บริการข่าวไทยรัฐ

แอตลาสยักษ์แบกสวรรค์

แอตลาสกลายเป็นภูเขา.

ถ้าพูดถึงเรื่องยักษ์ก็รู้กันดีว่ามีความเชื่อหรือมีตำนานอยู่ในแทบทุกอารยธรรม วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอเล่าถึงยักษ์สำคัญตนหนึ่งของกรีกครับ ที่ว่าสำคัญก็เพราะยักษ์ตนนี้เป็นยักษ์ประเภทเสาเข็ม คือเป็นหลักของโลกเลยล่ะครับ

ยักษ์ตนนั้นคือ แอตลาส (Atlas) คำว่าแอตลาส หลายๆท่านคงคุ้นกันว่าหมายถึงแผนที่ แน่นอนว่ามันต้องมีที่มาสิครับ ว่าเหตุใดเราจึงเข้าใจคำว่าแอตลาสไพล่ไปหมายถึงแผนที่ได้ยังไง ด้วยวิธีไหน

ประวัติของแอตลาสตามตำนานกรีก เดิมเป็นยักษ์ไทแทน เป็นลูกชายของอีแอพพิทัส (Iapetus) และไคลมินี เป็นพี่ชายของยักษ์สำคัญอีกหลายตนซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โพรมิธิอัส (Prometheus) ผู้ขโมยไฟจากสวรรค์มาให้มนุษย์ แต่เรื่องที่จะทำให้เกิดเรื่องก็อีตอนที่แอตลาสทำตัวเป็นยักษ์แกนนำนำบริวารยักษ์ทั้งหลายโจนเข้าสู่สงครามไจแกนโตมาคี สงครามระหว่างพวกยักษ์ไทแทนกับเหล่าเทวะโอลิมปัส ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวก็คือเขากับน้องชายนามว่าเมเนเทียส อยู่ข้างไทแทน แต่น้องชายอื่นๆ คือโพรมิธิอัสกับเอพิเมธิอัสไปเข้าข้างเทวดาโอลิมเปียน

ทั้งสองฝ่ายต่างโรมรันพันตูสู้กันเป็นระยะยาวนานถึง 10 ปี ถ้าแอตลาสและไทแทนชนะ ทุกอย่างก็ไม่กระไรนัก แต่เอาเข้าจริงฝ่ายไทแทนดันแพ้สิครับ มหาเทพซูสเลยลงโทษเอายักษ์ไทแทนหลายตนลงไปจำขังในคุกทาร์ทารัส ยกเว้นแอตลาสตัวดี ซูสลงโทษหนักกว่าใคร ให้ไปยืนที่ปลายแผ่นดินข้างตะวันตกแล้วแบกท้องฟ้า (ยูเรนัส) ไว้บนไหล่ เพื่อไม่ให้ไกอา (Gaia) ซึ่งก็คือแผ่นดินกับท้องฟ้าลงมารวมตัวกันใหม่ (แล้วผลิตลูกประหลาดๆอย่างพวกยักษ์ไทแทน) เหมือนที่เคยเป็น ซึ่งนั่นหมายความว่าที่เราเข้าใจกันว่าแอตลาสแบกโลกนั้น เข้าใจผิดครับ

เรื่องน่าจะหยุดแค่นี้นะครับ แต่ปรากฏว่า นักโทษแบกสวรรค์อย่างแอตลาสยืนตรึงอยู่กับที่แท้ๆ ยังมีอันต้องไปยุ่งกับชาวบ้าน หรือที่ถูกควรพูดว่าชาวบ้านก็มายุ่งกับเขาอยู่หลายหน สองครั้งในนั้นก็เป็นคราวสำคัญซะด้วย

แอตลาสนั้น แต่งงานกับน้องสาวของเขานามว่า ฟีบี มีลูกหลายคน หนึ่งในนั้นคือเฮสเปอริดีส-นางอัปสรนิมฟ์แห่งสนธยา นางเป็นผู้ดูแลสวนแอปเปิลทองคำของเฮรา สวนนี้เป็นของขวัญวันแต่งงานถวายแก่เฮราจากเทพีแห่งพื้นพิภพ เป็นสวนที่อยู่ใกล้ภูเขาแอตลาสในแอฟริกาตะวันตก แต่ใครๆก็พากันเรียกสวนนี้ว่า สวนแห่งเฮสเปอริดีสจากนามของนางอัปสร ในสวนมีของวิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือต้นแอปเปิ้ลซึ่งออกผลเป็นทองคำ เป็นผลไม้วิเศษที่ใครได้กินเข้าไปก็จะเป็นอมตะ เฮราไม่ค่อยเชื่อใจเฮสเปอริดีสนัก พระนางจึงส่งมังกรลาดอน มังกรที่ไม่เคยหลับมาช่วยเฝ้าผลไม้ทองคำอีกแรงหนึ่ง

วันดีคืนดีระหว่างที่แอตลาสกำลังอึดฮึดแบกสวรรค์อยู่นั้น เฮอร์คิวลิสก็โผล่เข้ามาในวงเวียนชีวิตครับ เนื่องจากว่าเขาต้องทำงานไถ่ทัณฑ์สิบสองประการ และงานชิ้นที่สิบเอ็ดนั้น คือการไปเอาผลแอปเปิ้ลทองของเทพีเฮสเปอริดีสครับ

ทัณฑ์ประการนี้เล่นเอาเฮอร์คิวลิสถึงกับมึน ไม่รู้จะทำยังไง เขาเพียงแต่รู้ว่าแอตลาสผู้แบกสวรรค์ไว้บนบ่าเป็นบิดาของเทพอัปสรเฮสเปอริดีส เขาจึงไปหาแอตลาสและขอให้ช่วยไปเอาแอปเปิ้ลทองมาให้

“ข้าจะแบกสวรรค์แทนท่านสักครู่หนึ่งตอนที่ท่านไปเอาแอปเปิ้ล” เฮอร์คิวลิสเสนอโอกาส

แอตลาสเห็นเป็นช่องจะเป็นอิสระจากงานอันหนักหนาสาหัส จึงตอบตกลงอย่างยินดี เขาหายไปพักใหญ่ๆก็กลับมาพร้อมแอปเปิ้ลทองคำ แต่เมื่อมาถึงกลับไม่ยอมมอบให้เฮอร์คิวลิสครับ เพราะตอนนี้เขาไม่อยากแบกสวรรค์ให้หนักต่อไปอีกแล้ว ในเมื่อเฮอร์คิวลิสรับภาระสวรรค์แทนเขาได้ ก็น่าจะทำตลอดไปเสียเลย

“ข้าจะนำแอปเปิ้ลไปถวายราชาแทนเจ้าเองก็แล้วกัน” แอตลาส บอกกับเฮอร์คิวลิส

เฮอร์คิวลิสชักเหนื่อยครับ ไม่รู้จะต่อสู้กับแอตลาสยังไง พละกำลังหรือก็หมดไปกับการแบกสวรรค์มากโข คงเหลือแต่ไหวพริบอย่างเดียวที่จะเอาตัวรอด แถมถ้าสำเร็จจะรอดได้อย่างดีพร้อมกับคว้าแอปเปิ้ลไปด้วยได้

“หากเช่นนั้น...” เฮอร์คิวลิสทำทีเห็นใจและไตร่ตรอง “ท่านช่วยกลับมาแบกสวรรค์ไว้ตามเดิมสักครู่ พอให้ข้าเอาผ้ารองบ่าบรรเทาความเจ็บลงเสียหน่อยก็แล้วกัน” มนุษย์ทรงพลังต่อรอง แอตลาสก็หลงเชื่อ เฮอร์คิวลิสจึงยกสวรรค์วางบนบ่าแอตลาสตามเดิม แล้วฉวยแอปเปิ้ลทองได้ก็วิ่งจากไป นำแอปเปิ้ลทองไปให้ยูริสธีอัส ยูริสธีอัสก็เอาไปบูชาแก่เทวีอธีน่าอีกที เทวีก็สั่งให้เขาเอาไปคืนที่เดิม เนื่องจากแอปเปิ้ลทองคำเป็นของที่ไม่สมควรมีมนุษย์คนใดบนโลกได้เห็น

เป็นอันว่าแอตลาสได้ถอนหายใจหน่อยเดียว ภาระแบกสวรรค์ก็กลับมาหนักอึ้งบนบ่าเพราะไม่ทันเกม

ตอนท้ายเรื่องนี้ในตำนานบางสำนวนมีการแถมไว้อีกหน่อยด้วยว่า เฮอร์คิวลิสจัดการฆ่ามังกรของเฮสเปอริดีส และยังได้สร้างเสาหินมหายักษ์เข้าไว้ในที่ปลายโลกทั้งสองด้านเพื่อค้ำสวรรค์ เรียกกันว่าเสาหินแห่งเฮอร์คิวลิส (Pillars of Hercules) บางทีอาจเพื่อช่วยปลดปล่อยไทแทนออกจากภาระอันหนักหนาสาหัส เช่นเดียวกับที่เขาช่วยปล่อยโพรมิธิอัสจากการลงทัณฑ์ของซูสด้วย

และเพราะว่าสถานที่ที่แอตลาสยืนแบกสวรรค์นับเป็นจุดตะวันตกที่สุดเท่าที่คนกรีกโบราณเคยรู้จัก ดังนั้น พวกเขาจึงตั้งชื่อมหา– สมุทรที่อยู่ใกล้ที่ที่แอตลาสยืนอยู่ว่า แอตแลนติก ซึ่งหมายถึง “ทะเลแห่งแอตลาส” เพื่อเป็นเกียรติกับเขาไงครับ

ในบางสำนวนยังมีอีกคนหนึ่งที่เข้าไปยุ่มย่ามในชีวิตของแอตลาสนะครับ คนคนนั้นคือเพอร์ซิอัส คนเดียวกับที่ฆ่าเมดูซานั่นละ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนตำนานสำนวนนี้ออกแนวพันกันไปมากับตำนานเฮอร์คิวลิสที่ผมเพิ่งเล่าไป และจะเป็นการอธิบายถึงภูเขาแอตลาสมากกว่าจะเป็นเรื่องของแอตลาสผู้แบกสวรรค์โดยตรง

เอาเป็นว่าผมเล่าเป็นของแถมก็แล้วกัน

เรื่องแอตลาสสำนวนนั้นเล่าว่า หลังจากทำภารกิจ ฆ่าเมดูซาได้แล้ว เพอร์ซิอัสก็ขยุ้มหัวกอร์กอนเมดูซาพาบินไปเหนือแผ่นดินและทะเลอันกว้างไกล กระทั่งตกค่ำเมื่อไปถึง เขตสุดของพื้นพิภพที่พระอาทิตย์ตกดิน เพอร์ซิอัสตั้งใจจะพักเสียหน่อยรอให้ถึงเช้า แต่ที่นั่นเป็นอาณาเขตของกษัตริย์แอตลาสผู้ซึ่งมีขนาดใหญ่โตเกินมนุษย์ทั่วไป เขามีฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ แต่ไม่มีเพื่อนบ้านหรือคู่อริในอาณาบริเวณของตน ความภาคภูมิใจที่สุดประการเดียวของแอตลาสคือสวนของเขาซึ่งมีผลไม้เป็นทองคำ ผลไม้วิเศษนี้ห้อยย้อยลงมาจาก กิ่งไม้ใบไม้ทอง เขาจึงไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งในพื้นที่นี้ก็เพราะกลัว จะโดนขโมยแอปเปิ้ล ดังนั้น เมื่อแอตลาสเห็นเพอร์ซิอัสก็ออกมาไล่

“ข้าเป็นแขกของท่านนะ” เพอร์ซิอัสว่า “หรือหากท่านคิดว่า ข้าไม่มีเกียรติพอละก็ ขออ้างหน่อยเถิดว่าข้าเป็นสายโลหิตแห่งเทพจูปิเตอร์ (ซูส) คือพ่อของข้า และหากถามหาเกียรติประวัติอันสูงส่งก็ขอบอกว่า ข้านี้แหละเป็นผู้พิชิตกอร์กอน...ข้าเพียงมาที่นี่เพื่อหาที่พักและอาหาร”

แอตลาสนึกได้ในทันทีนั้น ถึงคำพยากรณ์แต่โบราณเตือนเขาไว้ว่าจะถูกลูกของจูปิเตอร์ขโมยแอปเปิ้ลทองคำในสวน จึงตั้งใจขับไล่ชายหนุ่มหนักขึ้นอีก “ไปให้พ้น! หรือเจ้าคิดว่าที่อ้างเอาวีรกรรมและเชื้อสายนั่นจะช่วยปกป้องเจ้าได้” แอตลาสพยายามดันเพอร์ซิอัสให้ออกจากที่ถิ่นของข้า

เพอร์ซิอัสพบว่า แรงผลักของยักษ์มีมากกว่า แวบนั้นเขาคิดอะไรขึ้นได้

“เมื่อเจ้าให้ค่าแก่มิตรภาพแค่นี้ ก็จงรับเอาของขวัญจากข้าหน่อยเป็นไร” เพอร์ซิอัสว่าแล้วหันหน้าหนีพลางชูหัวเมดูซาขึ้น แอตลาส ไม่ทันรู้ก็มองเมดูซาเต็มตา ซึ่งใครที่หาญกล้ามองหน้าเมดูซาล่ะก็จะต้องกลายเป็นหินทันที ดังนั้น ผมและหนวดเคราของแอตลาสกลายเป็น ป่า แขนและไหล่กลายเป็นหน้าผา กระดูกกลายเป็นหิน แต่ละส่วนเหล่านั้นเพิ่มทวีจำนวน

ขึ้นเองเรื่อยๆ จนกลายเป็นภูเขา (ตามประสงค์ของเทพเจ้า) สวรรค์กับดาววางอยู่ตามไหล่ และส่วนที่ไร้ประโยชน์ทั้งหลายของแอตลาสก็กลายเป็นภูเขาตั้งแต่นั้นมา เชื่อกันว่าหินแอตลาสก็เป็นรากฐานของภูเขาแอตลาสใน โมร็อกโกนั่นเองครับ

แอตลาสยังเป็นเทพผู้แนะนำความรู้เรื่องดาราศาสตร์ให้มนุษย์ เป็นเครื่องมือที่บรรดาชาวเรือได้ใช้นำทางในทะเลและเป็นประโยชน์แก่ชาวไร่ชาวนาในการวางแผนเพาะปลูก หรือบางทีก็ผสมกัน แอตลาสเลยกลายเป็นเทพผู้วางสวรรค์ไว้บนแกน ทำให้ดวงดาวโคจรไป

ชื่อของแอตลาสเป็นที่รู้จักกันดีว่าเกี่ยวข้องกับการสร้างแผนที่และหนังสือแผนที่ สิ่งพิมพ์ที่ทำให้ยักษ์ไทแทนแอตลาสเข้าไปเกี่ยวข้องมาจากฝีมือแอนโทนิโอ ลาเฟรริ บนภาพพิมพ์หน้าปกในปี 1572 อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใช้คำว่าแอตลาสเป็นชื่อหนังสือนะครับ แต่เป็นภาพประกอบปก ซึ่งเจอราดัส เมอร์คาเตอร์ นำเอารูปแอตลาสแบกโลก (ไม่ใช่แบกสวรรค์ตามตำนาน) วางประกอบไว้ที่หน้าปกหนังสือแผนที่ ซึ่งก็กลายเป็นที่จดจำไปในวงกว้าง ตั้งแต่นั้นมาแอตลาสก็เลยแบกโลกไปโดยปริยาย และก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังสือแผนที่ไปด้วย.

โดย : คอสมอส
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน