ฝนใต้ส่อตกยาวถึงกลางม.ค. คลังเพิ่มเงินทดรองช่วยผู้ประสบภัยเป็น 100 ล. - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ฝนใต้ส่อตกยาวถึงกลางม.ค. คลังเพิ่มเงินทดรองช่วยผู้ประสบภัยเป็น 100 ล.

กรมบัญชีกลาง ขยายวงเงินทดรองราชการเป็น 100 ล้าน ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ได้ทันสถานการณ์ หลังมีแนวโน้มฝนจะตกชุกยาวถึงกลางม.ค. ...

วันที่ 10 ม.ค. 60 น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังขยายวงเงินทดรองราชการ ในอำนาจอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพิ่มอีก 50 ล้านบาท จากเดิมที่มีวงเงิน 50 ล้านบาท และได้ใช้จ่ายเงินภายในวงเงินดังกล่าวเกือบครบแล้ว ซึ่งไม่เพียงพอกับการให้ความช่วยเหลือสำหรับภารกิจเร่งด่วนครั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้ พื้นที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่น ประกอบกับคาดว่าลักษณะอากาศภาคใต้ ยังคงมีฝนตกหนาแน่นต่อไปจนถึงช่วงกลางเดือนมกราคม 2560 ทำให้ต้องขยายวงเงินทดรองราชการเพิ่มอีก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีจังหวัดที่ประกาศขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 8 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, พัทลุง, ปัตตานี, ตรัง และจังหวัดสงขลา มีพื้นที่ประสบภัยรวม 89 อำเภอ 540 ตำบล 4,145 หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิต 21 ราย สูญหาย 1 ราย (ข้อมูลวันที่ 8 ม.ค.60)

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้อนุมัติขยายวงเงินทดรองราชการให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด เพิ่มจากเดิมที่เคยได้รับอีก 50 ล้านบาท เพื่อนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้จ่ายสำหรับกรณีที่ต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์ หรือยานพาหนะพิเศษ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการช่วยเหลือด้านต่างๆ รวมถึงความจำเป็นในการจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในพื้นที่ที่น้ำท่วมสูงอย่างรุนแรง มีน้ำป่าไหลเชี่ยวกราก ดินโคลนถล่ม ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเหล่านี้ หลักเกณฑ์เดิมเบิกจ่ายไม่ได้ แต่สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ กระทรวงการคลังให้สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในกรณีดังกล่าวได้

สำหรับการขยายวงเงินทดรองราชการเพิ่มอีก 50 ล้านบาท มีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ประสบภัยทุกจังหวัดในภาคใต้ที่เกิดภาวะน้ำท่วมหนักรุนแรงและต่อเนื่อง เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้างได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ทั่วถึง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติงานด้านความช่วยเหลือได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ประกอบกับทำให้ผู้ประสบภัยมีเงินเพียงพอกับการใช้จ่ายในช่วงเวลาวิกฤติ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที และยังเป็นการตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการบูรณาการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


advertisement