บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คำขู่ทรัมป์ได้ผล

ชื่อของประเทศเม็กซิโก ดูจะวนเวียนอยู่ในสารบบข่าวอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยผู้ที่ทำให้เม็กซิโก เป็นที่สนใจของคนได้อยู่ตลอดก็คือนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่คนที่ 45 นั่นเอง

ทรัมป์จุดประเด็นตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งแรกๆแล้วว่าจะสร้างกำแพงกั้นพรมแดนสกัดผู้อพยพผิดกฎหมายจากเม็กซิโกจนถูกต่อต้านทั้งในสหรัฐฯและในเม็กซิโก ล่าสุดทรัมป์ได้ข่มขู่จะยกภาษีขึ้นโขกเล่นงานพวกบริษัทรถยนต์ที่ตั้งโรงงานผลิตในเม็กซิโกแล้วขนรถเข้ามาขายในสหรัฐฯ

คำขู่ของทรัมป์ทำให้บริษัทรถยนต์ทั้งสัญชาติอเมริกันและญี่ปุ่นผวาไปตามๆกันจนต้องยอมถอย ทั้งไม่ขยายงานและเลิกแผนตั้งโรงงานใหม่ในเม็กซิโก แม้วางแผนไว้ล่วงหน้าเป็นปีๆแล้วก็ตาม

หันมาพูดถึงเม็กซิโกกันต่อ ปัจจุบันเมืองจังโก้ถือเป็นผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลกและเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 7 ของโลก แม้เม็กซิโกไม่มีรถยี่ห้อของตัวเองเลยสักคัน

ส่วนตัวเลขสถิติที่ได้มาข้างต้น เป็นผลพลอย ได้จากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติล้วนๆรวมทั้งบริษัทรถยนต์สหรัฐฯที่แห่กันเข้าไปเปิดโรงงานผลิตในเม็กซิโกเป็นว่าเล่น เพราะอยู่ใกล้ตลาดใหญ่ อย่างสหรัฐฯ แถมค่าแรงถูกและสำคัญ เม็กซิโกยังเป็นภาคีข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆมากกว่า 46 ประเทศ รวมทั้งข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ที่เม็กซิโกทำกับสหรัฐฯและแคนาดาเมื่อปี 2537

ทำให้เม็กซิโกเก็บเกี่ยวรายได้จากอุตสาห-กรรมรถยนต์ได้มากถึงปีละ 52,000 ล้านดอลลาร์ มีโรงงานผลิตรถยนต์อยู่ใน 14 รัฐ จากทั้งหมด 32 รัฐ จ้างงานราว 875,000 ตำแหน่ง

รถยนต์ราวร้อยละ 80 ที่ผลิตในเม็กซิโกล้วนเป็นสินค้าส่งออก โดยส่งไปขายใน 100 ประเทศทั่วโลก และในจำนวนนี้ราว 3 ใน 4 ส่งขายตลาดสหรัฐฯและกว่าร้อยละ 10 ส่งขายแคนาดา ส่วนค่ายรถยนต์ที่ส่งออกรถจากเม็กซิโกมากที่สุดเมื่อปีที่แล้ว 4 อันดับแรกก็คือเจเนอรัล มอเตอร์ส นิสสัน (ญี่ปุ่น) เฟียต ไครสเลอร์ อเมริกา และฟอร์ด

ส่วนโตโยต้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ส่งออกรถจากเม็กซิโกมากเป็นอันดับ 10

และนี่จึงเป็นเหตุผลที่นายทรัมป์ต้องยกภาษีขึ้นมาขู่เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทรถยนต์กลับเข้ามาสร้างงานในสหรัฐฯตามนโยบายที่หาเสียงไว้และยังต้องการเจรจาข้อตกลง “นาฟตา” ใหม่ ถ้าไม่ได้ข้อตกลงที่ดีขึ้นก็จะถอนยวงออกมา.


เกรียงศักดิ์ จุนโนนยางค์