เทคนิคกระตุ้นหัวใจ ช่วยชีวิตนาทีฉุกเฉิน - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

เทคนิคกระตุ้นหัวใจ ช่วยชีวิตนาทีฉุกเฉิน

ในแต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตด้วย “โรคหัวใจ” ปีละกว่า 50,000 คน โดยผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล เพราะคนไทยยังขาดทักษะความรู้พื้นฐานเรื่องการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) เพื่อเป็นการให้ความรู้ลดการเสียชีวิต และเพิ่มโอกาสในการช่วยชีวิตผู้ที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ จึงจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) ให้แก่คนทั่วไป

นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถาบันได้ส่งเสริมให้เกิดการสร้างความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าฯ โดยเบื้องต้นมีนโยบายให้คณะกรรมการช่วยชีวิตของสถาบันสุขภาพเด็กฯ จัดกิจกรรมอบรมดังกล่าวให้กับนักศึกษาแพทย์ แพทย์ และบุคลากรในองค์กร ตลอดจนบุคคลภายนอกที่มีความสนใจ ให้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการทำ CPR และการใช้เครื่อง AED ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายประมาณ 200 คน ในปี 2560 สถาบันสุขภาพเด็กฯ เตรียมขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังสถาบันการศึกษา โรงเรียน เนิร์สเซอรี่ และหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพพลานามัยเด็กในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆทั่วประเทศไทย

นพ.วรการ พรหมพันธุ์ จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน อาจเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เกิดได้ในทุกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือแม้แต่ในสนามเด็กเล็ก และเกิดได้ทุกเวลา เพียงเสี้ยววินาทีที่หัวใจหยุดเต้น หรือเต้นผิดจังหวะ สมองและร่างกายจะขาดออกซิเจน จนนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่ทราบก่อนล่วงหน้า มักมีอาการเป็นลมหมดสติกะทันหัน หรืออาจเกิดอุบัติเหตุโดยไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งการทำ CPR นับเป็นเพียง 10% ของการช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น เพราะเพียงทำให้เลือดไหลเวียนไปที่สมอง แต่หัวใจยังไม่กลับมาทำงาน จึงทำให้โอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก แต่ในปัจจุบันสามารถลดอัตราเสี่ยงการเสียชีวิตได้ ถ้าบริเวณนั้นมีเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ

ก่อนการเข้าช่วยเหลือผู้ที่หมดสติ หรือเกิดอุบัติเหตุ ต้องทำการตรวจสภาพร่างกายก่อน เริ่มต้นจากการเรียกชื่อ ว่าพอจะรู้สึกตัว หายใจได้เองหรือไม่ เพราะอาจเกิดจากสำลักอาหาร วัตถุแปลกปลอมเข้าหลอดลม หรือมีปัญหาของระบบทางเดินหายใจ อย่างโรคหอบหืด เป็นต้น หากไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หรือหายใจเฮือก และตรวจไม่พบว่ามีชีพจรที่บริเวณคอในผู้ใหญ่ เด็กโต หรือบริเวณขาหนีบในเด็กเล็ก ในระยะเวลา 10 วินาที ต้องเริ่มทำ CPR อย่างเร่งด่วนที่สุด เพราะหากสมองขาดเลือดซึ่งนำออกซิเจนไปสู่สมองเกินกว่า 6 นาที เยื่อในสมองอาจถูกทำลายจนนำไปสู่สภาวะสมองตายได้ เมื่อพบผู้ป่วยหมดสติ รีบตามคนมาช่วย หรือติดต่อ 1669 ทันที ในระหว่างนั้นให้ผู้ช่วยเหลือทำ CPR ไปก่อน โดยเริ่มจากผู้ช่วยเหลือเหยียดแขนตรง และใช้มือสองข้างไขว้นิ้วร่วมกันกดลงไปบริเวณหน้าอกเหนือลิ้นปี่ของผู้ป่วย ให้หน้าอกยุบลงไปประมาณ 4-5 ซม.แล้วปล่อยให้หน้าอกคืนสภาพ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆในอัตรา 100-120 ครั้งต่อนาที จนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกตัว หรือมีทีมกู้ชีพมาช่วยเหลือ.


advertisement