ปชป.เรียงหน้าบี้ กรธ.ร่าง รธน.ฉบับใหม่ เอื้อ 'แม้ว-ปู' อุทธรณ์คดีได้ - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

ปชป.เรียงหน้าบี้ กรธ.ร่าง รธน.ฉบับใหม่ เอื้อ 'แม้ว-ปู' อุทธรณ์คดีได้

ปชป.เรียงหน้าจี้ กรธ.!! "ราเมศ-วรงค์-ชาญชัย" บี้ กรธ.ร่าง รธน.ฉบับใหม่ เอื้อประโยชน์ "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" อุทธรณ์คดีได้โดยไม่ต้องมีหลักฐาน แม้ "มาร์ค" เคยถามแล้วทั้งคสช.กรธ.สนช. แนะกำหนดเวลาให้กระชับ ยันจะรอดูกฎหมายลูกประกอบปมคดี...

เมื่อวันที่ 7 ม.ค.60 นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดช่องให้จำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถอุทธรณ์คดีได้นั้นว่า กรณีนี้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้จำเลยสามารถอุทธรณ์ได้ในอีกหนึ่งชั้น ซึ่งจากเดิมจะต้องมีพยานหลักฐานใหม่ และข้อเท็จจริงใหม่ในสาระหลักแห่งคดี ซึ่งหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้คดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะได้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ในทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานใหม่ หรือข้อเท็จจริงใหม่แต่อย่างใด ซึ่งประเด็นนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยทักท้วงต่อ กรธ.ไปแล้ว ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะผ่านการทำประชามติแต่ก็ไม่ได้รับการสนใจหรือแก้ไขจากผู้มีอำนาจ จนตอนนี้ได้ความชัดเจนแล้วจากศาลยุติธรรมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์กับคดีจำนำข้าวและคดีอื่นๆ จะได้ประโยชน์ในการอุทธรณ์คดี ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

“ร่างรัฐธรรมนูญนี้อยู่ในระหว่างรอการบังคับใช้ ได้สร้างความสงสัยต่อสังคม มีสิ่งที่ติติงและอดที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญโดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ร่างมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคุณยิ่งลักษณ์ หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ถามมานาน แต่ไม่เคยได้รับคำตอบ จนวันนี้ความจริงเริ่มปรากฏชัดขึ้นว่า กระบวนการดำเนินคดีกับคุณยิ่งลักษณ์ จะได้รับประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะประกาศใช้ว่า สามารถอุทธรณ์คดีได้ทันทีทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย" นายราเมศกล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าเรื่องนี้จะเกิดเป็นปัญหาในอนาคตอีกหรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า หากกฎหมายออกมาแล้วเป็นคุณกับจำเลย ผู้ที่จะวินิจฉัยคืออำนาจตุลาการ แต่หลักโดยทั่วไปจำเลยสามารถใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เขาก็จะใช้ ในส่วนการตัดสินของตุลาการคงไม่มีปัญหาใด แต่ประเด็นที่ต้องตอบปัญหาของประชาชนและสังคมที่เคลือบแคลงใจว่า ท้ายที่สุดแล้ว คสช. กรธ. สนช.เอื้อประโยชน์ให้กับองคาพยพของนายทักษิณหรือไม่ อย่างไร

ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะบังคับใช้เปิดโอกาสให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมช.พาณิชย์ สามารถยื่นอุทธรณ์คดีจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อัตโนมัติ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า เราต้องยึดหลักการที่ว่า คดีอาญาเป็นคดีที่ร้ายแรง การตัดสินอาจมีผลให้จำเลยจำคุก ประหารชีวิต หรือแม้แต่ยึดทรัพย์ ดังนั้นในหลักการ จึงต้องให้มีการทบทวนได้คือ ต้องให้สิทธิ์ในการอุทธรณ์ ตามหลักสากลของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการอุทธรณ์ก็เป็นสิทธิ์ของทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายอัยการ ดังนั้นคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ คดีจีทูจีของนายบุญทรง และอัยการสูงสุดจะได้รับสิทธิ์อุทธรณ์นี้ ถ้าการตัดสินคดีเกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญใหม่บังคับใช้ ไม่ใช่เป็นการปลดล็อกคดีการเมืองใดๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดคล้องกระบวนการยุติธรรมที่เป็นหลักสากลเชื่อมั่นระบบศาล

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญแม้เปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผลการอุทธรณ์ก็คงไม่ต่างไปจากเดิมมาก เพราะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีการเมือง มีการแต่งตั้งองค์คณะถึง 9 ท่าน จากปกติ ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์เพียง 3 ท่าน เท่ากับว่ามีการออกแบบเป็นพิเศษที่รัดกุม สามารถตรวจสอบถ่วงดุลกันเองได้ และองค์คณะตุลาการแต่ละท่านล้วนมีประสบการณ์อย่างน้อย 30 ปีขึ้นไป แต่สิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัว นั่นคือ เมื่อมีการอุทธรณ์ได้ ระยะเวลาในการพิจารณาก็ไม่ควรจะเนิ่นนานจนเกินไป จนผู้กระทำผิดไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อการกระทำผิด ควรต้องกำหนดเวลาชัดเจน

ขณะที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.นครนายก พรรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี เลขาฯ ศาลยุติธรรมระบุถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ผ่านประชามติ ถึงเรื่องสิทธิ์ในการอุทธรณ์คดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สามารถอุทธรณ์คดีใหม่ได้นั้นว่า เป็นเรื่องเดิมที่รัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้ให้ฝ่ายจำเลยสามารถอุทธรณ์คดีได้ในกรณีที่จำเลยจะต้องมีพยานหลักฐานใหม่หรือข้อเท็จจริงใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงสาระหลักในคดีนั้นได้ โดยกำหนดเวลาให้อุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน แต่รัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมาบังคับใช้ ได้แก้ไขโดยกำหนดให้สามารถอุทธรณ์ได้ โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงใหม่ และให้ร้องต่อองค์คณะผู้พิพากษาชุดใหม่ที่ไม่ใช่ชุดที่พิจารณาคดีในชั้นต้น ซึ่งหลังจากนี้ ก็ต้องมาดูด้วยว่ากฎหมายลูกที่จะออกมา จะบัญญัติไว้อย่างไร ว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้จำเลย ที่อุทธรณ์เพื่อประวิงเวลายื้อคดีให้เพื่อหลบหนีไปต่างประเทศ หรือเพื่ออำนวยความยุติธรรมหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องดูประกอบกันด้วย.