วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประธานศาลฎีกาวางแนวทางคดี ปี60 ยึดหลักนิติธรรมสร้าง ศรัทธาแก่ประชาชน

ปีใหม่ พ.ศ.2560 นี้ ศาลยุติธรรมจะครบสถาปนา 135 ปี นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เปิดโอกาสให้ “ไทยรัฐ” รับฟังนโยบายการทำงานของศาลยุติธรรมท่าม กลางปริมาณคดีที่หลั่งไหลเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมมาศาล โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง และในปีหน้าที่จะมีการค้าการลงทุนจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก

ศาลยุติธรรมจะเผชิญหน้าปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

นายวีระพล ตั้งสุวรรณ กล่าวว่า ภารกิจหลักของศาลยุติธรรมคือการอำนวยความยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน งานหลักก็คือการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ โดยได้วางนโยบายการทำงานของศาลยุติธรรมไว้ชัดเจนว่า “อำนวยความยุติธรรมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม”

กล่าวคือการพิจารณาพิพากษาคดีโดยอาศัยเฉพาะหลักกฎหมายหรือการยึดมั่นแต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

หลายครั้งที่ข้อกฎหมายไม่สามารถให้ความเป็นธรรมตามสภาพความเป็นจริงในคดีได้ จุดนี้อาจทำให้เกิดความสงสัยในความยุติธรรม ดังนั้น การพิจารณาพิพากษาคดีภายใต้หลักนิติธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมพึงยึดมั่น และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของสถาบันศาลที่ดำรงอยู่มาเป็นระยะเวลากว่า 135 ปี ให้น่าเชื่อถือต่อไป เป้าหมายสำคัญ คือ

ประชาชนจะต้องได้รับความเป็นธรรมที่ถูกต้องและรวดเร็วภายใต้หลักนิติธรรมเพื่อสร้างความเชื่อศรัทธาแก่ประชาชน

ในด้านการบริหารจัดการคดีนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ.2559 มีปริมาณคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมถึง 1,529,598 คดี และคาดว่าในระยะเวลาที่เหลืออยู่ของปีนี้ จะมีปริมาณคดีถึง 1,600,000 คดี ในขณะที่ศาลยุติธรรม มีผู้พิพากษาทั้งหมด 4,611 คน แต่ศาลยุติธรรมก็สามารถพิจารณาพิพากษาคดีให้แล้วเสร็จไปได้มากกว่า 1,300,000 คดี ทั้งนี้ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจมุ่งมั่นทำงานของผู้ พิพากษา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของศาลยุติธรรม

แต่ถึงกระนั้น นโยบายการบริหารจัดการคดีที่ท่านประธานศาลฎีกาเน้นย้ำอีกประการหนึ่งนอกเหนือจากการตัดสินภายใต้หลักนิติธรรม ก็คือต้องพิจารณาพิพากษาคดีที่ค้างนานให้เสร็จโดยเร็ว มากกว่าการเน้นปริมาณคดีที่เสร็จไป เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความอยุติธรรมนั่นเอง

“ศาลต้องใช้หลักนิติธรรมและกฎหมายต้องเป็นหลัก มิฉะนั้นบ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้”

ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวต่อไปว่า ศาลยุติธรรมต้องเป็นหลักให้แก่บ้านเมือง การพิจารณาพิพากษาคดีไม่ว่าคู่ความจะเป็นบุคคลใด ชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ศาลยุติธรรมก็จะให้ความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ทุกเพศ ทุกชนชั้น ซึ่งได้ทำโดยตลอด การพิจารณาของศาลไม่ได้ดูจากชื่อหรือเชื้อชาติของคู่ความ แต่จะพิจารณาจากนิติสัมพันธ์ของคู่ความเป็นสำคัญ

ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ศาลจะพิจารณาคดีไปตามหลักกฎหมาย แต่ก็คำนึงถึงการอำนวยความยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรมด้วย การตัดสินคดีที่มีความขัดแย้งแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนนี้

แน่นอนว่าเมื่อตัดสินไปทางใดทางหนึ่ง ต้องมีคนแพ้กับชนะ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลจะต้องตอบคำถามต่างๆให้ได้ ศาลต้องยึดความเป็นกลาง ทั้งต้องแสดงความกล้าหาญที่ต้องตัดสินคดีให้ยุติธรรมด้วย

ในเรื่องศาลยุติธรรมกับการค้าและการลงทุนทั้งในระดับภายในประเทศและต่างประเทศนั้น ประธานศาลฎีกาได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2560 ที่จะถึงนี้ คาดว่าจะมีการลงทุนมากมายทั้งในและต่างประ-เทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย

ความน่าเชื่อถือในระบบกฎ-หมายและการอำนวยความยุติธรรมของศาลยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีในทางแพ่ง หรือคดีชำนัญพิเศษต่างๆ อาทิ

คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีภาษีอากร หรือคดีแรงงาน นับว่ามีความสำคัญ หากมีคดีความเกิดขึ้น แต่ศาลจะมีบทบาทในเชิงรับเท่านั้น เพราะสัญญาต่างๆ เช่นสัมปทานหรือนิติกรรมที่เกี่ยวกับการลงทุนโครงการใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง คู่สัญญาโดยเฉพาะภาครัฐหรือฝ่ายเอกชนย่อมมีการตรวจสอบมาอย่างละเอียด หากต่อมามีการผิดสัญญา ศาลจะพิจารณาพิพากษาโดยอาศัยพยานหลักฐานในสำนวนและการตีความตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคู่สัญญาประกอบกับหลักนิติธรรม โดยไม่ว่าคู่ความจะเป็นบุคคลใด ชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ศาลยุติธรรมยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมอย่างเสมอ ภาคและเท่า เทียมกัน เมื่อ ศาล พิจารณาตามกฎหมายและหลักนิติธรรม แล้วพิพากษาอย่างไร คู่ความก็ต้องยอมรับ ส่วนนักลงทุนต่างชาติจะยอมรับหรือไม่ ตนตอบแทนไม่ได้ เพียงแต่ขอให้ภาครัฐออกกฎหมายที่ส่งเสริมการลงทุนและต้องสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจ ส่วนการอำนวยความยุติ-ธรรมเมื่อมีอรรถคดีก็เป็น หน้าที่ของศาลยุติธรรมที่จะดำเนินการต่อไป

เกี่ยวกับการพิจารณาคดี และคดียาเสพติด ที่ทราบว่าประธานศาลฎีกา เป็นคนผลักดันให้แก้ไขกฎ หมาย พ.ร.บ.ยาเสพติด เรื่องนี้นายวีระพล ตั้งสุวรรณ กล่าวด้วยว่า ในปีหน้าศาลฎีกาจะเร่งรัดคดีให้เสร็จไปจากศาลฎีกาและศาลยุติธรรมทั้งหมดให้มากที่สุด คดีความอาจล่าช้าไปบ้าง เพราะผู้พิพากษามีจำกัด แต่ละคดีก็มีพยานบุคคลและพยาน เอกสารจำนวนมาก แต่ก็จะทำให้เสร็จไป ซึ่งปัจจุบันคดีแพ่งและคดีชำนัญพิเศษถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ โดยได้ผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522

กรณีที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเข้มงวด ไม่เปิดช่องให้ศาลมีโอกาสได้ใช้ดุลพินิจในการลงโทษที่เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงของคดีและฐานะของผู้กระทำ ซึ่งที่ผ่านมาจำเลยในคดียาเสพติดไม่มีโอกาสพิสูจน์การกระทำของตนเนื่องด้วยกฎหมายที่รุนแรงและเด็ดขาดนี้ และยังเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อีกด้วย โดยปัจจุบันร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว ได้แก้ไขจากข้อสันนิษฐานเด็ดขาดเป็นให้จำเลยนำสืบหักล้างได้ และ แก้บทลงโทษเปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจลงโทษได้เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งคดี ซึ่งร่างแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะบังคับใช้ในปี 2560 นี้

“ตำแหน่งประธานศาลฎีกามิใช่อำนาจวาสนา หากแต่เป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อสร้างหลักประกันว่า องค์กรศาลยุติธรรมจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวีระพลกล่าว

แม้มุมหนึ่งจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความกังวลที่มีอยู่ในใจ แต่อีกแง่มุมหนึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าท่านประธานศาลฎีกามีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะทำงานเพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ.

เชษฐ์ สุขสมเกษม

ทีมข่าวอาชญากรรม