5 ยุทธศาสตร์ลดปัจจัยเสี่ยง-คุ้มครอง 21 ล้านเยาวชนจากสื่อออนไลน์ : สร้างภูมิ "เด็กรู้ทันภัยโซเชียล" - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

5 ยุทธศาสตร์ลดปัจจัยเสี่ยง-คุ้มครอง 21 ล้านเยาวชนจากสื่อออนไลน์ : สร้างภูมิ "เด็กรู้ทันภัยโซเชียล"

“สังคมก้มหน้า”

ภาพสะท้อนชัดเจนของผู้คนบนโลกโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ที่แต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์ผ่านเครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่ามือถือหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์

ข้อมูลการสำรวจทางออนไลน์โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ ETDA ช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.2558 จากกลุ่มเป้าหมาย 10,434 คนพบว่า คนไทยช่วงอายุ 15-34 ปี เป็นกลุ่มที่ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดถึง 54.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือวันละเกือบ 8 ชั่วโมง

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตเมื่อ พ.ศ.2556 พบเด็กติดเกมมากถึง 2.7 ล้านคนจากจำนวนเด็ก 18 ล้านคน

การเสพข้อมูลต่างๆบนสื่อออนไลน์ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีโดยปราศจากการคัดกรองอย่างรอบคอบของเด็กและเยาวชน นอกจากจะกระทบต่อการเรียน ยังทำให้เสียเวลา เสียสุขภาพ ขาดสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนรอบข้าง อีกทั้งอาจจะถูกชักจูงไปในทางไม่ดีมีอันตรายหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง ดังที่ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยซึ่งระบุถึงความรุนแรงในเด็กและเยาวชน การถูกล่อลวงจนตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ การพนัน ยาเสพติด การหลอกซื้อขายออนไลน์ ล้วนมาจากต้นตอสื่อออนไลน์ทั้งสิ้น

จึงนำมาสู่การที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2558 มอบหมายให้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ ก่อปัญหาต่อพฤติกรรมและคุณภาพในการเรียนรู้ของเด็ก

ล่าสุด กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ได้ระดมผู้เกี่ยวข้องจัดทำ ร่างยุทธศาสตร์ส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ พ.ศ.2560–2564 กำหนดให้มี 5 ยุทธศาสตร์หลักประกอบด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนากลไกและเครือข่ายที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ และผลักดันให้เกิดศูนย์ประสานงานขับเคลื่อน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การจัดระบบปกป้องคุ้มครองและเยียวยาเด็กและเยาวชน ทั้งการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลงโทษผู้ประกอบการที่ผลิตหรือให้บริการสื่อออนไลน์ที่ไม่ปลอดภัย และจัดให้มีระบบช่วยเหลือเยียวยาผู้กระทำผิดที่เป็นเด็กและเยาวชน

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างองค์ความรู้และการวิจัย และนำองค์ความรู้จากการวิจัยไปสู่การปฏิบัติ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเสริมสร้างศักยภาพเด็ก เยาวชน และบุคคลแวดล้อม ด้วยการสนับสนุนให้เกิดศูนย์ประสานงาน/ปฏิบัติการในการส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทรัพยากร และหน่วยฝึกอบรมด้านการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์

ยุทธศาสตร์ที่ 5 การสร้างความตระหนักต่อสาธารณะ โดยส่งเสริมการผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ สนับสนุนสื่อมวลชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเผยแพร่การใช้ อินเตอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์

นายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดี ดย. กล่าวว่า “ขณะนี้ร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2559 และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบภายในเดือน ม.ค.นี้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ดย.ได้ขับเคลื่อนภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการใช้สื่อออนไลน์ มีภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะตัวแทนเด็กและเยาวชนเข้ามาร่วมทำงานเชิงรุก ร่างยุทธศาสตร์ฯ จะทำให้การทำงานรวมถึงการพัฒนากลไกต่างๆมีความชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อเป้าหมายที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับเด็กและเยาวชน 21 ล้านคนได้รู้เท่าทันสื่อ ขณะที่ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องก็มีอุปกรณ์เครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ห่างไกลจากสื่อที่ไม่เหมาะสม”

เช่นเดียวกับเวทีสิทธิเด็กครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2559 ตัวแทนเด็กและเยาวชนภาคส่วนต่างๆได้พร้อมใจกันประกาศเจตนารมณ์ที่จะใช้สื่อออนไลน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งจะเฝ้าระวังการใช้สื่อออนไลน์ทุกรูปแบบ และจะจัด กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อลด ปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่ไม่เหมาะสม

นายปุณณพัทธ์ อรุณิชย์ตระกูล ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ขยายความถึงเจตนารมณ์ที่ได้ประกาศว่า “เป็นประเด็นที่เด็กและเยาวชนให้ความสำคัญและพร้อมที่จะขับเคลื่อนแก้ปัญหาลดปัจจัยเสี่ยงด้วยตนเอง จากที่ก่อนหน้า เป็นการเรียกร้องให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหา ซึ่งตั้งแต่เดือน พ.ย.2559 สภาเด็กฯ ได้จัดอบรมถึงสื่อออนไลน์ให้กับเยาวชนแกนนำ 4 ภาค ภาคละ 100 คน จากนั้นแกนนำได้นำความรู้ไปขยายผลกับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ที่จะเข้ามาเป็นกลไกการทำงาน และขณะนี้สภาเด็กและเยาวชนทั้ง 77 จังหวัดกำลังเสนอโครงการก้าวทันสื่อ รู้ทันสิทธิออนไลน์ หรือ Be Smart and Safe Online เพื่อขอรับทุนสนับสนุนการดำเนิน กิจกรรมในพื้นที่ผ่านคณะกรรมการกองทุนคุ้มครองเด็ก เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานต่างๆด้วยพลังเด็กและเยาวชนจะตอบโจทย์เจตนารมณ์ที่สภาเด็กฯ ได้ประกาศไว้ในเวทีสิทธิเด็กได้มากพอสมควร”

ทีมข่าวการพัฒนาสังคม เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะร่วมกันสกัดกั้นช่องทางการหลั่งไหลเข้ามาของสื่อที่ไม่เหมาะสมให้ห่างไกลจากตัวเด็กและเยาวชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างภูมิคุ้มกันถือเป็นเกราะกำบังสำคัญที่ตรงจุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

เพื่อเด็กและเยาวชนไทยจะรู้ทันและหลีกเลี่ยงสื่อที่ไม่ปลอดภัยได้ด้วยตนเอง.

ทีมข่าวการพัฒนาสังคม