รับฟังความเห็นต่าง - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

รับฟังความเห็นต่าง

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ จนทำให้การบริหารบ้านเมืองเป็นอัมพาต เป็นสาเหตุสำคัญในการยึดอำนาจของ คสช. ซึ่งสัญญาว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง โดยกำหนดแนวทางแก้ปัญหาไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ในระยะที่สอง ระบุว่าจะบริหารประเทศ เพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ความรู้รักสามัคคีและความเป็นธรรม

หลังจากกุมอำนาจปกครองประเทศมาเกือบ 3 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในการสร้างความปรองดอง นายกรัฐมนตรีเพิ่งจะเปิดเผยเมื่อไม่กี่วันว่าได้ตั้งคณะกรรมการปรองดอง และคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งประกาศว่าปี 2560 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาล เป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ และสร้างความปรองดองที่เป็นรูปธรรม

หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 คสช.แต่งตั้งทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และมอบหมายให้ศึกษาและเสนอแนะแนวทางการปฏิรูปด้านต่างๆรวมทั้งความปรองดอง แต่กรรมาธิการของ สปท.คนหนึ่งชี้แจงว่า การแก้ไขความขัดแย้ง อยู่ในระหว่างการพิจารณา ยังไม่ได้ข้อสรุป

อันที่จริง สปช. และ สปท. ไม่น่าจะเสียเวลาไปตั้งมากมายในการศึกษาหาแนวทางปรองดอง เพราะเคยมีองค์กรที่น่าเชื่อถือ และมีความเป็นกลางทางการเมือง ได้ศึกษาไว้แล้วถึง 2 องค์กร คือคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และสถาบันพระปกเกล้า ทั้งสององค์กรได้ทำรายงานเสนอแนะไว้ครบถ้วน

สปท. เพียงแต่นำเอารายงานทั้งสองฉบับมาปัดฝุ่น และปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ การสร้างบรรยากาศของความปรองดอง ก็น่าจะเดินหน้าได้ น่าเสียดายที่ไม่มีรัฐบาลใดนำข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ แต่มีบางรัฐบาลหยิบฉวยเอาแค่บางข้อไปทำ โดยไม่ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอน นั่นก็คือออก ก.ม.นิรโทษกรรมสุดซอย ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่

การฟื้นฟูความรักสามัคคีและการสร้างความปรองดองในชาติ นอกจากจะไม่คืบหน้าแล้ว ซ้ำยังมีท่าทีว่ามีความขัดแย้งใหม่ๆเกิดขึ้น ในช่วงรัฐบาลปัจจุบัน แต่เปลี่ยนคู่ขัดแย้งใหม่ เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจ ความขัดแย้งกับคณะสงฆ์ ในกรณีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชและขัดแย้งกับกลุ่มผู้มีความเห็นต่าง

หัวใจของการสร้างความปรองดอง หรือการปฏิรูปคือ การยอมรับความเห็นต่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนเห็นสอดคล้องกับรัฐบาล การปรองดองประชาชนต้องมีส่วนร่วม ดังคำกล่าวของ ดร.โคทม อารียา นักวิชาการสันติศึกษา ที่ว่าการปรองดองเป็นเรื่องดี แต่มีคำถามว่าทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากแค่ไหน ถ้าเป็นกระบวนการที่อยู่ในกรอบแบบทหาร เกรงว่าจะไปไม่รอด.