วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นิรโทษกรรมสุดซอย คุณูปการของ สปท.

ข้อมูลต่อไปนี้ เป็นเรื่อง “สุดซอย” ที่สะท้อนมาจากมุมมองของ ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา

เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 ได้มีมติประวัติศาสตร์ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในคว่ำ (แบบชั่วคราว) ร่างกฎหมายชื่อ “พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการบริการสาธารณสุข” ด้วยมติเห็นด้วยน้อยกว่าครึ่ง (48 เสียง) เมื่อเทียบกับมติงดออกเสียงและไม่เห็นด้วยที่มีมากถึง 103 เสียง

ร่างนี้...ก่อนจะเปลี่ยนชื่อนามสกุลเพื่อปลุกผีมาอีกรอบ เคยปรากฏในชื่อว่า “พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข” ได้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรสาธารณสุข และผู้เกี่ยวข้องนอกวงการแพทย์ที่เข้าใจถึงสภาพปัญหาของระบบสาธารณสุขไทยที่นับวันจะสาละวันแย่ลง

เหตุเพราะการจัดสรรทรัพยากรการแพทย์แบบจำกัดจำเขี่ย แต่จะเอาผลเลิศ แต่สิ่งเห็นตำตาคือ ผู้ป่วยหาเตียงนอนไม่ได้ การรักษาต้องรอคิวนัดตรวจนัดผ่าตัดค่อนปี ยาที่จัดสรรแบบเน้นราคาถูกไว้ก่อน หายช้าหายเร็วเป็นเรื่องที่คนรักษาต้องเป็นแพะไปแก้ตัวกับผู้ป่วยเอาเอง ที่สำคัญและชัดเจน...ตามตัวเลขสถิติคือ หลายโรงพยาบาลส่อแววเจ๊ง ติดหนี้บริษัทยา บริษัทเครื่องมือแพทย์ จนดาราทนไม่ได้ต้องออกมาวิ่งหาเงินให้

โรงพยาบาลเองไหนจะต้องจัดกอล์ฟการกุศล ต้องไปกราบหลวงปู่หลวงพ่อ เพื่อเป็นประธานหาเงินอุดหนุน ทั้งหมดเพราะเงินน้อยนิดที่เขาจัดสรรเอาไว้ให้ใช้รักษาผู้ป่วย กลับถูกเอาเบียดบังด้วยสารพัดวิธี เช่น การคำนวณให้ต่ำกว่าต้นทุนจริง และยังเอาไปปู้ยี่ปู้ยำเป็นค่าบริหาร ค่าเงินเดือนแสนแพง ค่าจัดตั้งสารพัดกองทุนในเครือบริษัทตระกูล ส.(มหาชน) ค่าเดินทาง ค่าส่งคนไปดูงาน ไปเรียนต่างประเทศ ค่าโบนัส...เป็นเรื่องตลกร้ายมาก ที่บริษัทในเครือเหล่านี้ไม่มีความสามารถในการหาเงิน แต่กลับมีโบนัสได้?

โดยอ้างเหตุผลสารพัดแบบศรีธนญชัยในการโยกเงินรักษาไปปรนเปรอคนในสังกัด แต่กลับปล่อยให้โรงพยาบาลติดหนี้ค่ายาค่าเครื่องมือแพทย์ และโดนคนไข้ด่าอยู่ทุกวัน ผศ.นพ.เมธี บอกว่า ความจริงแล้วร่างนี้ไม่ต่างอะไรกับ พ.ร.บ.นิรโทษสุดซอยที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ คสช.ออกมาทำรัฐประหาร เหตุเพราะสร้างความแตกร้าวอย่างรุนแรงระหว่างคนสองฝ่ายและส่อแววว่าจะเกิดความรุนแรงตามมา

โดยกลุ่มคนเบื้องหลังดังกล่าว...อ้างความเป็นคนดีผูกขาดของเครือข่าย ออกกฎหมายดูดเงินสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ไปร่วมจัดตั้งกองทุน เอาคนไข้เป็นตัวประกัน

โดยโยนบาปในนามว่า “ความเสียหาย” ให้กับคนรักษาที่ถูกยัดเยียด ข้อหาว่า “เป็นผู้ก่อความเสียหาย” และเพื่อที่จะให้คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ยกมือให้การสนับสนุนกฎหมาย ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบเดียวกับการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมืองดังกล่าว

อาทิ ตั้งชื่อให้ดูดี แต่เนื้อในเมื่อไปอ่านรายมาตรา ซึ่งน้อยคนนักที่จะอ่านหมดและวิเคราะห์อย่างละเอียด...กลับพบว่า “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง” เพราะเนื้อหาคนละเรื่องกับชื่อกฎหมาย

“การอ้างเหตุปรองดองระหว่างสองฝ่าย แต่ไหงยิ่งผลักดัน ยิ่งมีคนต่อต้าน และทะเลาะกันหนัก ถึงขนาดโรงพยาบาลและคนรักษาติดโบดำขึ้นคัตเอาต์ ประท้วงทั่วประเทศ แบบไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย...ที่น่าเกลียดที่สุดคือ การใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองมาผลักดันกฎหมายนี้แบบไร้...”

หรือที่ภาษาทันสมัยเขาใช้ก็คำว่า “ขาดธรรมาภิบาล”

ปัญหามีว่า พ.ร.บ.นี้เป็นเรื่องสาธารณสุขโดยตรง แต่กลับไปยัดไส้ผ่าน “กรรมาธิการด้านสังคม สปท.” และยื่นแบบเงียบๆ ไม่เปิดให้คนเกี่ยวข้องมีโอกาสได้อภิปรายแบบโปร่งใส

แบบนี้จะไม่เรียกศรีธนญชัย แล้วจะเรียกอะไรดี?

“ไม่รู้ว่าคนชงเกี่ยวอะไรกับบริษัท ส.มหาชน หรือไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะบุคลากรของเครือบริษัทนี้...เก่งทุกแบบ เชี่ยวชาญทุกแขนง แบบไม่ต้องมีคุณวุฒิรองรับ”

วันนี้...เก่งเรื่องยา พรุ่งนี้...กลายเป็นเกษตรกร วันนี้...เป็นเก่งแพทย์แผนไทย พรุ่งนี้...เชี่ยวชาญเรื่องคนแก่ ย้ายเก้าอี้ไปกินเงินเบี้ยเลี้ยงสลับไปมาแบบไม่อายประชาชี อยากรู้รายละเอียดว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้ เหมือนกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยอย่างไร ดูการเปรียบเทียบคร่าวๆดังข้อมูลต่อจากนี้

หนึ่ง...ชื่อกฎหมาย หลักการและเหตุผล vs เนื้อในรายมาตรา “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”...ตั้งชื่อเพื่อให้เข้าใจว่า “สร้างความปรองดอง” แต่เนื้อในคือการนิรโทษกรรมคนผิด โดยเอาความสงบสุขของประเทศเป็นเดิมพัน ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...ตั้งชื่อและบรรยายหลักการ เพื่อให้เข้าใจว่า “จะคุ้มครองคนไข้” แต่จริงๆคือหาทางดูดเงินภาษีที่ใช้รักษาคนไข้ออกจากระบบ ไปใช้นอกเหนือการรักษา โดยเอาคนไข้เป็นตัวประกัน เอาคนทำงานเป็นแพะ ว่าไปสร้างความเสียหายสารพัด

สอง...วิธีการนำเสนอในสภา-วิธีการผลักดันนอกสภา “ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมสุดซอย”...ลักหลับ ใช้เสียงข้างมากลากไป...ใช้การประท้วงแบบ Street Mob ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...ลักไก่ ผิดช่องทาง และมุบมิบ...ใช้การประท้วง Street Mob ยกป้าย บุกหน้าห้อง รมต. ปลัด

สาม...วิธีการรณรงค์ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”...ออกสื่อให้ข่าววนไปมา ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...ออกสื่อวนไปมา เอาเรื่องเดิมมาขยายซ้ำไปมา

สี่...บอกว่าจะทำให้ปรองดอง “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”... สองฝ่ายยิ่งทะเลาะกันหนัก ร้าวฉาน มีแต่ข่าวระเบิดรายวัน ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...คนรักษากับคนไข้ยิ่งมีแต่ความเข้าใจผิด จับผิดกันไปมา ห้า...บอกว่าสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดี “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”...อ้างว่าการเมืองสองฝ่ายจะจูบปากกันได้ “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...อ้างว่าคนรักษาจะจูงมือคนไข้ไปรับเงินเพื่อให้เรื่องจบๆ แบบไม่ต้องสนว่ารักษาผิดหรือถูก หก...บอกว่าจะไม่รื้อฟื้นอดีต ไม่มีใครผิด (No Fault) จ่ายเงินแล้วเรื่องจบ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”... ไม่สนว่าใครทำผิด แถมเอาเงินภาษีไปจ่ายรายละหลายล้านแบบคนเสียภาษีอ้าปากค้าง ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...บอกว่าไม่มีใครทำผิด แต่รายมาตรามีแต่เรื่องจ่ายเงิน เรื่องลดโทษหากรับผิด เรื่องรับเงินแล้วฟ้องต่อ รับสารภาพแล้วได้ลดโทษอาญา

เจ็ด...บอกว่าคณะกรรมการที่ทำเรื่องนี้เป็นกลาง มีความรอบรู้ หวังดีต่อทุกฝ่าย “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”...???? ส่วน “ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...คณะกรรมการเต็มไปด้วยคนใน (แต่ไม่ได้เป็นคนทำงานระดับคลุกคลีกับงานรักษาโดยตรง และคนนอกที่ไม่รู้เรื่องการรักษา รู้จักแต่ว่าจะเอาแต่สิทธิ แต่ไม่เคยรู้หน้าที่พลเมืองที่ดีของชาติ โดยพยายามเข้ามาตัดสินเรื่องการรักษาทั้งๆที่ไม่มีความรู้จริง

แปด...บอกว่าคดีอาญาได้ผ่อนปรน หรือได้รับการอภัย “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”...นักวิชาการย้ำหลายรอบแล้วว่าคนทำผิดจริงต้องรับโทษก่อน ที่สำคัญต้องสำนึกก่อน ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...กฤษฎีกาย้ำหลายครั้งแล้วว่า คดีอาญาไม่เป็นอันระงับ ไม่ว่าจะจ่ายเงินหรือไม่ แต่ก็พยายามโน้มน้าว สปท. ว่าได้ เพียงเพื่อให้กฎหมายตั้งไข่ได้เป็นพอ

เก้า...บอกว่าเงินจะทำให้ทุกอย่างจบ ไม่มีใครเดือดร้อน “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย”...นักวิชาการย้ำว่า เงินทุกบาทเป็นเงินภาษี จ่ายออกไปต้องมีเหตุผลและชอบธรรม ส่วน “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบ”...คนคุมเงินหลวง ย้ำหลายครั้งแล้วว่า “เงินภาษีที่จ่ายออกไป ต้องมีเหตุผล และหากมีคนผิด ต้องไล่เบี้ย”

เหมือนพระสยามเทวาธิราชมีจริง ยังไม่ต้องการให้คนไข้เดือดร้อนมากไปกว่านี้ ทั้งๆที่ไม่มีตัวแทนบุคลากรสาธารณสุขอยู่ในที่ประชุมวันนั้น ข่าวการพิจารณากฎหมายก็ไม่ได้แพร่งพรายออกนอก สปท. แต่ยังมีท่านสมาชิก สปท.หลายท่านที่เป็นบัวพ้นน้ำ ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้คนไข้ คนรักษา และโรงพยาบาลตาดำๆที่ใกล้ล้ม

ทำให้ร่างนี้หยุดเดินหน้าชั่วคราว แต่เดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงก็คงไม่พ้นถูกจับยัดมาใหม่ เชื่อว่าระหว่างนี้คงมีการล็อบบี้สุดชีวิตด้วยข้อมูลที่ครึ่งเท็จครึ่งจริงตามวิธีถนัดแบบเดิมๆ

หวังว่า 77 เสียงที่ยังเป็นกลางด้วยการงดออกเสียงจะทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับวงการสาธารณสุขไทย อย่าให้ความเห็นแก่เงินของใครบางคน ที่ไม่รู้จักพอมาครอบงำ แม้ว่าปัจจุบันบริษัทนี้จะได้คุมเงินผ่านบริษัทในเครือหลายแสนล้านบาทมานับสิบปี แต่แม่น้ำแห่งตัณหาก็ไม่เคยเติมเต็ม...“นตฺถิ ตณฺหาสมา นที.”.