วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หน่วยกำราบแฮกเกอร์! เปิดใจขุนพลไซเบอร์แห่งทัพไทย กับศึกใหญ่ที่มองไม่เห็นศัตรู

หน่วยกำราบแฮกเกอร์! เปิดใจขุนพลไซเบอร์แห่งทัพไทย กับศึกใหญ่ที่มองไม่เห็นศัตรู

  • Share:

ในวินาทีที่โซเชียลลุกเป็นไฟ...ผู้คนมากมายต่างแสดงออกทางความคิดอย่างเสรี ผู้คนมากมายพร้อมใจตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างท้าทาย ผู้คนมากมายพยายามกระทำการบางอย่างเพื่อแสดงจุดยืนทัดทานผู้มีอำนาจ...และด้วยเรื่องราวของผู้คนมากมายเหล่านี้ จึงนำมาสู่การก่อตั้งหน่วยสำคัญของกองทัพไทย นั่นก็คือ “ศูนย์ไซเบอร์”

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสบุกกองบัญชาการกองทัพบก พร้อมพูดคุยสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับนักรบไซเบอร์แห่งกองทัพไทย “พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์ (Army Cyber Center)”...เบื้องลึก เบื้องหลังการทำงานของนักรบแนวหน้าแห่งสนามรบไซเบอร์จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่ที่เดียว!

พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์ ( Army Cyber Center)

กองทัพต้องจัดตั้งศูนย์ไซเบอร์ขึ้นมาเพื่ออะไร ทำไมคนไทยต้องมีหน่วยงานนี้? ผู้สื่อข่าวไม่ลืมที่จะถามถึงประเด็นที่ผู้คนส่วนใหญ่กำลังให้ความสนใจ พล.ต.ฤทธี อินทราวุธ ผู้อำนวยการศูนย์ไซเบอร์ แสดงแววตาเคร่งขรึม พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบกับเราว่า ณ เวลานี้ ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ได้ทวีความรุนแรง และมีความสำคัญมากขึ้นทุกขณะ จนทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจ รวมทั้งจัดหาแนวทางรับมือในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะกับบางประเทศ ถึงกับต้องจัดตั้งหน่วยบัญชาการทางไซเบอร์ขึ้นมา (Cyber Command) เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์โดยตรง และสำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน...

“การโจมตีทางด้านไซเบอร์อยู่ในมิติที่มองไม่เห็น ไม่มีตัวตน ไร้ขอบเขต ไร้พรมแดน และเลือกเวลาโจมตีได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น กองทัพจึงต้องจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยเฉพาะ” พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

การโจมตีทางด้านไซเบอร์อยู่ในมิติที่มองไม่เห็น ไม่มีตัวตน ไร้ขอบเขต ไร้พรมแดน เลือกเวลาโจมตีได้ตลอดเวลา

ถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ศูนย์ไซเบอร์ทำหน้าที่อะไร และทำแค่ไหน? ผู้สื่อข่าวถามต่อจากเรื่องราวข้างต้น
นายทหารระดับสูงท่านเดิม ตอบคำถามดังกล่าวว่า การทำงานของศูนย์ไซเบอร์มีความคล้ายคลึงกับงานราชการทั่วๆ ไป แต่อาจจะมีความพิเศษตรงที่หน่วยงานด้านไซเบอร์ของกองทัพจะดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านระบบสารสนเทศของกองทัพ เช่นเดียวกันกับองค์กรต่างๆ ทั้งของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน เพราะหน่วยงานบางแห่งมีความจำเป็นที่จะต้องมีเซิร์ฟเวอร์ (Server) ไว้คอยให้บริการข้อมูลข่าวสาร หรือบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ประชาชน โดยมีศูนย์ไซเบอร์คอยทำหน้าที่เป็นผู้รักษาความปลอดภัย (Guard) ให้แก่หน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์ได้อย่างไม่ติดขัด

“นอกเหนือจากการปฏิบัติการทางไซเบอร์แล้วนั้น ทางกองทัพได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติการข่าวสาร ซึ่งว่าด้วยเรื่องการเฝ้าระวังตรวจสอบข้อมูลที่เข้าข่ายบิดเบือน โจมตี หรือให้ร้ายภาครัฐ หากตรวจสอบพบข้อมูลประเภทที่ว่ามานี้ ก็จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการต่อไป ซึ่งทางกองทัพไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจทางกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปดำเนินการในเรื่องของคดีต่างๆ” พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ กล่าวถึงกระบวนการทำงาน

เมื่อเจ้าหน้าที่ของศูนย์ไซเบอร์ตรวจพบข้อมูลที่เข้าข่ายว่า มีลักษณะบิดเบือน โจมตี หรือให้ร้ายภาครัฐนั้น ทางศูนย์ฯ จะทำการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสน หรือเข้าใจผิด จนอาจนำมาสู่ความแตกแยกของบ้านเมือง

พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์

กำลังพลของศูนย์ไซเบอร์ มีฝีมือเทียบเท่าแฮกเกอร์ในโลกไซเบอร์?
พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ ชี้แจงในข้อซักถามนี้ว่า ในหน่วยงานมีเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กว่าร้อยคน และร้อยกว่าคนนี้ไม่ได้เป็นกลุ่มคนที่เก่งกาจ หรือเป็นหัวกะทิอย่างที่หลายคนเข้าใจ เแต่จ้าหน้าที่ของศูนย์ไซเบอร์นั้น มีพื้นฐานการทำงานทางด้านการบริการเทคโนโลยีสารสนเทศให้กับหน่วยต่างๆ ในกองทัพบกมาก่อน และได้รับการอบรมเพิ่มเติมทางด้านการป้องกันอันตรายในโลกไซเบอร์ (Cyber Security) จนสามารถทำงานในด้านความมั่นคงปลอดภัย และสามารถแก้ปัญหาฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี

“ทีมงานทั้งหมดของศูนย์ไซเบอร์ ถูกรวบรวมและจัดตั้งเป็นหน่วยงานที่เรียกว่า Cyber Warrior หรือนักรบไซเบอร์ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อนำใช้สำหรับปฏิบัติการทางทหาร และจะดำเนินการในช่วงที่ประเทศชาติตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ เกิดสงคราม หรือในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งในระดับประเทศ” ขุนพลแห่งศูนย์ไซเบอร์ เปิดเผยถึงกระบวนการทำงานภายใน

กองทัพมีแนวคิดที่จะดึงคนนอกที่เก่งด้านไซเบอร์เข้ามาติดยศเป็นนายทหาร

กองทัพมีแนวคิดเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร หรือเอาแฮกเกอร์ระดับท็อปมาเป็นกำลังพลบ้างไหม?
ผู้บังคับบัญชาได้ให้แนวคิดเรื่องเปิดรับสมัครคนนอกที่เก่งด้านไซเบอร์เข้ามาติดยศเป็นนายทหาร เพราะแทนที่จะเอาความรู้ความสามารถไปใช้ในทางที่ผิด ก็ชักชวนพวกเขาเข้ามาเป็นกำลังพลด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านไซเบอร์ให้กับประเทศชาติ ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์มาก” พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์

พล.ต.ฤทธี ขยายความต่ออีกว่า แนวคิดดังกล่าว อาจติดขัดในแง่ของค่าตอบแทนอยู่บ้าง เนื่องจากกลุ่มคนที่มีความเชี่ยวชาญในด้านไซเบอร์นั้น จะได้รับค่าตอบแทนจากองค์กรภายนอกค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้น หากพวกเขาเข้ามาเป็นข้าราชการ ค่าตอบแทนอาจจะไม่ได้สูงเหมือนๆ กันกับองค์กรภายนอก และทำให้ขาดแรงจูงใจในการเข้ามารับราชการ

ขุนพลแห่งศูนย์ไซเบอร์

ในสถานการณ์เช่นนี้ ศูนย์ไซเบอร์ ตรวจพบข้อมูลในโลกโซเชียลที่มีลักษณะบิดเบือน โจมตี ให้ร้าย มากน้อยเพียงใด?
ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ ตอบคำถามข้างต้น โดยกล่าวเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การโจมตีทางไซเบอร์นับว่าเป็นเรื่องปกติสามัญ เพราะเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ในสังคมแทบทุกวัน แต่ในบางครั้งอาจไม่ได้ปราฏเป็นข่าวบนหน้าสื่อต่างๆ จึงทำให้สังคมไม่ได้รับทราบว่ามีเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้น ไม่ต่างอะไรจากสังคมของโลกมนุษย์ที่ภายในหนึ่งวันจะมีการปล้น จี้ ชิงทรัพย์ วิ่งราว หรือมีผู้กระทำความผิดต่างๆ อยู่ตลอดทั้งวัน

ณ วินาทีนี้ สถานการณ์ด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ของประเทศไทย อยู่ในระดับใด กองทัพกังวลไหม? ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ กองทัพไทย ให้คำตอบในประเด็นคำถามนี้ว่า สำหรับประเทศไทยอยู่ในระดับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber-Crime) ซึ่งอยู่ในระดับพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต, การสร้างความเสียหายแก่ข้อมูลหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของราชการ, ทำให้ระบบล่ม หรือการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) เป็นต้น

“ถ้าการโจมตีทางไซเบอร์มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างนี้ถึงจะน่ากังวล แต่ถ้าเป็นการโจมตีเว็บไซต์รัฐที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ให้แก่ประชาชน ซึ่งเว็บไซต์จำพวกนี้จะมีช่องโหว่ที่สามารถเข้าไปแฮกได้อยู่แล้ว และนับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ไม่ใช่สาระสำคัญ และไม่เป็นภัย พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ในประเทศไทยมีคนพยายามดึงเรื่อง Cyber-Crime เข้าไปเป็นเรื่องการเมือง ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง หากเป็นเรื่องการเมือง จะต้องมีลักษณะที่ว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีการใช้อำนาจรัฐเข้าไปกดขี่ข่มเหง หรือเข้าไปละเมิดสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไป แต่นี่ไม่ใช่” พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ กล่าวเสียงดังขึ้นจากเดิมเล็กน้อย

ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ ขยายความต่ออีกว่า เมื่อใดก็ตามที่เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนใช้อำนาจโดยพลการ จะถือว่า เจ้าหน้าที่ท่านนั้นๆ กระทำการละเมิดกฎหมาย ใช้อำนาจในทางมิชอบ ซึ่งใน พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ มีบทกำหนดโทษสำหรับเจ้าพนักงานอย่างชัดเจน และมีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง เพราะเจ้าหน้าที่ท่านนั้นๆ จะต้องโดนทั้งกฎหมายการปกครอง, กฎหมายอาญา, พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ และกฎระเบียบของหน่วยงาน

ศูนย์ไซเบอร์แห่งกองทัพบก

จากการตรวจสอบ พบว่า แฮกเกอร์ส่วนใหญ่นั้น มาจากต่างประเทศ หรือภายในประเทศ? พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ ยอมบอกเล่าข้อมูลในส่วนนี้ว่า “การโจมตีในระดับที่มีผลกระทบจริงๆ ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ เพราะบุคคลเหล่านี้จะมีเครื่องมือ มีความรู้ และความเชี่ยวชาญในระดับสูง แต่ในเมืองไทยจะเป็นการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ได้มีความสำคัญ ซึ่งช่องโหว่ของเว็บไซต์รัฐนั้น อยู่ที่เจ้าหน้าที่ขาดทักษะความรู้ที่เพียงพอ และนำซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ และในระดับในประเทศนั้น ถือว่ายังพื้นๆ เพราะไม่ได้เข้าไปแตะข้อมูลที่ความสำคัญ หรือเข้าไปแตะข้อมูลทางธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แต่อย่างใด

ทางกองทัพหรือทางรัฐบาล สั่งการให้ดูแลเว็บไซต์ หรือแหล่งสารสนเทศใดๆ เป็นพิเศษไหม?
“ไม่มีครับ เพราะสำหรับข้อมูลที่มีความสำคัญมากๆ จะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ Safety Zone ซึ่งเป็นระบบภายใน (Intranet) ที่เป็นการใช้งานภายในไม่ได้ต่อออกไปภายนอก เพราะฉะนั้น ผู้ไม่หวังดีจึงไม่สามารถโจมตีจากภายนอกนอกเข้าไปภายในระบบนี้ได้ และระบบดังกล่าว ยังมีการกำหนดสิทธิของผู้เข้าถึงเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล” พล.ต.ฤทธี ผอ.ศูนย์ไซเบอร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ประเด็นที่ประชาชนหลายต่อหลายคนกลัวว่า ภาครัฐจะเข้าไปดูข้อมูลส่วนตัวของประชาชน เรื่องนี้ประชาชนสบายใจได้เลยไหม? ผู้สื่อข่าวถามแทนใจใครหลายๆ คน
“สบายใจได้ เพราะไม่ใช่ว่าใครอยากจะเข้าไปดูก็เข้าไปดูได้ ต้องมีคำสั่งศาล และต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เท่านั้น” ขุนพลด้านไซเบอร์แห่งกองทัพไทย กล่าวเสียงดังฟังชัด

นักรบไซเบอร์แห่งทัพไทย จะป้องปรามศัตรูคีย์บอร์ดได้หรือไม่ ต้องจับตา...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้