บริการข่าวไทยรัฐ

บ้าหรือเปล่า! นายกฯ จะซื้อเรือดำน้ำ สืบ ลั่น! ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์เพื่อหนังไทย

อยู่นิ่งไม่ได้แล้ว ต้องเครียดหนัก ประชุมเข้มข้นจึงเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า หนังไทยใกล้ตายๆ ลงทุกขณะ ทางกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ ร้อนรนใจอย่างยิ่ง นิ่งต่อไปตายจริงแน่ๆ คนรักหนังไทยในนาม กลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงได้ออกมายื่นข้อเรียกร้องไปยัง วิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ และเพื่อให้สังคมได้รับรู้ปัญหาแท้จริงที่กัดกินวงการหนังไทยอยู่ในตอนนี้!

นำทีมโดย ผู้กำกับชื่อดัง กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ จากหนังรักป่วงๆ ซึ้งๆ เรื่องล่าสุด ปั๊มน้ำมัน, สืบ บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับหนังแนวธรรมจากเรื่องล่าสุด ธุดงค์วัตร และแน๊ต ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับจากหนังรักละมุนละไมเรื่อง ถึงคน...ไม่คิดถึง ฟรอมแบงค็อกทูมัณฑเลย์ From Bangkok To Mandalay โดยทั้งหมดได้นำข้อเรียกร้องมาประกาศดังลั่น! ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพ

สรุป! ข้อเรียกร้องจากเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ มีคร่าวๆ ดังนี้ ต้องจัดโควตาให้หนังไทยฉาย 20% ของโรงหนังที่ฉาย, ต้องให้หนังไทยเข้าฉายอย่างน้อย 2 สัปดาห์ วันละ 5 รอบเพื่อให้คุ้มทุน และเรียกร้องให้ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายระบบดิจิตอล VPF (Virtual Print Fee)

กอล์ฟ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับชื่อดังจากหนังเรื่องล่าสุด ปั๊มน้ำมัน "ก่อนที่เราจะมาเรียกร้องวันนี้ ก็ได้เห็นคนพูดๆ ทางแฟนเพจว่า ทำหนังไทยให้ดีก่อนเถอะ คนจะมาดูเอง ไม่จริง!!! อย่างหนังของเราเรื่องปั๊มน้ำมัน ก็ได้ไปเทศกาลหนังระดับโลกที่ปูซาน เกาหลี คนไปดูมาแล้วก็บอกว่าดีๆๆๆ เต็ม 10 ก็ให้คะแนน 8 9 10 กันทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่หนังที่ดูยากอะไรเลย แต่พอหนังเปิดตัววันแรก เก็บเงินได้ 6,000 บาท ครบ 7 วัน หนังหายไปจากโรงแล้ว ยังดีที่หนังเราได้ไปฉายที่ House RCA  (facebook.com/houseRCA) ได้กระแสปากต่อปาก ก็พอจะมีคนไปดูกันบ้าง

กอล์ฟกล่าวเน้นย้ำดังๆ กลัวคนจะเข้าใจผิดว่า "เรามาเรียกร้องวันนี้ ไม่ได้มาหาเรื่องว่าใครผิด!!! เราไม่ได้มาสร้างศัตรู เรามาหาแนวร่วม เพื่อหาทางออกให้กับหนังไทยจะได้อยู่กันอย่างมั่นคง โดยมีรัฐบาลเป็นหน่วยงานหลักในการช่วยให้หนังไทยมีทางรอด อย่างค่าธรรมเนียมการฉายระบบดิจิตอล (VPF Virtual Print Fee) ก็เป็นภาระที่หนักหน่วงของคนทำหนัง

"ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ก่อนหน้านี้หนังฉายออกจากโรงแล้ว เราพอจะมีรายได้จาก DVD อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ DVD ตายไปแล้ว เพราะคนชอบดูฟรี ชอบโหลดฟรี เรื่องนี้สำคัญมาก!!!!!!!!! ตอนนี้ไม่มีใครกล้ามาทำหนังไทยแล้ว ถ้าเราไม่มีกฎหมายที่เข้มแข็ง สามัญสำนึกของคนในชาติที่ไม่ไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น เราไม่ได้สร้างให้คนในชาติมีสำนึก ในการไม่ไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น อีกอย่างต้องสร้างคอนเชปต์หนังดีด้วย ว่าหนังดีคือหนังแบบไหน ต้องมีคนดูเยอะๆ เหรอคือหนังดี มันใช่เหรอ คือทุกภาคส่วนต้องมานั่งคุยกัน เพื่อหาทางออกร่วมกัน เราอยากจะให้หนังไทยมีพื้นที่การแข่งขันอย่างยุติธรรมด้วย"

สืบ บุญส่ง นาคภู่ ผู้กำกับหนังเรื่องธุดงค์วัตร กล่าวว่า "ผมจะไม่ทำหนังที่ไม่ดี ผมไม่เคยทำชั่วกับวงการหนังไทย ตอนนี้วงการหนังไทยถึงจุดตำ่สุดแล้ว ตัวใครตัวมัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา ข้อเรียกร้องของเราเป้าหมายคือ สร้างความเข้มแข็งให้กับวงการหนังไทย" ตอนนี้ใครเป็นประธานเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์? "ตอนนี้ยังไม่มีครับ พวกเราช่วยๆ กันไป" จากข้อเรียกร้องข้อหนึ่งที่บอกว่า ต้องให้ฉายหนังไทย 2 สัปดาห์ มันนานเกินไปหรือไม่สำหรับหนังที่ไม่ดี จริงๆ ตามธรรมดาที่หลายคนชอบๆ พูดกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังไทยหรือหนังจากฮอลลีวูด เข้าฉายแค่ 3 วัน ก็รู้ผลแล้วนะว่าจะรอดหรือไม่รอด? "รู้ผลแบบฉาบฉวยหรือเปล่า"

ถ้าต้องยืนโรงฉายนาน 2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่มีคนมาดู ทางโรงหนังจะมีรายได้ยังไงจะอยู่ได้อย่างไร เพราะเขาทำธุรกิจ? "เราเห็นใจทางโรงหนัง แต่โรงหนังก็ต้องเห็นใจเราด้วย ต้องเห็นใจส่วนรวมบ้าง ก็คือวงการหนังโดยรวม ฉันทำธุรกิจฉันต้องได้กำไร อย่ามองแค่นั้นได้มั้ย เรื่องไหนไม่ทำยอดก็เอาออกจากโรงสิ มันเห็นแก่ตัวมากเกินไป วงการหนังไทยมีคนเป็นหมื่นๆ ตรงนี้ที่ทำงานอยู่ ถ้าไม่เห็นใจพวกเขา แล้วจะทำงานกันต่อไปอย่างไร" คิดๆ หรือยังว่าใครมาคัดโควตาหนังไทย 20% ที่จะได้เข้าฉาย? "พวกเราจะไปด้วยกัน ต้องไปคุยกับทางนายกสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ โดยมีคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ เป็นหัวหน้า เฮ้ย มีข้อเรียกร้องต้องปฏิบัติ ประชุมกันแล้ว แจ้งออกมาว่าทำออกมาหรือเปล่า" 

จะไปยื่นข้อเสนอกับคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ นายกสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ จะเป็นความหวังของวงการหนังไทยได้หรือไม่? "ไม่แน่ใจครับ แต่เราจะไปเรียกร้องครับ (หัวเราะ) เราเห็นเขาทำอะไรบ้างล่ะครับ" ก็ตอนนี้เปิดบริษัทใหม่ T Moment ทำหนังไทยอยู่นะ? "ก็เขาทำหนังของบริษัทตัวเองไงครับ แต่ไม่ได้เรียกร้องเพื่อส่วนรวม ผมไม่ได้โทษคุณวิสูตรคนเดียว แต่สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ที่มีบทบาทหน้าที่โดยตรง ในการผลักดันกฎหมายไปบังคับใช้แต่ทำไมไม่ทำ เราไม่ได้โทษใคร แต่ช่วยมีสำนึกเพื่อส่วนรวมได้มั้ย" 

ข้อเรียกร้องหนึ่งคือ ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายระบบดิจิตอล (VPF Virtual Print Fee) และค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับระบบการฉายทั้งหมด สำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่อง ตอนนี้ค่า VPF มีประเทศไหนยกเลิกไปแล้ว? "เขายกเลิกไปหลายประเทศแล้วครับ ยกเลิกเยอะแล้ว มันไม่ใช่ภาระของผู้สร้างหนัง" หนังดีมีคุณภาพต้องเป็นอย่างไร? "ในความรู้สึกผมนะ คือหนังที่มีประโยชน์จริงๆ ทั้งทางศิลปะและเนื้อหา ในฐานะภาพยนตร์ก็คือถึงพร้อมในการตั้งใจทำ ทั้งภาพ เสียง การตัดต่อ ฯลฯ ไม่ดูถูกผู้ชม เรื่องราวก็ต้องเข้มข้นพิเศษ มีพลังในการสื่อสารที่ดีแปลกใหม่ แต่ไม่เกี่ยวกับรายได้ดีหรือไม่ดี ไม่เกี่ยวกับคนชอบมาก หนังที่คนชอบมากอาจจะเป็นหนังที่ไม่ดีก็ได้ นี่! ได้โปรดให้โอกาสกับหนังที่ดีแบบนี้ได้มั้ย" รัฐบาลชุดนี้นำโดย บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พอจะฝากความหวังที่จะผลักดันวงการหนังไทยให้เติบโตได้หรือไม่? "(หัวเราะเบาๆ แล้วถอนหายได้เฮือกใหญ่ๆ) ผมหนักใจกับผู้นำประเทศนี้เหมือนกัน"

หนักใจมากๆ กันเลย? "เพราะผู้นำประเทศนี้ไม่ค่อยเข้าใจศิลปะ ผมพูดอย่างเดียวก็แล้วกันเรื่องหนัง เขาไม่ค่อยเข้าใจพลังของหนัง ไม่เข้าใจว่าหนังมีการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกคนอย่างไร" ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ไม่ค่อยเข้าใจพลังของหนัง จริงเหรอ? "ผมดูๆ จากพฤติกรรมต่างๆ นานา ไม่เห็นเข้าใจเลยครับ ถ้าเข้าใจท่านต้องเรียกร้องให้ทำสิ (เสียงดัง!!!)" แล้วหันไปดูที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คนปัจจุบัน พอจะพึ่งพาได้ พอจะช่วยผลักดันหนังไทยได้หรือไม่? "ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่จริงๆ ช่วยได้โปรดมองถึงการเปลี่ยนแปลงกับข้อเรียกร้องของเรา เขาจะทำตามหรือไม่ ก็ต่อเมื่อเราได้มองเห็นว่าหนังมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม เหมือนอเมริกาที่ใช้หนังฮอลลีวูดในการสร้างค่านิยมให้คนทั้งโลก ให้มองว่าอเมริกาคือฮีโร่ รถยนต์จากอเมริกาคือดีที่สุดใช่มั้ย หรือหนังเกาหลีก็สร้างหนังเพื่อทำให้รู้ว่าวัฒนธรรมเกาหลี อาหารเกาหลีคือสุดยอดของโลก เขาใช้อะไรเรียกร้อง เขาใช้ภาพยนตร์ไม่ใช่เหรอ

"วิธีการฉายหนังในโรงคืออะไร คือการปิดไฟ ให้ดูแสงสว่างบนจอ ปิดประตูกึก! ให้ดูหนังบนจอ ตาดูหูฟัง ใช้ใจสมองคิด จิตวิญญาณเปลี่ยนแปลง คำถามว่าการดูหนังคือ วิธีการล้างสมองป่ะ ได้โปรดเถอะผู้ใหญ่ในประเทศไทย เข้าใจหรือเปล่าว่านี่ คือกระบวนการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ พัฒนาโลก คือไม่เข้าใจจึงไม่ส่งเสริม พอไม่ส่งเสริมนิ่งๆ ทำให้นักธุรกิจเข้ามาฉกฉวย ทำให้หนังไทยทั้งดีไม่ดี ถูกกีดกันออกจากระบบหมด แล้วเราจะอยู่กันได้อย่างไร อุตสาหกรรมหนังไทยมันตายแล้วเพราะมันถูกกีดกันอย่างนี้

"ถามว่ารัฐบาลทำได้มั้ย ทำได้!!! (ลากเสียงยาว) เพราะมีกฎหมายอยู่แต่ไม่บังคับใช้ ไปบังคับใช้อย่างอื่น ถึงที่สุดแล้วคุณก็เอาเงินภาษีพวกเราไปทำ!!! คนทำหนังเสียภาษีนะครับ เสียภาษีเยอะด้วย แล้วเขาเอาเงินพวกเราไปทำอะไรครับ ไปซื้อเรือดำนำ บ้าหรือเปล่า!!!" ก็เอาเงินไปซื้อเรือดำน้ำ เพื่อจะป้องกันรักษาประเทศชาติล่ะมั้ง? "เข้าใจที่พูดมั้ย (เสียงดัง) มันต้องมีวิสัยทัศน์ไง คุณต้องมีวิสัยทัศน์ว่าประเทศนี้จะพัฒนาไปทางไหนอย่างไร อะไรดีไม่ดี อะไรที่มีคุณค่า เราเรียกร้องกับเผด็จการก็ต้องเรียกร้อง เพราะพวกเราไม่ใช่ปลาตาย เราเป็นปลาเป็น ต้องสู้!!!" 

แน๊ต ชาติชาย เกษนัส ผู้กำกับชื่อดังจากหนังเรื่อง ถึงคน...ไม่คิดถึง ฟรอมแบงค็อกทูมัณฑเลย์ From Bangkok To Mandalay ได้กล่าวถึงการต้องมาร่วมเรียกร้องเพื่อหนังไทยในครั้งนี้ว่า "เจตนาของเราคือ อยากจะสร้างคนดูให้เพิ่มขึ้น ให้มีความหลากหลายเพิ่มขึ้น สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ก่อนเพื่อน คือโรงหนังอยู่แล้ว เราไม่ได้มาทะเลาะกับใครเลย เฮ้ย เรามาตั้งโต๊ะคุยกันมั้ย อย่างต่างประเทศค่าตั๋วหนัง 100 บาท เขาก็จะตัด 20 บาทเพื่อเข้ากองทุนหนังเอามาพัฒนาหนัง แต่ประเทศไทยไม่มี คือทางสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติเป็นพี่ใหญ่อยู่แล้ว เราก็เป็นสมาชิก แต่เขาทำฝ่ายเดียวไม่ได้หรอก เราต้องช่วยๆ กันเพื่อให้เกิดกระแสขึ้นมาในสังคม มันจึงจะขยับอะไรได้ เพื่อจะต่อรองกับรัฐบาลได้"

"เราจะไปหวังให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ เราก็จะได้หนังประเภทระบำฟ้อน ซึ่งไม่ใช่การสนับสนุนหนังไทยที่หลากหลาย อย่างหนังของผม ถึงคน...ไม่คิดถึง ฟรอมแบงค็อกทูมัณฑเลย์ From Bangkok To Mandalay ลงทุนไป 25 ล้านบาท ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยเลย ไม่เป็นไร ผมเอาตัวรอดได้ เพราะไปฉายที่พม่าทำเงินได้กว่า 20 ล้านบาท ตอนนี้คนไทยเก่งๆ สมองไหล ไปทำหนังที่ต่างประเทศกันหมดแล้ว อย่างเพื่อนผมที่อยู่เกาหลี เคยบอกว่ารัฐบาลเกาหลีให้เงินโปรโมตวงดงบังชินกิให้ดัง เพราะรัฐบาลเกาหลีรู้ไงว่าจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา ส่วนผู้กำกับหนังไทยตอนนี้เหรอ ก็หันไปทำละครกันหมดแล้ว (หัวเราะ)

"ที่จีนระบบโควตาจำกัดหนังฮอลลีวูดทำแล้วได้ผล เพราะที่จีนมีคนดูเยอะเป็นตลาดใหญ่มาก หรือวงการหนังพม่า เขาจำกัดหนังฮอลลีวูดด้วยการที่ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาพม่าเลย อย่างหนังของผม ฟรอมแบงค็อกทูมัณฑเลย์ From Bangkok To Mandalay หนังฮอลลีวูดเรื่องดอกเตอร์สเตรนจ์ (Doctor Strange) ต้องหลีกทางให้หนังผม เพราะที่พม่าหนังของผมฟอร์มดีกว่า" 

ข้อเรียกร้องจากกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ ฉบับเต็มๆ ดังนี้

                                                                                           11 มกราคม 2560

เรื่อง  ข้อเรียกร้องจากกลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เพื่อการแก้ไขวิกฤติวงการภาพยนตร์ไทยอย่างเร่งด่วนที่สุด

เรียน  ประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

ตามข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีว่า

ปี พ.ศ.2557 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์ทั้งประเทศ 22% โดยมีภาพยนตร์ต่างประเทศเข้าฉายทั้งสิ้น 166 เรื่อง ทำรายได้จากโรงภาพยนตร์รวมกว่า 3,372 ล้านบาท ส่วนภาพยนตร์ไทยเข้าฉาย 39 เรื่อง ทำรายได้จากโรงภาพยนตร์รวมกัน 927 ล้านบาทโดยประมาณ จากนั้นได้ลดลงใน

ปี พ.ศ.2558 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์ทั้งประเทศ 18% และในปีล่าสุด พ.ศ.2559 ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งในตลาดภาพยนตร์ทั้งประเทศเหลือเพียง 13% เท่านั้น ปี พ.ศ. 2559 ภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้าฉายโรงภาพยนตร์ทั้งปีนับถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 245 เรื่อง ทำเงินรวมกันได้ราว 4,127 ล้านบาท ในขณะที่ภาพยนตร์ไทยเข้าฉายทั้งปี 38 เรื่อง ทำเงินรวมกันทั้งสิ้น 565 ล้านบาท (โดยประมาณ)

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาที่เกิดกับภาพยนตร์ไทยขณะนี้ มีความเกี่ยวข้องกับโรงภาพยนตร์โดยตรง กล่าวคือ โรงภาพยนตร์ในประเทศไทยเกือบทั้งหมดในปัจจุบันเป็นระบบมัลติเพล็กซ์ ครอบครองจอฉายจำนวนมาก และอยู่ภายใต้การดำเนินงานของเครือใหญ่เพียง 2 ราย ส่งผลให้มีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือก และจัดฉายภาพยนตร์ในทุกช่วงเวลา เราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ที่โรงภาพยนตร์จำนวนมากทั่วประเทศจัดฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่ (บล็อกบัสเตอร์) จากฮอลลีวูดในเวลาพร้อมๆ กัน และเหลือพื้นที่ให้แก่ภาพยนตร์ประเภทอื่นๆ เป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อโอกาสทางธุรกิจของภาพยนตร์เหล่านั้นอย่างร้ายแรง

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ ผู้ดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์มักมีคำอธิบายให้แก่สังคมในลักษณะที่ว่า โรงภาพยนตร์เป็นธุรกิจ จำเป็นต้องสร้างรายได้ ภาพยนตร์เรื่องใดที่มีศักยภาพด้านการทำรายได้ก็ย่อมจะได้รับโอกาสจากโรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ไทยหรือต่างประเทศ นอกจากนั้นหากภาพยนตร์ไทยสามารถสร้างอย่างมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของผู้ชม โรงก็ยินดีจะนำเข้าฉายและย่อมจะสามารถทำรายได้เป็นที่พอใจแน่นอน ฯลฯ ในความเป็นจริง ผู้สร้างภาพยนตร์ท้องถิ่นในทุกประเทศทั่วโลกรู้ซึ้งดีว่า คำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้สร้างพื้นที่การแข่งขันที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงขึ้นในตลาด เนื่องจาก

1) ในความเป็นจริง ภาพยนตร์ย่อมมีความหลากหลาย เป็นไปไม่ได้ที่ภาพยนตร์ทุกเรื่องจะสามารถลงทุนอย่างมหาศาลจนมี “ศักยภาพด้านการทำรายได้” เทียบเท่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในสายตาผู้ดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์

2) แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ดูมีศักยภาพพอสมควร ทว่าเมื่อต้องถูกเบียดบังพื้นที่และระยะเวลาในการฉายจากภาพยนตร์ที่ “ใหญ่กว่า” อยู่เป็นประจำ ก็ย่อมยากจะสามารถทำรายได้ในระดับสูง หรือแม้แต่ระดับคุ้มทุน จนเอื้อต่อการพัฒนาผลงานต่อๆ ไปให้ยิ่งใหญ่ขึ้นหรือดึงดูดผู้ชมมากขึ้นได้

กล่าวถึงปัญหาในระยะยาวเชิงวัฒนธรรม ที่ผู้ชมภาพยนตร์ชาวไทยจะถูกบั่นทอนโอกาสในการได้เลือกชมภาพยนตร์อย่างหลากหลายลงเรื่อยๆ เนื่องจากนับวัน โรงภาพยนตร์ก็จะกลายเป็นพื้นที่ของภาพยนตร์ขนาดใหญ่ยักษ์จากต่างประเทศมากขึ้นทุกที และมีทางเลือกอื่นน้อยลงทุกขณะ

จะเห็นได้ว่า การดำเนินธุรกิจในลักษณะดังกล่าวของโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย ไม่เพียงไม่ส่งเสริมให้วงการภาพยนตร์ไทยได้เติบโตอย่างเป็นระบบเท่านั้น หากยังกัดกร่อนโอกาสที่วงการภาพยนตร์ไทยจะได้บ่มเพาะสร้างผู้ชมของตนเอง และโอกาสที่จะได้สร้างรายได้ตอบแทนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดคุณภาพของผลงานให้เติบโตทัดเทียมวงการภาพยนตร์ในต่างประเทศ ซึ่งหากปัญหานี้ยังถูกปล่อยปละละเลยโดยทุกฝ่ายต่อไป ก็ไม่ต้องสงสัยว่าวงการภาพยนตร์ไทย จะตกอยู่ในภาวะถดถอยล้าหลังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในเวลาอันใกล้ แม้ว่าเราจะมีบุคลากรที่มีความสามารถสูงในหลากหลายด้านของงานสร้างภาพยนตร์ก็ตามที

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงได้เห็นพ้องกันที่จะไม่ปล่อยให้วิกฤติทั้งหมดนี้ดำเนินต่อไป เราขอเรียกร้องไปทาง สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ให้แสดงบทบาทในการกอบกู้วงการภาพยนตร์ไทย ตามข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะเร่งด่วน

1.1) กำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์

ในพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.๒๕๕๑ มาตรา ๙ (๕) ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของกรรมการในคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติไว้ว่า “ออกประกาศกำหนดสัดส่วนระหว่างภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศ ที่จะนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ตาม (๑) ของบทนิยามคำว่า “โรงภาพยนตร์” ในมาตรา ๔” แต่ที่ผ่านมา มาตราดังกล่าวนี้ได้ถูกละเลยการปฏิบัติมาโดยตลอด

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงขอเรียกร้องให้มีการกำหนดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ เพื่อสร้างสภาวะการแข่งขันทางการตลาดที่เป็นธรรม ต่อผู้สร้างภาพยนตร์ทั้งหลาย โดยกำหนดให้โรงภาพยนตร์ทุกเครือในประเทศไทย ต้องจัดสัดส่วนการฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่องไม่เกิน 20% ของจำนวนจอทั้งหมดของเครือนั้นๆ (ยกตัวอย่าง โรงภาพยนตร์เครือ A มีจำนวนจอฉายทั่วประเทศ 100 จอ จะต้องจัดฉายภาพยนตร์แต่ละเรื่องไม่เกิน 20 จอต่อเรื่อง ตลอดระยะเวลาการฉาย)

1.2) กำหนดจำนวนรอบและระยะเวลาฉายสำหรับภาพยนตร์ไทย

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เรียกร้องให้โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ ต้องวางโปรแกรมการฉายให้แก่ภาพยนตร์ไทยทุกเรื่อง เป็นระยะเวลาอย่างน้อยที่สุด 2 สัปดาห์เต็ม นับตั้งแต่วันที่เริ่มฉายในโปรแกรมปกติ (ไม่นับรวมระยะเวลาการทดลองฉาย หรือที่เรียกว่ารอบ Sneak peak) และในการฉายโปรแกรมปกตินั้น จะต้องให้รอบการฉายวันละ 5 รอบเป็นอย่างน้อย ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อให้ภาพยนตร์ไทย ได้มีโอกาสสร้างรายได้ตอบแทนทันเวลา และมีโอกาสได้เพาะบ่มกลุ่มผู้ชมอย่างจริงจังต่อเนื่อง)

1.3) ยกเลิกค่าธรรมเนียมการฉายระบบดิจิตอล (VPF Virtual Print Fee) และ / หรือค่าธรรมเนียม / ค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับ ระบบการฉายทั้งหมดสำหรับภาพยนตร์ทุกเรื่อง

ค่า VPF เป็นค่าชดเชยการลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายเป็นระบบดิจิตอล ที่โรงภาพยนตร์โยนภาระให้แก่ผู้สร้างภาพยนตร์มาเป็นระยะเวลานาน ปัจจุบันได้เริ่มมีการยกเลิกการเก็บสำหรับภาพยนตร์จากบริษัทผู้จัดจำหน่ายใหญ่จากต่างประเทศแล้ว แต่บริษัทผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ระดับรองและภาพยนตร์ไทยกลับยังถูกเรียกเก็บอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สมควรเก็บในทุกกรณี เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียกร้องให้โรงภาพยนตร์ยกเลิกการเก็บค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับระบบฉายภาพยนตร์ต่างๆ (ไม่ว่าจะถูกเรียกด้วยชื่อใด) กับผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ทุกราย และกับภาพยนตร์ทั้งหมดโดยทันที

1.4) แก้ไขระบบผูกขาดในธุรกิจภาพยนตร์

นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย จะอยู่ภายใต้การบริหารของเครือใหญ่เพียง 2 เครือแล้ว ไทยยังมีระบบ “สายหนัง” ซึ่งควบคุมการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ นอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลที่เกิดขึ้นจึงคือการที่โรงภาพยนตร์ มีแต่ภาพยนตร์ที่ถูกเลือกเข้าฉายด้วยทัศนคติและมุมมองอันจำกัด ของเจ้าของโรงและสายหนัง ผู้ชมถูกทำให้อยู่ในสถานะของผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือกอันหลากหลายอย่างแท้จริง

ยังไม่นับรวมถึงการผูกขาดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การกำหนดราคาค่าบัตรชมภาพยนตร์ที่สูงขึ้นทุกขณะ, ราคาสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม ที่สูงขึ้นทุกขณะ,การจัดกิจกรรมเสริมของโรงภาพยนตร์ในลักษณะของการค้า (เช่น การทำบัตรสมาชิก บัตรลดราคา ฯลฯ) ซึ่งเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ผู้บริโภคไม่อาจรู้เท่าทัน สภาพการณ์ผูกขาดทั้งหมดนี้ กำลังทำลายตลาดและวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ผู้มีอำนาจตาม พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เข้ามากำกับดูแลให้การแข่งขันทางธุรกิจภาพยนตร์ให้ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมทั้งระบบ เพื่อประโยชน์ของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ชมภาพยนตร์โดยตรง

2. ข้อเรียกร้องสำหรับการดำเนินการระยะต่อไป

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ เรียกร้องให้สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ มีบทบาทอย่างจริงจังในการสร้างกลไก เพื่อการพัฒนาคุณภาพของทั้งผู้สร้างภาพยนตร์ไทยและผู้ชมภาพยนตร์ในประเทศไทย ผ่านวิธีการและการดำเนินงานในลักษณะต่างๆ โดยให้ผู้สร้างภาพยนตร์เข้ามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ (อาทิ การตั้งกองทุนส่งเสริมผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ที่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างถูกต้องเหมาะสม) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลงานภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาด ขณะเดียวกันก็เกิดผู้ชมที่มีรสนิยมอันหลากหลาย มีจิตใจที่เปิดกว้าง สามารถเพาะบ่มวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างแข็งแรง ทัดเทียมประเทศอื่นๆ ทั่วโลกอย่างแท้จริง

ในนามของ “เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์” จึงเรียนมาเพื่อขอเรียกร้องให้ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ในฐานะที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ไทยโดยตรง โปรดแสดงบทบาทในการผลักดันให้ข้อเรียกร้องทั้งหมดนี้ ได้ถูกปฏิบัติให้เป็นจริงอย่างเร่งด่วน เพื่อนำพาวงการภาพยนตร์ไทยให้หลุดพ้นจากวิกฤติที่ร้ายแรง และสามารถเริ่มต้นพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการในประการอื่นๆ ต่อไป หากพบว่าสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ยังคงไม่ตอบสนองต่อเรื่องดังกล่าว ภายในระยะเวลาอันเหมาะสม

ขอแสดงความนับถือ

เครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์