‘มีชัย’เผย เหตุทำก.ม.ลูก ทีละ2ฉบับ ต้องดูสนช.ปรับแก้ ก.ม.พรรคและกกต. - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

‘มีชัย’เผย เหตุทำก.ม.ลูก ทีละ2ฉบับ ต้องดูสนช.ปรับแก้ ก.ม.พรรคและกกต.

“มีชัย” ยันเขียน ก.ม.ลูกเสร็จทันตามกรอบไม่เกินเพดานเวลาโรดแม็ป แต่ไม่รีบร้อน ส่งนำร่อง 2 ฉบับให้ สนช.พิจารณาหลัง รธน.โปรดเกล้าฯ แล้วรอดูผลการปรับแก้ค่อยทำอีก 2 ฉบับ อ้างต้องทำให้สอดคล้องกัน ย้อนถามนักการเมืองให้ทำเร็วๆปรับตัวกันทันหรือไม่ เชื่อมีเลือกตั้งปลายปี 60 หรือต้นปี 61 “วิษณุ” แจงขั้นตอน ก.ม. ถ้าร่าง รธน.ตกไป ต้องแก้ รธน.ชั่วคราวหาทางออก ลั่นปี 60 ได้ฤกษ์ลุยเดินหน้าสร้างปรองดองจริงจัง สปท.ชง ครม.แล้ว โทษตายโกงเกินพันล้าน-กก.องค์กรอิสระเผยทรัพย์สิน-เลิกปาหี่ซักฟอก กกต.ฟิตพร้อมจัดเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ของบกระฉูดทะลุ 6 พันล้าน “บิ๊กป้อม” ลั่นยังยึดโรดแม็ปเดิมไม่เคลิ้มผลโพล ยังตั้งคำถามกันอย่างต่อเนื่องสำหรับโรดแม็ปเลือกตั้งว่าจะมีการเลื่อนจากเดิมหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน หลังมีการส่งสัญญาณจากแม่น้ำ 5 สายว่าอาจจะต้องเลื่อนไปถึงช่วงต้นปีหรือกลางปี 2561 ขณะเดียวกัน ท่าทีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของแม่น้ำสายต่างๆ ยังคงดูเรียบเฉย ไม่เร่งรีบ โดยอ้างถึงความรอบคอบ และความสอดคล้องต้องกันในภาพรวม

“มีชัย” ไม่เร่ง ก.ม.ลูก-ทำทีละขยัก

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงระยะเวลาของโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งว่า การกำหนดระยะเวลาของโรดแม็ปขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรธ.ยืนยันว่าจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วันตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติกำหนด โดยจะส่งร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ส่วนร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จะส่งให้ สนช.ภายหลัง เพราะต้องรอความชัดเจนในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. จาก สนช.ก่อนว่าจะปรับแก้เนื้อหาอย่างไรบ้าง และจะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ จากนั้น กรธ.ถึงจะพิจารณาส่งร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.ให้กับ สนช.ต่อไป เพราะ พ.ร.บ.ทั้ง 4 ฉบับจะต้องมีเนื้อหาที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

ถามกลับนักการเมืองปรับตัวทันมั้ย

เมื่อถามว่า มีทางหรือไม่ที่การพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้ง 4 ฉบับจะเสร็จสิ้นก่อน 240 วัน นายมีชัยตอบว่า ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองและ กกต.ว่าจะสามารถปรับตัวตามกฎหมายฉบับใหม่ได้หรือไม่ เพราะถ้าพรรคการเมืองไม่พร้อมจนไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ก็จะเป็นปัญหา เมื่อถามว่า ถ้า สนช.มีมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายลูกจะทำอย่างไรต่อไป นายมีชัยตอบว่า เป็นหน้าที่ของ กรธ.ในการพิจารณาเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้ สนช.จนกว่าจะผ่าน แต่เชื่อจะใช้เวลาไม่นาน เพราะเป็นการแก้ไขเฉพาะในประเด็นที่ สนช.ไม่เห็นด้วยเท่านั้น เชื่อว่ากรณีเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดขึ้นก็เป็นเหตุสุดวิสัย และ กรธ.ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 10-15 วันหลังจากนั้น ยืนยันว่าร่างกฎหมายที่ กรธ.จะส่งไปนั้นไม่ได้หวงเหมือนงูจงอางหวงไข่ ที่ไม่ให้ใครมาแตะต้องได้

ยังเชื่อเลือกตั้งปลายปี 60-ต้นปี 61

เมื่อถามว่า จะมีปัจจัยภายนอกที่ทำให้โรดแม็ปต้องเลื่อนออกไปกว่าที่กำหนดหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ตอนนี้ยังกำหนดอะไรไม่ได้ เรื่องปัจจัยภายนอกไม่ใช่หน้าที่ของ กรธ.ที่จะต้องไปคำนึงถึง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ยืนยันว่า กรธ.จะทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นภายในปีนี้ นายมีชัยตอบว่า ถ้าทันเป็นปีนี้ก็คิดว่าจะเป็นช่วงปลายปี หรือไม่ก็เป็นต้นปี 2561

“วิษณุ” แจงกรณีต้องแก้ รธน.ชั่วคราว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีมีการคาดการณ์กันว่ารัฐบาลอาจต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 หากยังไม่มีการโปรดเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายในกรอบเวลา 90 วันว่า ไม่ขอตอบประเด็นนี้ เพราะกลัวว่าพูดไปแล้วจะผิด และไม่อยากให้เกิดความคาดหมายว่าจะต้องมีต้องเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ได้หารือเรื่องนี้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า มีบ้าง เพราะนายกฯ ถามเช่นเดียวกับสื่อ ถ้าหากเกิดกรณีเช่นนั้นจะทำอย่างไร ตนก็ยังตอบไม่ถูก เมื่อถามย้ำว่า หากครบกำหนด 90 วันแล้วยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญลงมาจะเป็นอย่างไร นายวิษณุตอบว่า “ก็ตกไป แล้วจะทำอย่างไรต่อก็ต้องพิจารณากัน ซึ่งอาจต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพราะมันไม่มีช่องทางอะไรเขียนไว้ และถ้าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวจริงต้องประกาศให้ทราบ เพราะจะมุบมิบทำไม่ได้ เรื่องแบบนี้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำได้แต่เพียงคิดไว้ในใจ ไม่มาแลกเปลี่ยนอะไรกันตอนนี้ แต่เมื่อมีอะไรขึ้น คงต้องพูดกันได้ และกรอบ 90 วันนั้น คือวันที่ 6 ก.พ. และถึงอย่างไรประเทศไม่มีทางตัน”

เดินหน้าปรองดองจริงจังปี 60

นายวิษณุให้สัมภาษณ์กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อน 4 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ 3.คณะกรรมการปรองดอง และ 4.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ และจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดอง ว่า เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 กำหนดโครงสร้าง ส่วนรายชื่อกรรมการแต่ละชุดคาดว่าจะออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ทราบว่ามีใครบ้าง คาดว่าจะตั้งคณะกรรมการทั้งหมดภายในเดือน ม.ค.นี้ และจะเรียกประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ภายในสัปดาห์นี้ เมื่อถามว่า เหตุใดนายกฯ จึงหยิบยกการปฏิรูปและการปรองดองขึ้นมาในช่วงนี้ นายวิษณุตอบว่า นายกฯพูดมาตลอดว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2560 จะเป็นโรดแม็ปขั้นต่อไป เดิมคาดการณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเริ่มบังคับใช้ช่วงเดือน พ.ย. 2559 ตามมาด้วยการออกกฎหมายต่างๆ ตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลานี้เดินหน้าสร้างความปรองดอง แต่เมื่อล่วงเลยเวลาที่คาดการณ์ไว้มาประมาณ 1 เดือนเศษจึงคิดว่าหยิบเรื่องการสร้างความปรองดองขึ้นมาทำ

ทำไม่เสร็จส่งต่อให้รัฐบาลใหม่

เมื่อถามว่า คณะกรรมการชุดนี้ถือว่าเป็นการมารับช่วงต่องานจาก สปท.หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า สปท.จะส่งงานเรื่องการปฏิรูปมาให้คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ส่วนเรื่องงานที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติจะส่งมาที่คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่วนเรื่องการสร้างความปรองดองนั้นก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมเคยทำไว้ บวกกับงานที่ สปท.จะเสนอมาให้รัฐบาล เมื่อถามอีกว่าคณะกรรมการทั้งหมดมีเวลาทำงานประมาณ 1 ปี จะสำเร็จหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ทราบ แต่เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันหมดวาระ งานของคณะกรรมการเหล่านี้ยังไม่เสร็จต้องส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่ เขาจะทำตามหรือไม่ทำตามแนวทางก็ได้ แต่เราเห็นว่าอย่างน้อยในช่วงเวลานี้ควรจะทำอะไรเป็นรูปเป็นร่างเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาล แต่คิดว่าการทำงานเหล่านี้คงไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จพร้อมกันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ส่วนจะนำตัวแทนคู่ขัดแย้งมาร่วมเป็นกรรมการปรองดองด้วยหรือไม่นั้น การสร้างความปรองดองทำได้หลายอย่าง บางเรื่องก็จำเป็นต้องมีตัวแทนจากคู่ขัดแย้ง แต่บางเรื่องก็ไม่จำเป็นเพราะหากมีตัวแทนคู่ขัดแย้งเข้ามาจะนั่งขัดแย้งกันในกรรมการ

สปท.ชงองค์กรอิสระเผยทรัพย์สิน

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานเรื่อง “การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง โดยนายวันชัย สอนศิริ ประธานอนุกรรมาธิการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า รายงานฉบับนี้มีสาระสำคัญ อาทิ การปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ อาทิ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง สามารถเอาผิดรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เวทีพูดเพื่อหวังผลทางการเมือง หากใครนำข้อมูลเท็จมาอภิปราย ต้องมีบทลงโทษ การกำหนดคุณสมบัติองค์กรอิสระต่างๆ ต้องมีที่มาชัดเจน และมีความหลากหลาย ไม่ให้ถูกมองว่ามีที่มาจากคนไม่กี่กลุ่ม รวมทั้งให้กรรมการองค์กรอิสระต้องยื่นและเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชน เพื่อความโปร่งใส และเสนอบทลงโทษคดีทุจริต หากเป็นคดีที่สร้างความเสียหายมูลค่า 100-1,000 ล้านบาท ให้มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และคดีที่สร้างความเสียหาย ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ให้มีโทษประหารชีวิต โดยไม่รอลงอาญา หรือลดหย่อนโทษ

ประหารชีวิตคดีทุจริตเกินพันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิก สปท.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรายงาน “การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” อย่างไรก็ตาม ในส่วนข้อเสนอบทลงโทษประหารชีวิตผู้กระทำผิดในคดีทุจริตที่สร้างความเสียหายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีสมาชิกบางส่วนอภิปรายท้วงติง อาทิ นายกษิต ภิรมย์ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาการทุจริตที่แท้จริง และเป็นบทลงโทษที่ไม่เป็นที่ยอมรับในเวทีนานาชาติ ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน สปท.การเมืองชี้แจงว่า ข้อเสนอบทลงโทษประหารชีวิตในคดีทุจริตนั้น สปท.การเมืองไม่ได้เสนออะไรที่ผิดเพี้ยน หรือปฏิบัติไม่ได้ การเสนอบทลงโทษรุนแรง เพื่อให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิดเกิดความยับยั้งชั่งใจ ถ้าไม่เขียนก็ไม่มีใครกลัว เชื่อว่าเป็นมาตรการเหมาะสมที่จะป้องกันการคอร์รัปชันได้ เพราะโทษแค่จำคุกตลอดชีวิตใช้ไม่ได้ ต้องใช้ยาแรง เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการตรวจสอบอำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพ หลังจากที่สมาชิก สปท.อภิปรายให้ความเห็นครบทุกคนแล้ว ที่ประชุม สปท.มีมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 155 ต่อ 0 งดออกเสียง 7 ให้นำรายงานฉบับนี้ส่งให้ ครม.นำไปพิจารณาต่อไป

ยืนสงบนิ่งไว้อาลัย “อาณันย์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงแรกก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้ขอให้สมาชิก สปท.ยืนไว้อาลัยให้ พ.ต.อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิก สปท. ที่เสียชีวิตกะทันหันในวัย 59 ปี ระหว่างเตรียมจะเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายตับ แต่เกิดอาการแทรกซ้อน หลังเข้ารับการรักษาตัวจากอาการโรคหัวใจ ปอด และตับ ในช่วงตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา

สนช.ชงตั้ง กมธ.แก้ระบบอุปถัมภ์

พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เป็นรูปธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการผลักดันแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยว่า หลังจาก กมธ.เสนอรายงานต่อที่ประชุม สนช. เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.59 ปรากฏว่า ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก กมธ.จึงหารือร่วมกันว่าจะดำเนินการต่อ เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จึงเตรียมเสนอญัตติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการไทยให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยนำข้อเสนอแนะจาก สนช. ภาคสังคมทุกฝ่าย เป็นกรอบในการทำงาน คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช.ในวันที่ 19 ม.ค.นี้

กกต.ฟิตทำบัญชีหัวคะแนนรับ ลต.

ที่สำนักงาน กกต. นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต.ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมด้านการสืบสวนสอบสวนรองรับการบังคับใช้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ว่า กฎหมายใหม่เพิ่มอำนาจสืบสวนให้ กกต.เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มั่นใจว่าหลังการเลือกตั้ง กกต.จะพิจารณาเรื่องร้องคัดค้านรวดเร็วเสร็จก่อนการประกาศผลเลือกตั้ง พร้อมทั้งเตรียมข้อมูลการข่าว คู่มือการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง บัญชีหัวคะแนนรายจังหวัดรวมถึงเครือญาติ เชื่อว่าฐานข้อมูลไม่เปลี่ยนแปลงเพราะนักการเมืองไม่เปลี่ยนหัวคะแนน การสอบสวนจะใช้แต่เจ้าหน้าที่สืบสวน กกต. และไม่ให้รับผิดชอบในพื้นที่ของตัวเองเพื่อป้องกันปัญหาความสัมพันธ์กับนักการเมืองในพื้นที่ ดังนั้นการเลือกตั้งในอนาคตจึงอาจเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของ กกต. ส่วนตั้งงบลับหาข่าวนั้น กกต.จะออกระเบียบรองรับและสามารถตรวจสอบได้

ห่วงกติกาทำผู้สมัครไร้คุณภาพ

นายบุญส่งกล่าวว่า ประเมินการเลือกตั้งในอนาคตว่าการร้องเรียนเรื่องทุจริตจะลดลง เพราะนักการเมืองจะระวังมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายมีโทษรุนแรง ทั้งตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้สูง ทำให้กลั่นกรองคนได้ดีพอควร แต่มีความเป็นห่วงระบบเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปคือการให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตเกินกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมด จึงจะมี ส.ส.บัญชีรายชื่อได้ ฉะนั้นอาจมีการส่งผู้สมัครขาดคุณสมบัติ ไม่มีคุณภาพ

จ่อของบจัด ลต.ทะลุ 6 พันล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม กกต.วันที่ 10 ม.ค. จะมีการเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาคำของบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.และการสรรหา ส.ว.ต่อสำนักงบประมาณ เพื่อเตรียมรับการเลือกตั้ง ส.ส.ที่คาดว่าจะมีขึ้นปลายปี 60 หรือต้นปี 61 ตามโรดแม็ปรัฐบาล โดยจะเสนอของบฯในการสรรหา ส.ว. 1,800 ล้านบาทเศษ และงบฯจัดการเลือกตั้ง ส.ส. 4,800 ล้านบาท ที่รวมถึงค่าใช้จ่ายของผู้ตรวจการเลือกตั้งตามแนวทางของ กรธ. โดยคิดเป็นค่าตอบแทน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าเดินทาง ที่ กกต.ประเมินว่าจะใช้ประมาณ 2 เดือนรวม 150 ล้านบาท ถือเป็นปีแรกที่ของบฯรวมในส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมางบฯของ กกต.จังหวัด สำนักงาน กกต.จะเสนอขอรวมอยู่ในงบรายจ่ายประจำปีของสำนักงานที่เสนอขอในแต่ละรอบปีไม่เกิน 200 ล้านบาท

“บิ๊กป้อม” ยึดโรดแม็ปเดิมไม่เคลิ้มโพล

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงผลสำรวจของสวนดุสิตโพลที่ระบุประชาชนต้องการให้จัดการเลือกตั้งในปี 61 เนื่องจากปี 60 ยังไม่พร้อมว่า รัฐบาลไม่ได้คิดว่าผลสำรวจจะออกมาอย่างไร แต่รัฐบาลต้องเดินตามโรดแม็ป ตามที่สัญญาไว้กับประชาชน รัฐบาลไม่ได้คิดว่าจะอยู่ได้หรืออยู่อีกกี่ปี แต่ต้องทำตามโรดแม็ปให้ได้ เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ว่าในปีนี้มีปัจจัยอะไรที่รัฐบาลไม่สามารถทำได้ตามโรดแม็ป พล.อ.ประวิตรตอบว่า ตอบไม่ได้ เพราะโรดแม็ปขั้นตอนที่ 1 ยังไม่จบ เดี๋ยวต้องไปขั้นที่ 2 และ 3 จนถึงการเลือกตั้ง มีขั้นตอนของมันอยู่ เมื่อถามว่า มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า การปฏิรูปมีร้อยกว่าเรื่อง เราพยายามทำอยู่ แต่มันเยอะ

จี้ “ประยุทธ์” กดปุ่มทำตามสัญญา

นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า การถกเถียงเรื่องเลื่อนโรดแม็ปเลือกตั้งหรือไม่นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. บอกไว้ว่าจะเดินตามโรดแม็ปคือจะเลือกตั้งปลายปี 60 จึงไม่มีข้ออ้างอื่นมาอ้าง เรื่องกฎหมายมีมากค้างในสภานั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่สภาชุดต่อไปก็ได้ ต้องจัดลำดับความสำคัญแล้วเดินหน้าตามธงที่หัวหน้า คสช.เคยบอกไว้ ทุกองค์กรรู้ดีเป้าหมายอยู่ที่ไหน จะขยับธงชักเข้าชักออกไปเรื่อยไม่ได้ นักบริหารที่ดีควรทำตามภารกิจสำคัญที่ให้สัญญาประชาคมแก่คนไทยและต่างชาติเอาไว้ให้ได้ นายกฯต้องกดปุ่มส่งสัญญาณให้ทุกส่วนทำตามคำพูด เว้นแต่จะมีปัจจัยนอกเหนือการควบคุมที่ไม่สามารถคาดเดาได้

“บิ๊กตู่” ลั่น 3 เดือนต้องมีผลงาน

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ร่วมกับรัฐมนตรี อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายกฯกล่าวช่วงต้นการประชุมว่า ให้เวลา 3 เดือนต่อจากนี้ การประชุมทุกคณะ ทุกเรื่องต้องได้ข้อยุติ จำเป็นต้องดูแลงานโครงสร้างงานทั้งหมด รวมทั้งผู้ปฏิบัติงาน เพราะที่ผ่านมาตรวจสอบ

พบว่าในทางปฏิบัติยังมีปัญหาอยู่ ยังติดปัญหาหลายอย่าง จึงต้องมีคณะทำงานปฏิรูปขึ้นมา เช่นเดียวกับเรื่องรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องแก้ปัญหาทั้งหมด อยู่ที่ความร่วมมือ ทุกคนมีจิตใจอยากจะทำให้มันเกิดขึ้น เพื่อให้เป็นผลดีกับประเทศ โดยไม่นึกถึงตัวเอง เป็นวิธีที่ตนคิดมาตลอด
ศาลสั่งจำคุกแกนนำ นปช.สู้ต่อถึงฎีกา

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาอุทธรณ์คดีดำ อ.3531/52 ที่อัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล จำเลยที่ 1 นายวีระศักดิ์ เหมะธุลิน จำเลยที่ 2 นายวันชัย นาพุทธา จำเลยที่ 3 นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ จำเลยที่ 4 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยที่ 5 นพ.เหวง โตจิราการ จำเลยที่ 6 นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท จำเลยที่ 7 แกนนำ นปช.หรือคนเสื้อแดงเป็นจำเลยฐานร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายขู่เข็ญ ทำความผิดเป็นหัวหน้าและร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน กรณีการนำแนวร่วม นปช.บุกล้อมบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ เมื่อปี 2550 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 4-7 มีความผิดตามฟ้องพิพากษายืนจำคุกจำเลยที่ 1 2 ปี 8 เดือน และพิพากษาแก้โทษให้จำคุกนายวีระกานต์ นายณัฐวุฒิ นายวิภูแถลง นพ.เหวง จำเลยที่ 4-7 จากโทษ 2 กระทงเหลือ 1 กระทง ให้เหลือจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา หลังฟังคำพิพากษาจำเลยได้ยื่นประกันตัวในชั้นศาลฎีกาต่อไป โดยศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวแกนนำ นปช.ทั้งหมด โดยวางเงินคนละ 500,000 บาทตามหลักทรัพย์เดิม

เล็งขอประกัน “ไผ่” สอบจบการศึกษา

นายอธิพงษ์ ภูผิว ทนายความนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” นักกิจกรรมที่ถูกถอนประกันในคดีความผิดตาม ม.112 เปิดเผยว่า ทีมทนายฯหารือแล้ว จะยังไม่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวนายไผ่ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในระยะนี้เพื่อทำตามขั้นตอนทีละเรื่อง ขณะที่เรื่องเร่งด่วนคือการยื่นเรื่องต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เพื่อขออนุญาตให้ออกมาสอบในวิชาสุดท้ายให้สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษานี้ ที่จะสอบในวันที่ 17-18 ม.ค.โดยจะยื่นเรื่องภายในสัปดาห์นี้

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดานายจตุภัทร์กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวอีกครั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น สำคัญที่สุดคือเรื่องสอบเพื่อจบการศึกษา เพราะหากไม่ได้สอบในวิชานี้จะไม่จบแล้ว ยังอาจถูกรีไทร์ด้วย

องค์กรสื่อจี้ สปท.ทบทวนแทรกแซงสื่อ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป พร้อม 6 ตัวแทนองค์กรสื่อ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการสื่อสารมวลชน เพื่อเสนอแนะข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ โดยนายเทพชัยกล่าวว่า การกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติให้มีอำนาจในการลงโทษตามกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรสื่อ เป็นการเปิดช่องให้มีการแทรกแซงการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระของสื่อมวลชนของฝ่ายการเมืองผ่านสภาวิชาชีพ แทรกแซงกระบวนการสรรหาโดยการตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพจริงเข้ามาเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ทั้งนี้การร่างกฎหมายนี้ควรยึดกับร่างรัฐธรรมนูญเน้นคุ้มครองเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประวิชาชีพสื่อ ไม่ใช่การร่างกฎหมายให้มีองค์กรที่มีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงมาควบคุมองค์กรวิชาชีพอีกชั้นหนึ่ง จึงขอให้กรรมาธิการฯ พิจารณาทบทวนการเสนอกฎหมายที่มีเนื้อหาขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ