วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จีน อินเดีย ความขัดแย้ง

อักไสชินเป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ในลาดัก รัฐชัมมูและกัษมี ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาคุนหลุนของจีนกับเทือกเขาคาราโครัมทางตอนเหนือของอินเดีย

จีนยึดครองทิเบตเมื่อ พ.ศ.2493 อีก 5 ปีต่อมา คือ พ.ศ.2498 จีนก็ส่งทหารเข้าไปในอักไสชินและตัดถนนผ่านอักไสชินเพื่อเชื่อมทิเบตกับดินแดนส่วนอื่นของจีน

จีนประกาศว่าอักไสชินเป็นส่วนหนึ่งของซินเจียง อินเดียบอกว่าอักไสชินเป็นส่วนหนึ่งของลาดัก เถียงกันอย่างนี้อยู่นานถึง 5 ปี จนถึง 20 ตุลาคม 2505 ก็รบกัน

รบกันได้ 1 เดือน 1 วัน กองทัพอินเดียสู้จีนไม่ไหว จึงออกจากอักไสชิน จีนก็เข้าควบคุมแผ่นดินทางแถบนี้อย่างผู้ชนะ

จีนไม่ไว้ใจอินเดีย เพราะอินเดียเป็นประเทศใหญ่ มีประชากรใกล้เคียงกับจีน จึงมีศักยภาพที่จะเติบโตมาซัดกับจีนได้ในอนาคต จีนจึงหาทางคุมอินเดียไว้ก่อน

อินเดียมีปัญหากับปากีสถานในปัญหาแคชเมียร์ ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร จีนเข้าไปทุ่มช่วยเหลือปากีสถานอย่างเต็มที่ ช่วยแม้แต่เรื่องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อินเดียแค้นเรื่องนี้มาก ตอนที่อินเดียทดลองอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ.2541 อินเดียจึงตะโกนก้องร้องประกาศให้โลกรับรู้ว่า อาวุธนิวเคลียร์ของข้ามีไว้ใช้ปรามจีน

ตั้งแต่อินเดียมีอาวุธนิวเคลียร์ จีนก็ไม่อยากชนกับอินเดียตรงๆ ใช้อาวุธนิวเคลียร์กันเมื่อใด ก็จะเสียหายร้ายแรงทั้งสองฝ่าย จีนจึงใช้ยุทธศาสตร์ใหม่ คือใช้ประเทศตัวแทนไปซัดกับอินเดีย

อินเดียเป็นประเทศใหญ่ที่มีประเทศเล็กชาติน้อยรายเรียงอยู่รอบๆ ประเทศเล็กเหล่านั้นต่างก็มีประสบการณ์อันขมขื่นกับอินเดียกันมาถ้วนหน้า จีนจึงเข้าไปสนับสนุนประเทศเหล่านี้ อย่างเมียนมาและบังกลาเทศนี่ จีนเข้าไปสร้างท่าเรือน้ำลึกให้

ผู้อ่านท่านที่ตามเรื่องของเนปาลก็คงจะจำได้นะครับ ว่าเนปาลเคยมีสถาบันกษัตริย์อันเข้มแข็งยาวนาน กษัตริย์เนปาลได้รับการสนับสนุนอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูจากอินเดีย วันดีคืนดีก็มีการตั้งกลุ่มนิยมลัทธิเหมาเพื่อต่อต้านกลุ่มนิยมกษัตริย์ที่อินเดียหนุน

ปัจจุบันทุกวันนี้ เนปาลไม่มีสถาบันกษัตริย์ นอกจากสมาชิกราชวงศ์จะปฏิบัติการฆ่าหมู่กันเองแล้ว จีนก็มีส่วนทำให้เนปาลยุ่งหยอยเป็นฝอยขัดหม้อ ทำให้กษัตริย์องค์ต่อมาอยู่ไม่ได้ หลายคนมองว่านี่คือชัยชนะของจีนในเนปาล และชัยชนะนี้ทำให้อิทธิพลของจีนในเนปาลแข็งแรงขึ้น สร้างความกังวลให้อินเดียมาก

อินเดียมองหาเพื่อนที่มาคานอิทธิพลจีน ก็พบว่า อา สหรัฐฯ นี่แหละคือคำตอบ อินเดียจึงไปสนิทชิดเชื้อกับสหรัฐฯ เริ่มตั้งแต่ยุคคลินตันเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง อินเดียประชุมกับสหรัฐฯ หลายครั้ง จนได้ประกาศเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน

อดีต เมียนมาเคยไล่นักธุรกิจอินเดียออกนอกประเทศ นับแต่นั้น อินเดียกับเมียนมาก็ปิดพรมแดน ทว่าระยะหลัง อินเดียเชิญผู้นำเมียนมาไปเยือนอินเดีย ถึงขนาดขอให้ไปนอนค้างอ้างแรมในกรุงนิวเดลี ฝ่ายอินเดียก็มาเยือนเมียนมาในลักษณะเดียวกัน

เกมการเมืองระหว่างประเทศระหว่างจีน อินเดีย ปากีสถาน เมียนมา บังกลาเทศ และศรีลังกา ไม่มีอะไรซับซ้อน ประเทศขนาดเล็กคบกับจีนเพราะต้องการให้ไปคานอินเดีย เมียนมาคบอินเดียเพื่อใช้คานอิทธิพลจีน ในขณะที่จีนกับอินเดียก็ซัดกันตรงๆ ทั้งในด้านการใช้กำลังทหารและในเวทีโลก

ประเทศใหญ่อย่างอินเดียควรจะเป็นสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติตั้งนานแล้ว แต่ทุกครั้งที่อินเดียขยับเรื่องนี้ จีนก็คัดค้านทุกที

อินเดียต้องการเป็นสมาชิกเอเปค แต่ทุกทีที่อินเดียพยายาม ก็จะโดนจีนขัดขวางกางกั้นเสียทุกครั้ง จนอินเดียรู้สึกว่าเหนื่อยกับจีนเสียเหลือเกิน

อินเดียพัฒนาศักยภาพของกองทัพและเพิ่มกำลังทหารเข้าประจำตามชายแดนที่ประชิดติดกับจีน บางห้วง อินเดียส่งทหารเข้าไปในแคว้นอัสสัมมากถึงหนึ่งแสนคน

จีนก็ใช้บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์กระบอกเสียงของตนถามอินเดียกลับทุกครั้งว่า อินเดียพร้อมแล้วหรือที่จะเผชิญหน้ากับจีน? จีนไม่กลัวอินเดีย เศรษฐกิจจีนดีกว่า แถมจีนยังมีพันธมิตรทั้งปากีสถาน ศรีลังกา และเนปาล

จีนจะไม่ประนีประนอมเรื่องพรมแดนกับอินเดีย

ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com