วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘วู้ดดี้’ ประกาศเลิก “เกิดมาคุย” โต้ติดหนี้ อสมท!ลั่นหันไปลุยโซเชียล

ช็อกวงการโทรทัศน์เลย! เมื่อพิธีกรชื่อดัง วู้ดดี้–วุฒิธร มิลินทจินดา ลง IG ประกาศปิดตัวรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ที่ทำมายาวนาน 9 ปี แถมยังมีข่าวเม้าท์ว่ารายการขาดทุน ติดหนี้ อสมท 10 ล้าน ทีมข่าวบันเทิงไทยรัฐเลยต่อสายตรงถาม วู้ดดี้ ถึงเรื่องนี้ว่า ตกลงเรื่องราวเป็นยังไงบ้าง? “มัน 9 ปีแล้ว รู้สึกอิ่มตัว ในเวลาของมัน ตอนนี้ รู้สึกว่าโซเชียลมีเดียของวู้ดดี้เวิลด์มีคอนเทนต์ให้ทำเยอะ เราเลยจะไปโฟกัสตรงนั้น เลยแจ้งทางช่องว่าเราจะปิดรายการ” มีข่าวลือว่าวู้ดดี้ติดหนี้ อสมท 10 ล้าน? “งงมาก เอามาจากไหน ไม่จริงครับ ไม่มีติดหนี้อะไร” ตอนที่แจ้งสถานีผู้บริหารยื้อมั้ย? “เราพูดชัดเจนมากเลยว่า 9 ปีแล้ว อิ่มตัวแล้ว เรามีอีกหลายโครงการที่เราต้องทำต่อ รายการเกิดมาคุยใช้เวลา 1 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงคอนเทนต์มันสั้นมาก ซึ่งถ้าทำในออนไลน์มันเวิร์กกว่า แต่พอมันต้องถ่ายทำ 1 ชั่วโมง กระบวนการผลิตมันก็ใช้เวลาเยอะมาก เทียบกับการไลฟ์สดที่ไม่ต้องรอเวลาออกอากาศ ต้องเข้าใจว่า “เกิดมาคุย” มันหมดอายุแล้วจริงๆ เราจะได้ไปต่อกับอย่างอื่น”

คิดจะไปทำรายการอื่นที่ช่องอื่นมั้ย? “มันมีอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่ได้อยากไปช่องอื่นแล้วทำรูปแบบเหมือนเดิม เราอยากจะได้รูปแบบใหม่ก็คิดๆกับกาละแมร์แล้วน่าจะเป็นที่ช่อง 3 แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่จุดประสงค์หลักคืออยากจะพัฒนาออนไลน์แพลตฟอร์มของวู้ดดี้เวิลด์ให้มันชัดเจน เพราะสุดท้ายคนก็มาดูออนไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบกันเยอะ โทรทัศน์อยู่ในจุดอิ่มตัวแล้ว เราก็อยากให้ทีมของเรามาคลุกคลีกับระบบใหม่ๆ การทำงานรูปแบบใหม่ๆ ทำให้เนื้อหากระชับมากขึ้น ผมเชื่อว่าทุก 9 ปี ชีวิตจะเปลี่ยน 9 ปีต่อจากนี้ไปก็จะเป็นอีกแบบนึง ไปในแพลตฟอร์มใหม่ๆ และปี 2017 ผมอยากจะทำอีกหลายอย่างที่คนไม่เคยเห็น การที่ผมต้องมูฟตลอดเวลา ถ้าผมอยู่นิวยอร์กผมก็สามารถไลฟ์ได้ ไม่ต้องมีกล้องมาตัดต่อเพื่อทำส่งช่อง”

รายการ “ตื่นมาคุย” ยังอยู่? “รายการเช้ายังอยู่ครับ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ผมออกจากการเป็นพิธีกร คงต้องรอดูอีกทีครับ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจครับ” เราเลือกเคลื่อนไหวเร็วก็นำคนอื่น? “ใจเราไปออนไลน์ ดิจิตอลแล้ว เราปิดตรงนี้เพื่อไปอีกโลกนึงเลย เต็มที่และเริ่มต้นใหม่ มันตื่นเต้นและสนุกดี ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มา 9 ปีแล้ว” ผลคดีที่ออกมาก็มีผลกับการตัดสินใจหยุดรายการนี้เหมือนกัน? “ส่วนนึงครับ เพราะเรามานั่งคิดว่าการทำทีวี และมีการไตร่ตรองรายละเอียดยิบย่อยเยอะมาก และเราคิดว่าถ้าเรามีกรอบหรือนโยบายของช่อง ก็จะไม่มีวันได้ถ่ายทอดสิ่งที่เราอยากทำ ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปหมิ่นประมาทใครนะ หมายถึงเรื่องประเด็นการนำเสนอทางช่องอาจจะมองเห็นว่ามันไม่เหมาะสม ยิ่งทำให้การทำงานของเราไม่ได้นำเสนอในสิ่งที่เราเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้โลกโซเชียลคนสนใจเพราะมันมีความเรียลและเร็วมาก ถ้าเราไม่กระโดดไปทำตรงนั้นอย่างรวดเร็วมันเหมือนการว่ายน้ำ จากน้ำจืดมาเป็นน้ำเค็ม ซึ่งเราก็ต้องรู้ว่าเป็นยังไง ก็ต้องรีบไปเรียนรู้ แล้วคิดว่าเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ อีกอย่างนึงคือ การที่ผมเฟซบุ๊กไลฟ์มีรายได้มากกว่าที่ผมรายการออนแอร์ในวันอาทิตย์ 2 เท่าเลยเป็นคุณจะเลือกอะไร และลูกค้าก็มีอะไรใหม่ๆที่อยากให้เราทำกับไลฟ์สดกับออนไลน์ตลอดเวลาเพราะมันสนุกไง”.