วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เดินหน้าออก ม.44 ลดอุบัติเหตุ

ลงโทษหนักคนขับรถสาธารณะ-เจ้าของบริษัท

กรมการขนส่งทางบกเพิ่มโทษหนักผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ-ส่วนบุคคล และเจ้าของบริษัททำผิดกฎหมายขนส่งและรถยนต์ หวังลดอุบัติเหตุให้ได้ เล็งชง “คสช.” เร็วๆนี้ ประกอบการพิจารณาออกมาตรา 44 ส่วนปี 59 ยอดร้องเรียนรถสาธารณะผ่านสายด่วน 1584 พุ่ง 2,676 ครั้ง ส่วนใหญ่ขับรถประมาทน่าหวาดเสียว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ว่า ขณะนี้ ขบ.ได้จัดส่งรายละเอียดข้อเสนอมาตรการเร่งลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะการปรับเพิ่มบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อนำเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาร่วมกับข้อเสนอของตำรวจตาม พ.ร.บ.จราจร ก่อนออกประกาศมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2557 บังคับใช้ต่อไป โดยเบื้องต้นได้ปรับเพิ่มโทษในแต่ละกรณี ดังนี้ กรณีขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เพิ่มโทษจำคุกจากไม่เกิน 1 เดือน เป็นไม่เกิน 3 เดือน ส่วนโทษปรับเพิ่มจากไม่เกิน 1,000 บาท เป็นไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเจ้าของรถนำรถตนเองไปให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตขับขี่นำรถไปขับ เพิ่มโทษปรับจากไม่เกิน 2,000 บาท เป็นไม่เกิน 50,000 บาท

นอกจากนี้ ยังเพิ่มโทษข้อหาการพักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ให้ครอบคลุมไปยังผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลด้วย จากเดิมบังคับใช้เฉพาะกับรถโดยสารสาธารณะ เช่น แท็กซี่ รถตู้ เท่านั้น เพราะที่ผ่านมา ผู้ขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลจะทำผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ข้อหาไม่หนักมาก เช่น ฝ่าไฟแดง หรือเมาแล้วขับ ซึ่งไม่ได้เป็นเหตุให้พักหรือยึดใบอนุญาตขับขี่ แต่จากนี้ไป ตามข้อเสนอกฎหมายใหม่ หากขับรถยนต์ส่วนบุคคลฝ่าไฟแดงแล้วชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต หรือเมาสุราขับรถชนคนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะถูกลงโทษพักหรือเพิกถอนในอนุญาตขับขี่รถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หากพ้นกำหนด สามารถยื่นขอต่อใบอนุญาตใหม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ ขบ.

ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดให้ผู้ประกอบการเจ้าของบริษัทรถยนต์โดยสารสาธารณะ ที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องควบคุมและกำกับให้คนขับรถไม่ขับรถเร็วและฝ่าฝืนกฎหมาย โดยได้กำหนดบทลงโทษกับผู้ประกอบการเพิ่มเติมด้วยนอกเหนือจากการกำหนดบทลงโทษกับผู้ขับขี่ โดยกำหนดโทษลดหลั่นตั้งแต่เบาไปหาหนัก ดังนี้ 1.เพิกถอนทะเบียนรถยนต์โดยสารสาธารณะคันที่ฝ่าฝืนกฎหมายจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นโทษน้อยที่สุด เพราะผู้ประกอบการยังนำรถคันอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำผิดออกวิ่งให้บริการได้

2.ระงับการใช้รถชั่วคราว เพราะรถไม่พร้อมใช้งาน เช่น สภาพเบรก เครื่องยนต์ หรือตัวถัง ไม่ปลอดภัย หากแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยได้ตามเกณฑ์ สามารถนำรถออกมาใช้ได้ 3.พักใช้ใบอนุญาตประกอบการรถโดยสารสาธารณะ กรณีฝ่าฝืนกฎหมายครั้งแรก และ 4.เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการรถโดยสารสาธารณะ กรณีทำผิดกฎหมายซ้ำซาก
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.59 ขบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับรถโดยสารสาธารณะผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร และรับเรื่องร้องเรียนทางเลขหมายโทรศัพท์ 1584 มากถึง 2,676 ครั้ง โดยสาเหตุที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ ขับรถประมาท น่าหวาดเสียว 669 ครั้ง ตามด้วยพนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 308 ครั้ง เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่ทางราชการกำหนด 272 ครั้ง บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง 230 ครั้ง เท่ากับให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมายปลายทาง ไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้าย 114 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสภาพรถไม่มั่นคงแข็งแรง (รถเก่า แอร์ไม่เย็น เป็นต้น) 87 ครั้ง ใช้รถออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต 51 ครั้ง จอดรถขวางทางจราจร ขวางป้ายหยุดรถ 18 ครั้ง ใช้รถผิดประเภท (รถป้ายดำ) 16 ครั้ง พนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถสูบบุหรี่ขณะปฏิบัติหน้าที่ 14 ครั้ง พนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถแต่งกายไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด 10 ครั้ง สภาพรถไม่สมบูรณ์ (ควันดำ) 6 ครั้ง ประตูอัตโนมัติหนีบผู้โดยสาร 1 ครั้ง และอื่นๆ 649 ครั้ง

ทั้งนี้ หากแยกเป็นรายเดือนพบว่า ในเดือน ม.ค. มีการร้องเรียน 178 ครั้ง เดือน ก.พ. 153 ครั้ง เดือน มี.ค. 293 ครั้ง เดือน เม.ย. 406 ครั้ง เดือน พ.ค. 223 ครั้ง เดือน มิ.ย. 172 ครั้ง เดือน ก.ค. 195 ครั้ง เดือน ส.ค. 214 ครั้ง เดือน ก.ย. 181 ครั้ง เดือน ต.ค. 228 ครั้ง เดือน พ.ย. 190 ครั้ง และเดือน ธ.ค. 243 ครั้ง

พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดรถตู้โดยสารสาธารณะเอกชน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ บขส. หรือรถตู้ร่วมบริการ บขส. ประมาณ 4,000 คัน เพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน หากต้องปรับเปลี่ยนจากรถตู้เป็นมินิบัสหรือไมโครบัส จะต้องดำเนินการในรูปแบบใด เพราะรถตู้ร่วมบริการดังกล่าว มีทั้งที่เป็นนิติบุคคล และรถส่วนบุคคล

“ในจำนวนรถตู้ร่วมบริการดังกล่าว เป็นเจ้าของรถตู้มีรถวิ่งให้บริการคันเดียวเกือบ 3,000 ราย ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดให้ชัดเจน หากจะปรับเปลี่ยนรถใหม่จะไหวหรือไม่ จะได้รับผลกระทบอย่างไร หรือมีแนวทางดำเนินการอย่างไร การจะเปลี่ยนต้องดูความเป็นไปได้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีใครขอความช่วยเหลือเข้ามายัง บขส. คงอยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากทางกระทรวงคมนาคม และ ขบ.”

ส่วนการติดตั้งระบบติดตามผ่านดาวเทียม (จีพีเอส) ผู้ประกอบการ ต้องดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ หากครบกำหนดแล้ว ตรวจพบรถคันใดยังไม่ติดจีพีเอส เบื้องต้นจะแจ้งเตือนก่อน แต่หากยังไม่ดำเนินการอีก จะจับปรับต่อไป.