วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์ VS คิม–มวยถูกคู่!

ไม่มีทาง? –แฟ้มภาพนายโดนัลด์ ทรัมป์ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ขณะกล่าวปราศรัยที่รัฐเพนซิลวาเนีย ก่อนทวีตข้อความตอบโต้ผู้นำเกาหลีเหนือ ทำให้เค้าลางแห่งการเผชิญหน้าเริ่มปรากฏ (เอพี)

หนึ่งในความท้าทายใหญ่หลวงที่สุดของผู้นำสหรัฐฯ ในยุคใหม่ก็คือการรับมือกับ “เกาหลีเหนือ” ซึ่งยังอยู่ใน “ภาวะสงคราม” กับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ ตั้งแต่สงครามเกาหลีช่วงปี 2493-2496 ยุติลง และสำหรับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาใน 20 ม.ค.นี้ก็เช่นกัน

เค้าลางการเผชิญหน้าเริ่มปรากฏ เมื่อคิม จอง-อึน ผู้นำโสมแดง กล่าวสุนทรพจน์ในวันปีใหม่ว่า เกาหลีเหนืออยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่จะทดสอบ “ขีปนาวุธข้ามทวีป” (ไอซีบีเอ็ม) ที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ยิงได้ไกลถล่มถึงดินแดนสหรัฐฯ ส่วนทรัมป์ก็ “ทวีต” ตอบโต้ทันควันว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น!”

เท่าที่ผ่านมา นโยบายเกาหลีเหนือของทรัมป์ยังสับสน เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 ก่อนชนะเลือกตั้ง เขาเคยเรียกร้องเจรจากับคิม จอง-อึน โดยตรง ขณะเดียวกันก็ย้ำว่า “จีน” ลูกพี่ใหญ่และพันธมิตรหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือต้องช่วยกดดันให้เกาหลีเหนือยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธด้วย

ห้วงเพลานี้ ประชาคมโลกจึงจับตามองอย่างระทึกว่าโสมแดงจะ “ลองของ” ทดลองยิงไอซีบีเอ็มในช่วงทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งใน 20 ม.ค.นี้หรือไม่ และถ้า “มันเกิดขึ้นจริงๆ” ทรัมป์จะรับมือยังไง?

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯเผยว่า จริงๆแล้ว เหล่าผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ พิจารณา “ทางเลือก” ต่างๆที่จะจัดการโสมแดงมา 70 ปีแล้ว ตั้งแต่ก่อนยุคสงครามเกาหลี และใน 20 ปีหลัง ทั้งรัฐบาลพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ใช้นโยบายการทูตทั้งแบบ “ไม้แข็ง” และ “ไม้นวม” แต่ล้มเหลวมาตลอด

รัฐบาลสหรัฐฯ 3 ชุดหลัง ตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีบิล คลินตัน พยายามใช้การทูตโน้มน้าวให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์แลกกับความช่วยเหลือต่างๆ แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง ที่ดูมีความหวังที่สุดก็คือปี 2537 มีข้อตกลงให้เกาหลีเหนือเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต่อไปได้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ ทำให้โสมแดงระงับการเพิ่มสมรรถนะแร่ “พลูโตเนียม” ไปหลายปี แต่เมื่อรู้ว่าเกาหลีเหนือยังพยายามเพิ่มสมรรถนะแร่ “ยูเรเนียม” เพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่ ข้อตกลงนี้ก็ล่มอีก

ปี 2549 นานาชาติเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือหนักขึ้นหลังทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรก แต่โสมแดงก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมมุดรูตาข่าย เดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป ส่วนเวที “เจรจา 6 ฝ่าย” ที่จีนเป็นเจ้าภาพ มีสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และรัสเซียร่วมด้วย ก็หยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2552 เพราะเกาหลีเหนือถอนตัว แม้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา พยายามรื้อฟื้นการเจรจาในปี 2555 หลังคิม จอง-อึน ขึ้นกุมอำนาจใหม่ๆ โสมแดงก็พยายามทดลองขีปนาวุธพิสัยไกล ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล่มอีก!

ตั้งแต่นั้น สหรัฐฯก็ใช้นโยบาย “อดทนอดกลั้นเชิงยุทธศาสตร์” เรียกร้องให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์ก่อนเปิดการเจรจากันใหม่ แต่โสมแดงปฏิเสธ แถมตั้งเงื่อนไขกลับว่าสหรัฐฯต้องหยุดซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ และเปิดเจรจา “สนธิสัญญาสันติภาพ” โดยตรง เพื่อยุติภาวะสงครามแบบถาวร แต่สหรัฐฯก็ไม่ยอม เพราะเชื่อว่าเป็นแค่เล่ห์เหลี่ยมผ่อนคลายการถูกโดดเดี่ยวเท่านั้น ไม่คิดยุติโครงการนิวเคลียร์จริงๆ

ปีที่แล้ว สหรัฐฯเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโสมแดงหนักขึ้นอีก โดยลงโทษบริษัทและธนาคารต่างชาติที่ทำธุรกรรมกับเกาหลีเหนือ แต่โสมแดงก็ไม่สะเทือน เพราะถูกโดดเดี่ยวเกือบสิ้นเชิงอยู่แล้ว

ไม่เหมือนกรณี “อิหร่าน” ซึ่งถูกคว่ำบาตรทั้งด้านน้ำมัน การค้า การเงิน ซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของตนซะงอมพระราม จนยอมทำข้อตกลงระงับโครงการนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ในปี 2558

รัฐบาลสหรัฐฯทุกสมัยพยายามกดดัน “จีน” ให้ช่วย เพราะจีนมีการค้ากับโสมแดงมหาศาล ถ้าจีนเลิกอุ้ม เกาหลีเหนือต้องแย่แน่ๆ แต่จีนก็ไม่ยอม เพราะกลัวว่าถ้าเกาหลีเหนือล่มสลาย จะมีผู้ลี้ภัยทะลักเข้าจีนหลายล้านคน อีกทั้ง 2 เกาหลีจะรวมชาติและกลายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามจีน

การที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรลงโทษโสมแดงเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ก็มีเป้าหมายหลักคือ “อุดช่องว่าง” ไม่ให้จีนซื้อถ่านหินจากเกาหลีเหนือได้นั่นเอง!

เมื่อทั้งการทูตและขอให้จีนช่วยไม่สำเร็จ สหรัฐฯจะหันไปใช้นโยบาย “การทหาร” ชิงโจมตีเกาหลีเหนือก่อน ก็ไม่กล้าทำอีก เพราะมีความเสี่ยงสูงที่เกาหลีเหนือจะตอบโต้ ระดมยิงปืนใหญ่ถล่มกรุงโซล เมืองหลวงเกาหลีใต้จนพังราบเป็น หน้ากลอง ยิ่งโสมแดงมีอาวุธนิวเคลียร์ด้วยแล้ว ยิ่งน่าสะพรึงเข้าไปใหญ่

รัฐบาลคลินตันเคยคิดจะชิงโจมตีแหล่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือมาแล้วแต่ต้องล้มเลิกเพราะมีความเสี่ยงสูงดังที่ว่า ยิ่งขณะนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะโสมแดงขยายโครงการอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธใหญ่โตสลับซับซ้อนขึ้นมาก เป้าโจมตีจึงมากขึ้นยากขึ้น

นอกจากนี้ ทั้ง “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ก็คงไม่เอาด้วย เพราะกลัวถูกโสมแดงโจมตีตอบโต้ฉิบหายวายป่วงกันไปหมด อีกทั้งจะดึง “จีน” ซึ่งเคยช่วยโสมแดงทำสงครามเกาหลีเข้ามาร่วมวงไพบูลย์ด้วย โดยเฉพาะขณะนี้ จีนและสหรัฐฯ ก็ฮึ่มฮั่มใส่กันอยู่หลายเรื่อง รวมทั้งที่ “ทะเลจีนใต้”

โดนัลด์ ทรัมป์ จึงมีทางเลือกน้อยมากที่จะจัดการกับเกาหลีเหนือ ซึ่งมุ่งมั่นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีเดียวที่จะป้องกันการรุกรานจากสหรัฐฯ และพันธมิตรได้

ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า เกาหลีเหนืออาจติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์กับขีปนาวุธพิสัยใกล้และกลางได้แล้ว ซึ่งเป็นภัยคุกคามเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและฐานทัพสหรัฐฯ ในทั้ง 2 ประเทศนี้และที่เกาะกวม และภายใน 2-3 ปีนี้ อาจสามารถติดหัวรบนิวเคลียร์กับไอซีบีเอ็มยิงไกลถึงสหรัฐฯได้ก่อนทรัมป์หมดวาระใน 4 ปีข้างหน้า!

แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ทรัมป์กับคิม จองอึน เป็นผู้นำที่มี “ลูกบ้า” และคาดเดาจิตใจได้ยากทั้งคู่ เป็น “มวยถูกคู่” ซึ่งอะไรๆอาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น!

บวร โทศรีแก้ว