บริการข่าวไทยรัฐ

ศรัทธา“ประยุทธ์” ชี้ขาดยื้อโรดแม็ป

ผ่ากระบวนท่า“สับขาหลอก”เลื่อนเลือกตั้ง

เทศกาลแห่งความสุขปีใหม่ผ่านพ้นไป กลับคืนสู่ภาวะปกติ

ทิ้งไว้แค่ควันหลง ตัวเลขสถิติความสูญเสียที่กรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม 7 วัน ช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2560 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,919 ครั้ง

ผู้เสียชีวิตรวม 478 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 4,128 คน

มากเป็นประวัติการณ์ แถมแนวโน้มมีแต่จะสูงขึ้นทุกปี ทั้งๆที่ภาครัฐและเอกชนช่วยกันรณรงค์สุดกำลัง ทั้งการขอร้องให้ช่วยกันให้ความร่วมมือ หรือถึงขั้นบังคับใช้กฎหมายขั้นรุนแรง

ยกเป็นวาระแห่งชาติแบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศเลยว่า รัฐบาลถือเป็นวาระสำคัญที่ต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุและการดื่มแอลกอฮอล์ มีเป้าหมายลดจำนวนอุบัติเหตุจำนวนยานพาหนะที่ถูกดำเนินคดีในเทศกาลปีใหม่

แต่ก็เหมือนไม่มีความหมาย สรุปคนเจ็บคนตายยังพุ่งไม่หยุด

จุดเดียวเลยที่ยังแก้ไม่ตก นั่นคือจิตสำนึกของคน

ดีที่สุดก็คงทำได้แค่สวดมนต์ภาวนาให้แคล้วคลาด เพราะยังไงประเทศไทยก็ยากจะหลุดพ้นวังวนความสูญเสียบนท้องถนนในช่วงเทศกาล

อยู่ที่ว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป

ส่วนที่แทบจะไม่ได้ฉลองเทศกาลปีใหม่กันเลย พี่น้องประชาชนในจังหวัดภาคใต้ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี นราธิวาส

ต้องเผชิญกับอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในรอบหลายปี

สถานการณ์หนักถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องนำทีม ครม.และข้าราชการที่เกี่ยวข้องคณะใหญ่ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสตรวจสถานการณ์ เยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบอุทกภัย

ช่วยผ่อนคลายทุกข์จากเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า

ผลจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปของโลกคาดการณ์ไม่ได้อีกต่อไป

ตัดฉากกลับมาที่สถานการณ์ทางการเมืองที่เข้าสู่ปีใหม่ ซึ่งแน่นอนก็ต้องตามมาด้วยเงื่อนไขใหม่ และการคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงใหม่

ภายใต้ขุมข่ายอำนาจพิเศษเก่า ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์และทีมงาน คสช.

นับตั้งแต่การรัฐประหารเงียบ ยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลนักการเมือง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ผ่านมาจนปีใหม่ 2560 ก็ขึ้นปีที่ 3

ผ่านมา 4 พ.ศ. กินเวลาเกือบ 3 ปีเข้าไปแล้ว

แนวโน้มการทำตามสัญญาคืนความสุขให้คนไทยยังจับต้องได้ไม่เต็มไม้เต็มมือ

พูดกันตรงๆก็คือ ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ “นายกฯลุงตู่” ต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดพักเทศกาลปีใหม่ลงมือร่าง “โมเดล” ในการเดินหน้ายุทธศาสตร์ปฏิรูปและปรองดอง

ตั้ง “คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ” ในระยะที่ 2

ต่อเนื่องถึงการสั่งการในที่ประชุม ครม.นัดแรกประเดิมปีใหม่ ให้มีการจัดลำดับความสำคัญในเรื่องเร่งด่วนเพื่อทำให้สังคมได้รับรู้ถึงความคืบหน้าการทำงานของรัฐบาล คสช.

ถึงจังหวะต้องส่งการบ้านให้ประชาชนสัมผัสได้ถึงเนื้องาน

บนพื้นฐานที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 “ปฏิรูป–ปรองดอง” คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศเป็นสัญญาประชาคมแลกกับฉันทามติของประชาชนคนไทย

มอบอำนาจพิเศษให้นำประเทศก้าวข้ามวิกฤติ “ติดหล่ม”

ในอารมณ์ที่สังคมไทยยังไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ในมุมของการปฏิรูปที่ยังลอยๆเป็นนามธรรม แถมยังไม่ทันได้นำไปปฏิบัติก็ถูกตั้งแง่ต่อต้านแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี เป็นการครอบงำรัฐบาลในอนาคตให้ต้องเดินตามเกมอำนาจของทหาร

นักการเมืองแท็กทีมต้านแบบสุดกำลัง

ขณะที่เงื่อนไขปรองดองยังไม่เห็นหนทางปฏิบัติ นอกจากการปรองดองที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยรอบ 70 ปี น้ำตาเจือจางสีขั้วขัดแย้งให้จางลงไป

แต่ลึกๆก็ยังแฝงไปด้วยปมแตกแยก พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

สรุปตามสถานการณ์ประเทศไทยยังไม่หลุดจากวังวนเก่าๆ แม้จะเข้าสู่ปีใหม่ 2560 แล้ว

เทียบกับเทอมรัฐบาลทั่วไปคือ 4 ปี ตามเงื่อนเวลาที่เข้าสู่ห้วงปลายโรดแม็ปของ คสช.

โดยเฉพาะจุดสำคัญคือรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งตามปฏิทินจะมีการประกาศบังคับใช้ภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ และตามโปรแกรมต่อเนื่องจะเป็นจุดเริ่มนับหนึ่งของกระบวนการร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ฯลฯ

ต้องเสร็จภายใน 8 เดือน หรือ 240 วัน

ซึ่งก็จะทันกำหนดเลือกตั้งปลายปี 2560 ตามสัญญาประชาคมที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลทหารของไทย ได้ประกาศต่อนานาชาติ

เป็นโอกาสที่จะกู้สถานการณ์ “แซงก์ชั่น” โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่การเมืองก็จะคืนกลับสู่ธรรมชาติ ตามกระแส ความเคลื่อนไหวของป้อมค่ายต่างๆขยับเตรียมแต่งตัวกลับมาลงสนามเลือกตั้ง รวมถึงการตั้งพรรคการเมือง “นอมินี” ทหารขึ้นมารองรับเกมอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ “เต็งหาม” นายกฯคนนอก

ทุกฝ่ายยึดตามโรดแม็ปเป็นที่ตั้ง

นักธุรกิจ นักลงทุน นักเลือกตั้ง รวมถึงประชาชนคนไทยก็ลุ้นให้เป็นไปตามคิวนี้

เพราะมันคือโอกาสที่จะทำให้สถานการณ์เมืองไทยกลับสู่ภาวะปกติ ได้ทำมาหากิน แก้ปัญหาวิกฤติปากท้องที่เข้าขั้นสาหัสมาหลายปี

แต่ก็อีกนั่นแหละ สิ่งที่หลายฝ่ายกังวลก็ส่อเค้าตั้งแต่ต้นปีเลย

ตามสัญญาณที่คนระดับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมาโยนทุ่นนำร่องเป็นนัย การเลือกตั้งตามโรดแม็ปอาจยืดเยื้อออกไป

โดยอ้างถึงเงื่อนเวลาที่ต้องใช้ในการพิจารณากฎหมายลูกอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ส่อดึงจังหวะ ลากกันแบบเต็มเหยียด

และนั่นก็หมายถึงการเลือกตั้งจะไปเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน พ.ศ.2561

ในวงเล็บต้องไม่มีเหตุติดขัด รัฐธรรมนูญต้องบังคับใช้ตามกำหนดด้วย

ทุกอย่างต้องว่ากันหลังวันที่ 9 กุมภาพันธ์นี้

แต่เรื่องของเรื่องตามสัญญาณแปร่งๆ พวกที่จมูกไว ได้กลิ่นก่อนก็คือนักการเมือง

จับอาการทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยประสานเสียงโทนเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พากันออกมาดักทาง คสช.

มัดคอ พล.อ.ประยุทธ์อย่าผิดสัญญาประชาคม

เพราะมันจะกระเทือนเครดิตความเชื่อมั่นในตัวผู้นำ

ทำให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ทีมงานรัฐบาล คสช.ออกมายืนยัน

รัฐบาลยังยึดตามโรดแม็ปเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

รีบสยบแรงกระเพื่อมไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อจับทางจาก พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกตัวเป็นเชิงว่า ต้องเข้าใจขั้นตอนโรดแม็ปคืออะไร 1.ต้องมีรัฐธรรมนูญ 2.ต้องทำกฎหมายลูก จะกี่ฉบับไม่รู้แต่มีกรอบเวลาอยู่ ถ้าทำเกินเวลาก็แสดงว่าไม่ทัน ถ้าทำเร็วกว่านั้นก็ทัน

จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับขั้นตอน โรดแม็ปก็คือโรดแม็ป ไม่ต้องไปฟังใคร

แปลไทยเป็นไทยก็ยังกั๊ก ไม่ฟันธงชัดเจน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็เป็นอะไรที่เข้าใจได้ ตามขั้นตอนจัดทำกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการในส่วนของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช.

รัฐบาล คสช.ไม่ได้เข้าไปมีส่วนด้วย

จะเร่งให้เร็วหรือดึงให้ช้าก็ขึ้นอยู่กับ สนช.

แต่นั่นก็ว่ากันในมุมของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดไว้ ไม่ได้ว่ากันในมุมของ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้มีสถานะเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” มีดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 อยู่ในมือ

ผ่าทางตัน เดินทางลัด อัตโนมัติยังไงก็ได้

เว้นแต่เป็นจังหวะสับขาหลอก โยนให้เป็นเกมของ สนช.ในการลากโรดแม็ปออกไป

แต่ทั้งหมดทั้งปวงเลย ปรากฏการณ์ปรับโรดแม็ป เลื่อนเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการของ สนช. หรืออำนาจในมือรัฏฐาธิปัตย์

ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับปัจจัยคะแนนนิยม ต้นทุนหน้าตักของ “นายกฯลุงตู่” เป็นสำคัญ

เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ สังคมได้รับรู้ถึงความเป็นไปอะไรหลายๆอย่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน

กฎหมายหรืออำนาจ ล้วนไม่มีความหมาย

หากขาดซึ่งศรัทธาประชาชน.

“ทีมการเมือง”