'โน้ต-อุดม' เอ็นดู 'คิมซุน' อยากขอเป็น "ลูก" ลั่นไม่เคยหวงชีวิตโสดแค่แพ้ความอีนุงตุงนัง - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

'โน้ต-อุดม' เอ็นดู 'คิมซุน' อยากขอเป็น "ลูก" ลั่นไม่เคยหวงชีวิตโสดแค่แพ้ความอีนุงตุงนัง

หลายๆคนอาจจะคุ้นเคยกับลีลาทอล์กสดๆบนเวทีเดี่ยวไมโครโฟน แต่ล่าสุดทำเซอร์ไพรส์แฟนๆ โน้ส-อุดม แต้พานิช เจ้าพ่อคอมเมดี้ หันมาเล่นละครครั้งแรกให้แฟนๆได้อมยิ้มแก้มป่อง กับละครชุด “Love Rhythms ตอน Daddy จำเป็น” ช่อง GMM 25 เก่งรอบด้านขนาดนี้ “คนดังนั่งคุย” คว้าเจ้าพ่อทอล์กโชว์สุดฮามาเผยเล่าการทำงาน แถมยอมรับไม่เคยอยู่กับเด็กคนไหนได้นานเท่าคิมซุน ถึงกับหลงเสน่ห์จนอยากเช่ามาเป็นลูกเสียเอง อะไรจะ “อิน” ปานนั้น

ละครเรื่องแรกเจอมีฟีดแบ็กยังไงบ้าง

“ผมยังไม่ได้เจอใครเลย เพราะตรงนี้ก็เร่งถ่ายอยู่ ก็พอรู้จากน้องๆบ้าง ว่าสนุกดี เอาส่วนของผมเองละกัน ผมว่าออกมาดีกว่าที่คิดไว้นะ เพราะเราก็ไม่ได้คาดหวังไว้สูงมาก แต่ก็ออกมาเกินความคาดหวังนะ” ก่อนจะออนแอร์เครียดมั้ยเพราะเป็นการแสดงครั้งแรก “ก็ลุ้นอยู่นะ แต่ว่าตอนนั้นผมติดงานอะไรยุ่งๆอยู่สักอย่างนะ ตัวเองยังไม่ได้ดูตอนที่ออกอากาศจริงๆ ก็มาดูย้อนหลังเอาเหมือนกัน” ได้มีส่วนร่วมในการทำละครเรื่องนี้บ้างป่าว “ก็ช่วยกันๆ เวลามาทำงานเราก็รู้สึกว่าเป็นโปรเจกต์ของเรา คิดว่าเป็นเราแล้ว ถ้ามีอะไรที่เราช่วยเขาได้ ยินดีมาก ไม่รีรอเลย เพราะงานกำกับมันก็มีพันๆ สิ่งที่ผู้กำกับเขาแบกไว้ เราเข้าใจเลย อะไรที่เรามองเห็น หรืออะไรที่ไม่ดูยุ่งจนเกินไปนัก เราก็ช่วยบอกเขาบ้าง อย่างฉากที่มีคนมาขอลายเซ็น “หมง” แล้วก็มีคนนึงใส่เหล็กดัดฟันอยู่ ซึ่งเรามองว่าสมัยก่อนเหล็กดัดฟันมันไม่สวยงามแบบนี้ ซึ่งตรงนี้ในฐานะที่เราลงเรือลำเดียวกัน เราก็แอบไปกระซิบบอกเขา แต่ต้องไม่ผิดกาลเทศะนะ เวลาเราเห็น เราก็แชร์ให้เขาฟัง หรือเวลาที่เราอาจจะมีไอเดียที่งอกออกมาว่าบางซีนที่มันพัฒนาต่อไปได้เป็นอันโน้น อันนี้ ก็คุยกัน ซึ่งตัวโมโม่ ผกก.เอง เป็นผู้กำกับที่เปิดกว้างนะ พร้อมจะทดลองอะไรใหม่ๆ พี่ก็ทำเต็มที่”

เรื่องนี้ซื้อลิขสิทธิ์มาจากหนังเกาหลี คิดว่าตัวเคนในซีรีส์นี้ กับเวอร์ชั่นเกาหลีแตกต่างกันยังไงบ้าง

“ผมชอบนักแสดงคนนี้มากนะ เขาน่ารักมาก แต่ผมก็ไม่ได้ไปสังเกตว่าเขาเล่นยังไงนะ ผมก็เล่นในเวอร์ชั่นของเรา ก็คุยกับผู้กำกับตั้งแต่แรกแล้วว่า เราไม่ได้อยากไปทำให้เหมือนของเขา เราแค่เอาโครงเรื่องมา แล้วก็มาเล่าในแบบของคนไทยเล่า แล้วตอนที่เล่นก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องทำอะไรให้แตกต่าง เหมือนเพลงก็เป็นเพลงคัฟเวอร์ที่ร้องด้วยวิธีการร้องแบบเรา เอาเนื้อ เอาทำนองมา แล้วก็ร้องในแบบของเรา โดยไม่ต้องกังวลว่าต้นฉบับเขาเป็นยังไง พี่ว่าเราก็เล่าแบบไทยๆ ปรับบทก็เป็นแบบไทยๆครับ” กลัวการเปรียบเทียบมั้ยคะ “เออ เอาจริงๆ เราก็คงไม่ได้คิดจะมาสู้กันเนอะ เท่าที่ทำออกมาได้ขนาดนี้ ผมชื่นชมทีมงานมาก วันนึงถ่ายกันแบบเปลี่ยนเสื้อผ้า 11 ชุดอ่ะ เปลี่ยนกันแทบจำไม่ได้ว่าชุดไหนไปต่อชุดไหน ทุกคนทำงานกันไม่เห็นเดือน ไม่เห็นตะวัน แล้วงานออกมาขนาดนี้ ผมชื่นชมมากนะ ทีมงานทุกภาคส่วนเลย เลยไม่ต้องไปกังวลเรื่องการเปรียบเทียบ แต่ถ้าตัวผม ถ้าจะให้คะแนน ผมจะให้คะแนนตัวเด็ก ตัวกระรอก ที่เจ้าคิมซุนเล่นมากกว่า ผมว่าเราไม่แพ้เขาเลย”

ถ้าวัดจากประสบการณ์หรือสิ่งที่ได้รับจากการทำงานนี้ คิดว่าคุ้มมั้ย

“คุ้มสิ เวลาผมทำงานอะไรสักอย่าง ผมจะรู้สึกเหมือนเราเข้าโรงเรียนนะ เราก็จะเรียนรู้งานต่างๆ เรียนรู้เทคโนโลยีในการถ่ายทำปัจจุบัน เรียนรู้การทำงานกับคนหมู่มาก เรียนรู้กับการทำงานกับงบประมาณน้อยๆ เรียนรู้กับการแก้ปัญหา เรียนรู้การรับมือกับเด็ก การสร้างสรรค์ซีนต่างๆ แล้วเราจะทำยังไงให้มันมีชีวิตชีวา ผมจะมีความสุขมากเลย เวลาเห็นตัวหนังสือที่มันแข็งทื่ออยู่ในบท แล้วคนที่มาเล่นในฉากเดียวกัน ได้ครีเอต ได้ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมา มันทำให้ประโยคทื่อๆพวกนั้นขึ้นมา มันมีชีวิต มีจังหวะ มีขึ้นมา มีการโต้ตอบกันขึ้นมา ผมว่าตรงนี้มันเป็นเมจิกนะ เป็นเสน่ห์ทำให้อยากมากองทุกวัน จะได้มาสร้างซีนนี้ๆให้มันสนุก”

กับน้องสไมล์ ภาลฎาที่มาเล่นเป็นลูกล่ะ

“น้องสไมล์เค้ามีบางอย่างที่ตรงกับบทของเรื่องนี้มาก คือเค้ามีปูมหลังที่สอดคล้องกับตัวละคร ผมว่าน่าสนใจ คือคนที่มีปมกับพ่อตัวเอง คนที่อยากมีตัวตนในสังคม อยากเป็นที่ยอมรับ คือทีมงานก็ได้ดูน้องสไมล์ที่ทำคลิปในยูทูบที่พยายามเข้าไปประกวด มันไปพ้องกับบทรวมทั้งปมของเค้าด้วย ผมว่าแคสถูกตัวนะ เคมีในการทำงานมันเลยได้ ต้องใช้คำว่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในการแสดง มีสัญชาตญาณทางการแสดงสูงมาก โดยที่เขาไม่รู้พ่อแม่ก็ไม่รู้ด้วย เคยถามพ่อแม่เขาว่าเขาไปเรียนการแสดงที่ไหนหรือเปล่า เขาบอกไม่เคย เคยแสดงงานโรงเรียนมั้ยก็ไม่เคยแล้วเข้าวงการได้ยังไง เค้าก็มีโมเดลลิ่งไปเจอ แล้วก็ให้มาแคส อ้าว! แล้วใครสอนการแสดงให้ ปรากฏว่าไม่มี คือโมเดลลิ่งให้ทำอะไรเขาก็ทำ ให้หัวเราะเขาก็หัวเราะ ให้ร้องไห้ ก็ร้องไห้ ก็พอจะได้งานมาบ้างแค่นั้นเองไม่ได้มีทักษะการแสดงเพิ่มเติมอะไร ทุกวันนี้ที่เขาเล่นอยู่ก็คือเขาเล่นจากสัญชาตญาณ มันเหมือนคนบางคนเกิดมาก็ทำอาหารเก่งมั้ง เขาเป็นแบบนั้น ผมก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา แล้วเราก็โชคดีที่ได้มาเจอเขาในช่วงอายุวัยนี้ ตอนนี้เขาแสดงด้วยความรู้สึก ไม่ได้แสดงด้วยความคิด ดังนั้นเข้าฉากกับคิมซุน เทกไป 10 เทก เขาเล่นไม่เหมือนกันสักเทกเลย เขาเล่นด้วยความรู้สึกตรงนั้นว่าเขาได้รับมายังไง แล้วเขาก็ตอบโต้ไปแบบนั้นน่าทึ่งมาก”

ดูพี่โน้ตเอ็นดูคิมซุนมากๆ มีซื้อของขวัญให้ด้วย

“คือรู้สึกอยากไปขอมาเป็นลูกนะ” เคยมีโมเมนต์นี้กับเด็กคนอื่นมั้ย “ผมไม่เคยอยู่กับเด็กนาน นี่อาจจะเป็นช่วงที่ผมอยู่กับเด็กนานที่สุดแล้วเนี่ย จะ 3 เดือนแล้ว ตั้งแต่เช้ายันเย็น อาจจะเป็นช่วงเวลาที่อยู่กันนาน ก็เลยรู้สึกผูกพัน เอ็นดูๆเวลาเขาไม่มากองก็คิดถึงนะ ถ้ามีลูกขอแบบนี้ได้มั้ย คืออยู่ด้วยแล้วมันสนุกดี” แต่ถ้าเป็นลูกต้องอยู่ทั้งวันทั้งคืนนะ “นั่นน่ะสิ ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา ถ้าเขามีให้เช่าผมก็จะเช่านะ เหมือนห่วงยางอ่ะ (หัวเราะ)” อยากจะมีเป็นของตัวเองบ้างมั้ยคะ “ยังนะ นี่ไงที่บอก คิมซุนถ้าให้เช่าก็จะไปเช่า แล้วแต่เราว่าจะเอากี่ชั่วโมง แต่ถ้าต้องอยู่ด้วยกันไปจนโตนี่ยังไม่แน่ใจ”

เรื่องหัวใจ เรื่องความรักของพี่โน้ต

“ไม่มีเลย” เป็นเพราะยังหวงความโสดหรือเปล่า “ไม่ใช่หวงความโสด แต่เป็นคนที่รับมือกับอะไรที่อีนุงตุงนังไม่เก่ง ผมเนี่ยเป็นภูมิแพ้ความอีนุงตุงนัง ไม่ใช่ภูมิแพ้กรุงเทพฯนะ อีนุงตุงนังคืออะไรที่แบบเยอะๆ หรือผู้หญิงที่เยอะๆ คือรับมือไม่ไหว หรือถ้ามีลูกแล้วแบบเคยเห็นป่ะเด็กที่งอแงทั้งวัน คืออะไรที่มันอีนุงตุงนัง ผมไม่ถนัด ก็รู้ธรรมชาติตัวเอง แต่พออะไรที่มันต้องอีนุงตุงนัง ก็กำลังเรียนรู้อยู่ที่จะทำสิ่งนั้น เช่นงานหมู่ที่ทำ แล้วก็ละครนี่อีก มันอาจจะไปถึงขั้นที่แบบว่า เราก็เอาอยู่นี่หว่าได้เหมือนกัน หรือไม่ก็อาจจะเป็นแบบว่าเราก็กลับไปน้อยๆของเราดีแล้วก็ได้ (หัวเราะ) ว่ากันไปก็รอดูนะ”.

ทีมข่าวบันเทิง


advertisement