บริการข่าวไทยรัฐ

เด็กหัวกะทิโกงสอบ อยากให้เป็นครั้งสุดท้าย

โดย ซูม

ข่าวพาดหัวเล็กๆชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับเมื่อวานนี้ ทำให้ผมถึงกับนั่งซึมไปพอสมควร ด้วยความเป็นห่วง และนึกเสียดายอนาคตของผู้ที่ตกเป็นหัวข่าวชิ้นนี้ ซึ่งมีถึง 51 คน

ที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเขารายงานว่า “หมายจับ 51 นศ.ดัง...หัวกะทิคณะหมอ วิศวะ โกงสอบนายสิบ บช.น.” นั่นแหละครับ

พร้อมกับขยายความว่า ตำรวจจะไปขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ 51 นศ.ระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มาเป็นมือปืนรับจ้างในการสอบเข้าโรงเรียนนายสิบตำรวจนครบาลดังกล่าว และได้ดำเนินไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มกราคม

ผมเห็นด้วยครับว่า ใครทำผิดต้องจับตัวมาลงโทษให้หมด เพราะเป็นการกระทำทุจริตที่ร้ายแรงโดยจัดตั้งมาเป็นขบวนการ มีผู้เกี่ยวข้องนับเป็นร้อยๆคน ดังที่เป็นข่าว

แต่ที่รู้สึกใจหายและเป็นห่วงก็ตรงที่นิสิตนักศึกษาระดับหัวกะทิของมหาวิทยาลัยต่างๆที่ไปเป็นมือปืนรับจ้างและจะต้องถูกจับด้วยถึง 51 คนนี่แหละครับ เพราะตามข่าวระบุว่า มีทั้งที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ทันตแพทย์ และวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายๆมหาวิทยาลัยด้วยกัน

ถือเป็นบุคลากรระดับอนาคตของชาติที่จะมีส่วนในการผลักดันประเทศชาติให้เดินหน้าไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แทบทั้งสิ้น

กลับจะต้องมากลายเป็นบุคคลไร้อนาคตไปเสียก็ไม่รู้

ผมอ่านข่าวแล้วใจหนึ่งก็อยากสมน้ำหน้าที่อุตส่าห์เรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แต่ไม่ทำตัวให้เป็นคนดี สมกับความเก่งที่แต่ละคนมีอยู่

กลับมาเป็นมือปืนรับจ้างสอบแทนคนอื่น หรือมาสมัครสอบเพื่อส่งซิกให้คนอื่นๆ โดยเห็นแก่อามิสสินจ้าง ทั้งๆที่ทราบดีว่านี่เป็นการกระทำที่ทุจริตฉ้อฉลและผิดกฎหมาย

สมควรจะถูกจับตัวไปลงโทษ จะได้บังเกิดความหลาบจำ และไม่กล้า กระทำผิดอีกต่อไป

แต่พอมาคิดอีกทีก็รู้สึกเห็นใจว่าบุคคลเหล่านี้ยังเป็นเยาวชน สมองอาจเก่งก็จริง แต่ความคิดทางด้านอื่นๆอาจจะยังตื้นเขินอยู่

มีใครเอาเงินมาล่อใจก็เห็นผิดเป็นชอบขึ้นมาทันที

ฉะนั้น ถ้ามีทางใดที่จะลดหย่อนผ่อนโทษได้บ้าง ก็อยากจะฝากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายให้พิจารณาหาทางผ่อนปรนด้วยเถอะครับ

ลงโทษนั้นต้องลงแน่ แต่อย่าให้ถึงกับเป็นโทษขั้นที่ทำให้เยาวชนเหล่านี้หมดสิทธิ์ที่จะกลับมาเรียน กลับมาใช้สมองของเขาให้เป็นประโยชน์แก่ชาติในอนาคตก็แล้วกันครับ

เพราะหากเล่นงานกันแรงๆถึงขั้นจะเอาติดคุก หรือตั้งข้อหาอั้งยี่อะไรอย่างที่ว่า อีกหน่อยออกจากคุกเราอาจจะได้อาชญากรประเภทสมองดีผ่านมหาวิทยาลัยคุกมาชุดใหญ่ๆ จะปราบยากเสียเปล่าๆ

คนสมองระดับนี้อยู่กับฝ่ายไหนฝ่ายนั้นก็ได้ประโยชน์ ถ้าอยู่กับฝ่ายดีบ้านเมืองก็จะดี และหากไปอยู่กับฝ่ายเลวหรือฝ่ายโจรผู้ร้าย ก็จะทำให้ฝ่ายร้ายๆเข้มแข็งขึ้น

กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ชี้ให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า การเรียนการสอนด้านศีลธรรม จริยธรรม ของเรานั้น น่าจะอ่อนปวกเปียกจริงอย่างที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไว้

สอนแต่ความรู้ สอนแต่ให้เก่งเข้าไว้อย่างเดียว จนเด็กๆลืมคำว่าจริยธรรมหรือคุณธรรมกันไปพอสมควร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากไม่มีการแก้ไขระบบการเรียนการสอนของบ้านเรา

พูดไปก็จะเป็นเรื่องยาวเสียเปล่าๆ เพราะเรารู้เรื่องนี้และพูดเรื่องนี้กันมา 20 กว่าปีแล้ว เขียนไว้ในแผนพัฒนาประเทศมาเกือบทุกแผนว่าจะพัฒนาเด็กไทยให้เป็น “เด็กเก่ง” กับ “เด็กดี” คู่กันไป

เอาเข้าจริงๆก็ยังเหมือนเดิม แม้เราจะมีเด็กเก่งมากขึ้น แต่เด็กไม่ดีก็ยังมีอยู่ไม่น้อย และยังมีข่าวคราวเกี่ยวกับเด็กเก่งในเชิงลบอยู่เสมอๆ

ก็คงต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านปัจจุบันไว้ละครับ...ท่านมาแสดงปาฐกถาที่ไทยรัฐเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม “วันกำพล วัชรพล” ได้ประทับใจมาก

ประเด็นที่ท่านพูดก็อยู่ที่เรื่องความเก่งและความดีของเด็กไทยนี่แหละ ท่านบอกว่าท่านจะตั้งใจทำทั้ง 2 ประเด็นนี้ให้มากกว่าเรื่องอื่นๆ

ผมก็ขอให้กำลังใจและขอให้ท่านประสบผลสำเร็จ หรืออย่างน้อยก็เป็นการวางรากฐานไว้สำหรับความสำเร็จในการที่จะทำให้เด็กไทย เป็นคนเก่งและคนดีในวันข้างหน้า...โชคดีนะครับท่านรัฐมนตรี!


“ซูม”