คิกออฟเมกะโปรเจกต์จุดเปลี่ยนประเทศ : การเมืองนิ่ง-เศรษฐกิจฟู - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

คิกออฟเมกะโปรเจกต์จุดเปลี่ยนประเทศ : การเมืองนิ่ง-เศรษฐกิจฟู

รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินมา 2 ปี 4 เดือน พยายามออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะและวางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถูกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองปรามาสในทางลบมาตลอด

วันนี้ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยังถูกจับตาว่าจะเป็นกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษ เพื่อเป็นฐานสำหรับเดินหน้าปฏิรูปประเทศ หลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ

จังหวะก้าวเดินนับจากต้นปีระกาเป็นต้นไป จะเป็นด่านทดสอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ไก่ขัน หรือหงอยคอตก ผลทดสอบออกมาหน้าไหนย่อมมีผลต่อโรดแม็ปและกลไกสำคัญทางการเมืองช่วงเปลี่ยนถ่ายอำนาจพิเศษของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดย นายสมคิด ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง เริ่มจากฉายภาพดูย้อนไปถึง 10 ปีที่ผ่านมาว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โตจาก 6-7 เปอร์เซ็นต์ หล่นไปเรื่อยเหลือ 5-4-3 จนเหลือ 0.8 เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปี 60

ถามว่าพอใจไหม ถือว่าพอใจ เพราะไต่ขึ้นมาจาก 0.8 เปอร์เซ็นต์ 2.8 เปอร์เซ็นต์และล่าสุด 3 เปอร์เซ็นต์กว่าในปี 59 ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว เมื่อเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้าน จีดีพีเติบโต 6-7 เปอร์เซ็นต์ แต่ขนาดเศรษฐกิจของไทยโตกว่าเวียดนาม 12 เท่า โตกว่าเมียนมา 7-8 เท่า โตกว่ากัมพูชา 20 เท่า โตกว่า สปป.ลาว 30 เท่า

ประเทศเหล่านี้ เศรษฐกิจขยายตัวนิดหนึ่งก็ขยับขึ้นทันที

อุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศเหล่านี้แข็งแรง ทั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ แต่อุตสาหกรรมพวกนี้ผ่านเราไปแล้ว ล่าสุดอุตสาหกรรมสิ่งทอทั้งหมดของจีนที่ค่าแรงสูงกว่าเวียดนาม 2 เท่า ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่เวียดนาม มาไทยไม่ได้ เพราะค่าแรงของไทยสูงกว่า

ฉะนั้นในช่วงนี้เราต้องปฏิรูปโครงสร้างการผลิต ทั้งพยายามหาตัวเก่าที่ไม่มีนวัตกรรมอัพขึ้นมาให้มีมูลค่า หรือหาตัวใหม่ที่เป็นอนาคตของประเทศให้เราอยู่ได้ หากไม่ทำเราไม่มีทางยืนอยู่ได้

เรื่องนี้รอไม่ได้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะแบบนี้ไม่ได้ ครั้งหนึ่ง ฮ่องกง สิงคโปร์ จีนเคยตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ คือ เริ่มลง แต่สามารถกระโดดไปอีกขั้นหนึ่งได้ โดยมีอุตสาหกรรมที่มีจุดขายของตัวเอง เพิ่มจุดขายขึ้นมาแข่งขันได้ ไม่ต้องอาศัยค่าแรงราคาถูก มันก็ขยับเคิร์ฟขึ้นมาได้ และเคิร์ฟเหล่านี้กำลังไปจากไทย

ผมคุยกับญี่ปุ่นว่า เราเป็นมิตรเก่า เขาอยู่กับเราแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มีคนญี่ปุ่นอยู่ 6-7 หมื่นคน เปรียบเหมือนมีบ้านอยู่ที่เมืองไทย มีโรงงานเต็มไปหมด ยกเว้นไม่มีอะไร ไม่มีความแน่นอน มีความเสี่ยงสูง

แต่ขณะนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น เราอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่าน

ทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นก็สบายใจ ผมกำลังอธิบายให้เห็นว่าไทยอยู่ในเส้นเคิร์ฟพวกนี้มาก่อน ถ้าไม่ทรุดลงก็ต้องขยับขึ้นไป พวกนี้ก็จะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จีนตอนนี้ไปอยู่อันดับสูงขึ้น เราต้องไปแทนในสิ่งที่เขาไม่มี ขยับขึ้นเรื่อยๆ ไทยมีเวลาแค่ 2-3 ปี ไม่เช่นนั้นเวียดนามกินเราแน่

เมื่อเราเข้ามาสิ่งแรกที่ทำไม่ให้เศรษฐกิจทรุด คือ อัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน ตำบลละ 5 ล้านบาท หากไม่เติมเงินลงไปชาวนาตายแน่ เพราะรัฐบาลไม่เอาจำนำข้าวและประกันรายได้ ที่เคยก่อให้เกิดปัญหาตามมา

โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยอม ลองนึกภาพดูว่า รัฐบาลทหารยอมใช้กองทุนหมู่บ้าน บวกกับปี 59 ประสบปัญหาภัยแล้ง สินค้าเกษตรราคาตก น้ำมันราคาถูก ทำให้พยุงเศรษฐกิจได้ ทุกอย่างเบาบางลง ไม่ทรุดมากเกินไป

เศรษฐกิจปี 60 เชื่อว่าจะดีขึ้น เพราะตลาดใหญ่ที่สำคัญ 2 ประเทศ ทั้งจีนเริ่มดีขึ้น ญี่ปุ่นสัญญาณดีขึ้น และนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในระยะสั้นจะเป็นประโยชน์กับไทย เพราะมีการทุ่มงบการลงทุนอย่างไม่เคยมีมาก่อน การขยายการลงทุนในสหรัฐอเมริกามีมากขึ้น

ขณะที่ในไทยมีโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่าเป็นล้านล้านบาท จะเริ่มคิกออฟโครงการปี 60 ถึงอย่างไรปีนี้จะต้องหล่อลื่นให้โครงการออกเร็ว ภาคเอกชนก็จะตาม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟ– ดีไอ) จะมาแน่นอน ถ้าทุกอย่างเดินตามโรดแม็ป

ยิ่งขณะนี้โมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจดี การบริโภคเริ่มฟื้นแล้ว

แต่เศรษฐกิจปากท้องยังเป็นปัญหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังแก้ไม่ได้ นายสมคิด บอกว่า แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้ดีแน่นอน ที่สำคัญเมื่อถึงจังหวะที่เศรษฐกิจโต จะทำอย่างไรให้สามารถกระจายความมั่งคั่งไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นได้

เป็นภารกิจที่สองจะต้องปฏิรูปให้มีความสมดุลระหว่างการส่งออก การลงทุนระหว่างประเทศ กับการสร้างเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้แข็งแรง ทั้งด้านการเกษตรและท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การปฏิรูปงบประมาณ กระจายงบประมาณไปสู่กลุ่มจังหวัดมาเชื่อมเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีความต่อเนื่องเชิงยุทธศาสตร์ เครื่องยนต์ที่พัฒนาประเทศจริงๆอยู่ที่กลุ่มจังหวัด เคยผลักดันเรื่องนี้ แต่ไม่ผ่าน เพราะนักการเมืองไม่ปล่อย เลยทำไม่ได้ แต่ พล.อ.ประยุทธ์เอาเป็นครั้งแรก

จึงกำหนดเดดไลน์ก่อน 15 ม.ค.60 ให้รวบรวมตัวเลขมาทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการกลั่นกรองก่อนอนุมัติงบประมาณลงไปให้

นโยบายการขับเคลื่อนพื้นที่กลุ่มจังหวัด เมื่อบวกกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมถึงกันได้หมด อนาคตการกระจายความเจริญจะไปอยู่ส่วนภูมิภาค

โครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านในปีนี้ต้องจบ ถือเป็นหัวใจนำไปสู่การปฏิรูปภาคการเกษตรและคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง ยิ่งได้ให้โจทย์ไปแล้วในการทำดิจิทัลบิ๊กแบนด์ให้กระหึ่มทั้งอาเซียน

และยังมีนโยบายวันเบลท์ วันโรดเชื่อมเอเชียทั้งหมด ที่ไทยเป็นแกนกลางของอาเซียน ถ้าเราก่อสร้างได้ก่อนเขาต้องมาพึ่งเรา ทั้งหมดเป็นการรีฟอร์ม ถ้าทำได้จีดีพีจะมีโอกาสขยับถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์

มาถึงวันนี้ขออย่างเดียวไม่ต้องให้มาเชียร์รัฐบาล แต่อยากให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่

ไม่เช่นนั้นจะไม่เข้าใจและช่วยดูแลงานเหล่านี้ให้สามารถผ่านไปได้ ไม่เห็นผลหรอกในยุคเรา และในยุคนี้การผลักดันโครงการอะไร เช่น ซิงเกิลเกตเวย์จะถูกนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองง่ายมาก

การปฏิรูปเศรษฐกิจจะพลิกประเทศไปทิศทางที่ดีขึ้นในระยะยาว แต่กลับถูกฝ่ายการเมืองมองว่ารัฐบาลหมดมุกถึงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสมคิด บอกว่า มาตรการที่ออกไปต้องขยายให้ประชาชนรู้ว่า มุกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยอยู่รอดได้

ปี 59 ถ้าไม่มีมาตรการเหล่านี้คนมีรายได้น้อยจะลำบากมาก ถ้าเศรษฐกิจทรุดถึงจุดหนึ่งแล้วมันดึงไม่ขึ้น ถ้าเมืองไทยโชคดี 3-4 ปีจะพลิกได้ แต่ถ้ามาบอกว่าหมดมุก จะเอามุกอะไร มุกกระจอกๆผมไม่มีแน่ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย

ขอเดินหน้าทำงานต่อและภาวนาให้มีการเลือกตั้งเร็วแล้วจะไป และทิ้งคนรุ่นใหม่เอาไว้ ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าเขาอยากจะเล่นต่อ

คนรุ่นใหม่ที่จะอยู่ต่อในรูปแบบไหน นายสมคิด บอกว่า ถึงเวลานั้นเขาคงร่วมกับพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่หรือพรรคประชาธิปัตย์สนใจก็ร่วมกันได้

ทีมข่าวการเมืองถาม ว่า หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีชื่อเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ และมีชื่อขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือนด้วย นายสมคิด บอกว่า “ชีวิตของผมแปลก มาตอนที่ย่ำแย่

ต้มยำกุ้งก็ทีหนึ่งแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ 6 ปี มาอยู่การเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นเบอร์สองยิ่งหนัก เดี๋ยวก็โดนอันโน้นอันนี้

ผมมาคราวนี้เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำตรงนี้คนไทยจะลำบาก

รับประกันเลยว่าไม่ตั้งพรรค ถ้าตั้งๆไปนานแล้ว

ไม่มีชื่อผมแน่ เพราะไม่คิดจะเล่นการเมืองต่อ อายุ 64 แล้ว

แต่อนาคตข้างหน้าขอวิเคราะห์ว่า จำเป็นต้องมีพรรคใหม่

เพื่อให้การเมืองมีเสถียรภาพ”.

ทีมการเมือง


advertisement