียหายให้แก่บุคคลนั้นได้ ทั้งด้าน ชื่อเสียง และหน้าที่การงาน จึงจำเป็นอย่างยิ่งครับในการที่จะสอบถามข้อเท็จจริงก่อนที่จะระบุฐานะของบุคคลในคดี เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายในอนาคต

โดยผู้ที่สามารถระบุฐานะของบุคคลในคดีได้ดีที่สุด คือ พนักงานสอบสวนครับ โดยพนักงานสอบสวนจะมีหน้าที่โดยตรงในการรวบรวมพยานหลักฐานและออกหมายเรียกบุคคล ซึ่งหมายเรียกบุคคลจะระบุฐานะของบุคคลไว้อย่างชัดเจนครับว่า เรียกมาสอบข้อเท็จจริงในฐานะผู้ต้องหา หรือพยาน

สำหรับท่านที่มีคำถาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย และต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com  ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์