วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฮาเฮเที่ยวทั่วไทย สุขเสพทุกข์ร่วมต้าน

“เทศกาลเที่ยวไทย”...กำลังปักหมุดหยุดเวลา “ภาคใต้” ประโยคข้างต้นมาจากมุมมองอดีตคนใน ททท. องค์กรกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยให้อะเมซซิ่งไทยแลนด์ไฉไล สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย

สังคมออกจะสับสนอลเวงกับมุมมองต่อนโยบายรัฐบาล “ลุงตู่” กรณีฟากฝั่งรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจ ออกมาประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการชวนเชิญประชาชนคนไทยขยันใช้จ่ายเงินทอง ด้วยการท่องเที่ยวแล้วนำใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ

โดยเฉพาะ...การซื้อบริการนำเที่ยวจากบริษัทนำเที่ยวที่มีใบอนุญาต ประกอบการอย่างถูกต้อง รวมถึงค่าที่พักจากสถานประกอบการ ค่าอาหาร เครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์ และค่าช็อปสินค้าในระหว่างกลางเดือนถึงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งช่วงเวลาที่ว่าเป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่คนไทยนิยมออกเดินทางท่องเที่ยวเป็นทุนอยู่แล้ว

ขณะอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม ที่ดูแลองค์กรการท่องเที่ยวได้ทุ่มเม็ดเงินมหาศาล ซื้อเวลาอัดสปอตโฆษณาผ่านสถานีโทรทัศน์อย่างถี่ยิบ เพื่อจูงใจให้คนไทยไปรวมพลังกันที่

ทุ่งพระเมรุหรือท้องสนามหลวง แล้วจุดเทียนถวายพระเจ้าแผ่นดิน ร.9 พร้อมกับร้องเพลงพระราชนิพนธ์พรปีใหม่ และเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกับประชาชนทั้งประเทศที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรับไปดำเนินการ

วิธีการนั้นก็ดูดีมีหลักการด้วยกันทั้งสองฟากฝั่ง เพียงแต่แนวทางและเป้าหมายดำเนินงานดูจะเป๋ไปคนละทิศคนละทางกันยังไงชอบกลอยู่?

ที่น่าประหลาดใจช่วงที่คนของรัฐบาลทั้งสองฟากฝั่ง กำลังส่งเสริมให้คนไทยออกท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2559-3 ม.ค.2560 พร้อมรณรงค์การขับขี่เป็นช่วง 7 วันอันตราย ที่มีการปูพรมกวดขันวินัยอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ ผลที่ออกมา...ก็อย่างที่รู้ๆกัน ทั้งจำนวนครั้งของอุบัติเหตุที่เกิด ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ล้วนทะลุเป้าสูงสุดกว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านๆมา

ที่น่าสลดใจกว่านั้นเมื่อช่วง 7 วันอันตราย จากการกระตุ้นให้คนไทยออกท่องเที่ยว ได้เกิดอุบัติเหตุรถตู้ชนประสานงาจนเกิดไฟไหม้คร่าชีวิตผู้โดยสารจำนวน 25 ศพ บนถนนบริเวณ จ.ชลบุรี และอีกครั้งรถตู้ชนประสานงาจนเกิดไฟลุกไหม้เหมือนกัน บนถนน จ.นครราชสีมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 4 ศพ

ช่างน่าเวทนา 3 ศพที่เป็นแม่กับลูกสาวและหลานซึ่งเดินทางมาด้วยกัน จนคนเป็นพ่อเมื่อรู้ข่าวไม่เพียงแต่เศร้าต่อการสูญเสีย ยังตัดพ้อต่ออีกว่า...ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอที่จะจัดพิธีศพให้เมีย ลูกและหลานตนเอง...จากเหตุการณ์ชวนเศร้าหมองทั้งสองครั้งนี้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไม่มีแม้เงาผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ตั้งแต่เบื้องบนระดับประเทศลงมาถึงเจ้ากระทรวง...อธิบดี...ผู้ว่าการในรัฐวิสาหกิจ...ลงไปใส่ใจดูแลเลยแม้แต่คนเดียว?

“ผิดกับอุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่แค่แขนขาถลอกปอกเปิกนิดๆหน่อยๆ ก็แย่งซีนแห่กันไปมอบดอกไม้เยี่ยม เพื่อออกหน้าจอโทรทัศน์กันช่องแล้วช่องเล่า”

ในรายถึงขั้นเสียชีวิตก็ยังอุตส่าห์จัดเจ้าหน้าที่เข้าไปอำนวยความสะดวกในการนำศพกลับถิ่นที่อยู่ แล้วก็ออกมาคิดหาหนทางในการทำประกันชีวิตให้ในการเดินทางมาท่องเที่ยวบ้านเรา...

โดยพร้อมจะนำ “ภาษีราษฎรไทย” นี่แหละ เข้าไปอุ้มชูจ่ายค่าคุ้มครองให้

แต่กับ “คนไทย” กันเอง ไม่คิดก็ต้องคิดเพราะเห็นๆกันอยู่ราวกับว่าเหมือน “เส้นผมบังภูเขา” มองอะไรไม่เห็น...ความทุกข์ร้อน เศร้าสลดใจไม่ได้ผ่านแผ้วเข้าไปเลย

นี่คือภาพสะท้อนบางฉากจากการบริหารงานท่องเที่ยวโดยภาพรวม ที่อยากนำมาประเมินคุณค่าความเป็นนักท่องเที่ยวไทยกับนักท่องเที่ยวต่างชาติในยามประสบปัญหาออกมาให้เห็น

แต่เอาเถอะ...ถึงอย่างไรการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปในฐานะองค์กรผู้ช่วยกอบกู้ฐานะทางเศรษฐกิจระดับแถวหน้าไม่แพ้การส่งออกสินค้า

มาดูข้อมูลด้านสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งระบุไว้ว่าในปี 2559 ตลอดทั้งปี ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามา 32.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 สร้างรายได้ 1.65 ล้านบาท

เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 ทะลุเป้าจากที่ตั้งไว้แค่ร้อยละ 8

ส่วนตลาดไทยเที่ยวไทยมากถึง 145 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.32 เงินหมุนเวียน 8.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.84 ใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ร้อยละ 8 โดยรวมทั้งสองตลาดแล้วคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 11 ทำรายได้ 2.52 ล้านล้านบาท...บรรลุเป้าที่ตั้งไว้เพียง 2.4 ล้านล้านบาท

สำหรับปีนี้...คาดการณ์กันว่าตลาดต่างประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปัจจัยบวก เช่น การฟื้นตัวของตลาดรัสเซีย การยกเว้นค่าวีซ่าเข้าไทย ตลอดจนการลดราคาค่าวีซ่าที่สนามบิน

ขณะที่ตลาดเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เช่นกัน ด้วยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวมาตลอด รวมถึงมาตรการกระตุ้นไทยเที่ยวไทย ตลาดท่องเที่ยวไทย จึงดูดีในภาพของการอุ้มชู “ตลาดไทยเที่ยวไทย”...กลับดูแย่

ถึงกระนั้นล่าสุด ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ฟันธงลงมือแกะแผนตลาดท่องเที่ยว 2560 ช่วงต้นปีขึ้นมา เพื่อเริ่มต้นดำเนินงานทันที ในระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค.นี้ โดยจะลงแรงร่วมกับกรุงเทพมหานครจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 37” ขึ้นภายในสวนลุมพินี ช่วงระหว่างบ่ายสองโมงถึงสี่ทุ่มทุกวัน

“งานนี้ ททท.จัดพื้นที่แสดงงานออกเป็น 10 โซน สำหรับปลุกกระแสท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์

ลึกซึ้ง...โซนแนะนำแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมท่องเที่ยวกับอนุสาร อ.ส.ท. ต่อด้วยการแสดงของนักแสดงร่วมสมัย”

การจำลองหมู่บ้าน 5 ภาค จะเป็นการเสนอเอกลักษณ์ของแต่ละ ภาค ทั้งวัฒนธรรมประเพณีผลิตภัณฑ์สินค้า อาหารพื้นเมืองประจำถิ่น

“ภาคใต้”...จะเป็นการปักหมุดหยุดเวลา และต้องการอวดแหล่งท่องเที่ยวทางด้านหาดทรายชายทะเล ซึ่งช่างสอดคล้องกันเหลือเกินตรงที่พื้นที่ปักษ์ใต้บ้านเรา นับแต่ชุมพรเรื่อยไปจนถึงอดีตอาณาจักรศรีวิชัยอย่างสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ต่อเนื่องไปถึงแดนมโนราห์ที่พัทลุง ตรัง

และจังหวัดชายแดนใต้สุด กำลังถูกปักหมุดหยุดเวลาด้วยกระแสน้ำที่เอ่อท่วมมายาวนานตั้งแต่ช่วงปลายปีเรื่อยมาจนถึงเปิดศักราชใหม่ ซึ่งสาหัสสากรรจ์กันอย่างมหันต์

โดยยังไม่รู้เลยว่า หลังน้ำลดการฟื้นฟูจะเสร็จทันงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทยหรือไม่?

แต่ที่น่าเสียดาย...อยากให้รู้ว่า จนบัดนี้ยังไม่มีหน่วยงานท่องเที่ยวใดๆ ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ...อีกเช่นเดิม ไม่ต่างจากเหตุการณ์รถตู้กลายเป็นเชื้อเพลิงผลาญชีวิตผู้โดยสารช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมา

ทั้งๆที่มุ่งหมายวางแผนจะหยิบ “ภาคใต้” มาเป็นสินค้าขายการท่องเที่ยวในงานนี้ “น้ำใจ”...ท่องเที่ยวไทยกำลังจะได้ชื่อ ว่า ปักหมุดหยุดเวลาอยู่แค่ความแห้งเหือดแล้วอย่างกระนั้นหรือ?