พลังงานไทยกำลังก้าวสู่วิกฤติ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

พลังงานไทยกำลังก้าวสู่วิกฤติ

โดย หมัดเหล็ก

การที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อนุมัติให้มีการเลื่อนการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ออกไปอีกเป็นครั้งที่ 4 จนถึงวันที่ 21 ม.ค.นี้ ทำให้เกิดความกังวลใจว่า อนาคตพลังงานไทย จะแขวนอยู่บนเส้นด้าย และกลายเป็นวิกฤติพลังงานของประเทศในอนาคตหรือไม่

เหตุที่มีการเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับออกไป ฟังดูแล้วทะแม่งชอบกล เลื่อนเพราะมีการผลักดันจากกลุ่มเคลื่อนไหวนอกสภาในนาม คปพ. ผ่านกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับนี้มีความหมายต่ออนาคตของพลังงานไทยเป็นอย่างมาก จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้งกลุ่มคนที่คัดค้านกับสมาชิก สนช.กลุ่มหนึ่งอยู่ในเส้นทางและอุดมการณ์เดียวกัน สมมติกลุ่มคนที่มาคัดค้านเป็นคนละกลุ่มกัน จะส่งไม้ต่อได้เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ถ้ากฎหมายสำคัญของประเทศฉบับหนึ่ง จะต้องอยู่ในการพิจารณาด้วยอคติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้ว จะนับว่าเป็นกฎหมายที่ถูกต้องได้อย่างไร ผิดทั้งหลักกฎหมายและจริยธรรม

การบรรจุเรื่อง บรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่ฝ่ายคัดค้านเสนอเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ถ้ากลุ่มผู้คัดค้านต้องการแล้วจะต้องปฏิบัติตามได้เลย การกดดันให้ สนช.ถอนกฎหมายออกจากการพิจารณา จากคำสัมภาษณ์ของ พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกรรมาธิการ ที่ระบุว่า มีกระบวนการอยากให้คณะกรรมาธิการฯถอนร่างกฎหมายออกไป เป็นคำตอบที่ชัดเจน

การเลื่อนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับออกไปนานเท่าไหร่ อนาคตพลังงานของประเทศก็จะค่อยๆดับวูบลง เพราะกระบวนการในการปฏิบัติของกระทรวงพลังงาน จะต้องยืดเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยเฉพาะการบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุลง 2 แหล่งด้วยกันคือ แหล่งเอราวัณ ที่จะหมดสัมปทานในปี 2565 และ แหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2566 ทั้งที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานสั่งให้มีการเริ่มประมูลภายในเดือน ก.ย. 2560 ไปแล้ว

ต้องเข้าใจว่าหลังจากการปะมูลไปแล้วจะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆมากมาย จนกระทั่งถึงขั้นตอนการตรวจสอบและการผลิต จะต้องใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะลงมือขุดเจาะได้อย่างเป็นทางการ ถ้าไม่สามารถหาผู้ชนะการประมูลได้ภายในกลางปี 2560 และผู้รับสัมปทานในปัจจุบันลดการลงทุนในช่วง 5 ปีสุดท้าย ปริมาณก๊าซธรรมชาติ จากทั้ง 2 แหล่งจะหายไปประมาณ 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือถ้าคำนวณจากปี 2561-2568 ก๊าซจะหายไปถึง 3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ผลกระทบมีต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างแน่นอน

ข้อมูลของกระทรวงพลังงานยืนยันว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมส่วนที่เป็นปริมาณน้ำมันดิบจำนวน 378 ล้านบาร์เรล คาดว่าจะใช้ได้ประมาณ 4 ปี ก๊าซธรรมชาติประมาณ 7.3 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คาดว่าจะใช้ได้ประมาณ 5 ปี และถ้าจะต้องนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้นประมาณ 40 ล้านตัน มูลค่า 6 แสนล้านบาท ประชาชนจะต้องรับภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้น 14 สตางค์ต่อหน่วย ถึงตอนนั้นใครจะออกมารับผิดชอบ กลุ่มคนที่คัดค้านอยู่ในเวลานี้จะร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com 


advertisement