วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปลุกสำนึกการนำ เด็กกลุ่มเสี่ยง 3 จ.ใต้

หนังสือพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ มีข่าวเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง การฆ่าตัวตาย การทะเลาะวิวาท เป็นที่มาของโครงการสร้างเครือข่ายแกนนำเพื่อพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) ของเยาวชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศูนย์การเรียนรู้วิทยาลัยอาชีวศึกษาออมสิน ตำบลทุ่งลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

“โครงการนี้เป็นโครงการสามปีต่อเนื่อง” กรัณฑรักข์ วิทยอภิบาลกุล อาจารย์ประจำสาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานคณะครุศาสตร์บอก

เป้าหมายโครงการ เพื่อให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง และพัฒนาคนให้เป็นแกนนำ จึงมีการสร้างแบบวัดการเห็นคุณค่ามา ตั้งใจเลือกเด็กกลุ่มเสี่ยง

แต่พอลงไปเก็บที่โรงเรียนแห่งหนึ่งเกิดปัญหา ครูไม่อยากให้เด็กออกนอกพื้นที่ เราต้องเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่ เป็นอาสาสมัคร 100 คน แต่มาได้ 77 คน เนื่องจากบางคนติดสอบ บางคนติดปัญหาน้ำท่วม

เด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รู้จักกันทั้งหมด ต้องละลายพฤติกรรม ด้วยการทำกิจกรรมกลุ่มคิดออกแบบโปรเจกต์ใช้ตัวย่อว่า “C’SeY” C ย่อมาจาก connection เครือข่าย Se ย่อมาจาก Self-Esteem การเห็นคุณค่า ในตนเอง Y ย่อมาจาก Youth เยาวชน เพื่อมาประกวดกันว่า ใครมีมุมมองคำว่า “C’SeY” ตรงกับความหมายมากที่สุด

การเปิดใจเป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะต้องเปิดให้ได้ และสองเด็กไม่กล้าแสดงออก เราต้องทำให้เขากล้าแสดงออกด้วยตัวเอง เบื้องต้นเด็กค่อนข้างรับได้เร็วและพัฒนาได้ดี ตรงกับเป้าหมาย

เราตั้งใจจะพัฒนาเด็กเป็นกลุ่มแกนนำมีสามแคมป์ต่อเนื่อง เมื่อเข้าสู่ปีที่สองเด็กกลุ่มนี้จะเข้าไปต่อยอดด้วยการเป็นพี่เลี้ยงตั้งเป้าไว้ 50 คน วัดผลจากพฤติกรรมที่เราสามารถเห็นได้ หรือแม้แต่สมุดบันทึก “C’SeY” ที่ให้เขาเขียนมาประกอบในการพัฒนาน้องรุ่นถัดไป

“เราอยากได้ต้นแบบที่ไปถ่ายทอดให้น้องได้ดีที่สุด เรามีกิจกรรมเซตไว้ทุกอย่าง พัฒนาเป็นชุดโปรแกรมและชุดหลักสูตรในอนาคต”

เราได้เชิญคุณพจนารถ ซีบังเกิด หรือจิมมี่ ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช ซึ่งเป็นวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์มาช่วยเปิดความรู้สึกเด็ก ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเอง และพัฒนาคนอื่นต่อไป โดยใช้ความคิดเชิงบวก

กรัณฑรักข์บอกว่า เด็กในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะมีเรื่องปัญหาสถานการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่บางครั้งไม่ได้แสดงออกชัดเจน ในรูปแบบของการฆ่าตัวตาย

แต่สิ่งที่เห็นคือเด็กไม่กล้าแสดงออก เด็กจะบอกว่าที่ไม่ออกไปพูดหน้าชั้น เพราะพูดไทยไม่ชัด

เด็กกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นพื้นฐาน

จุดนี้เรามองว่าคุณสามารถแสดงศักยภาพข้างในออกมาได้ คือ Self-Esteem ห้าด้าน หนึ่งด้านตนเอง ด้านเพื่อนและสังคม ด้านครอบครัว ด้านการศึกษาและด้านสังคมพหุวัฒนธรรม ไม่ใช่เพราะแค่ภาษา

โค้ชจิมมี่บอกว่า ได้ยินคำว่าโค้ชชิ่งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็ติดใจว่าโค้ชทำอะไร ไปหาที่เรียนในเมืองไทยก็ไม่มี ไปเจอที่ออสเตรเลีย เขาใช้คำว่าไลฟ์โค้ช แต่ยังไม่ใช่โค้ชชิ่งอย่างสากลที่ให้คำจำกัดความ

ไลฟ์โค้ชเรียนแค่สามวัน ลองไปเรียน จึงเข้าใจ

แก่นของคำว่าไลฟ์โค้ช อธิบายง่ายๆคือ คนที่มีทักษะบางอย่างที่สามารถเป็นเพื่อนร่วมเดินทางกับใครบางคนที่จะพาคนคนนั้นไปจากจุดที่เขายืนอยู่ ไปยังอีกจุดหนึ่งที่เขาต้องการอย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม

คำว่าสร้างสรรค์ อาจจะเป็นการคิดโดยวิธีใหม่หรือทางเลือกด้วยตัวเอง โค้ชจะไม่มีอะไรไปบอก เพราะมีความเชื่อว่า ทุกคนมีศักยภาพอยู่ข้างใน สิ่งแรกต้องเชื่อก่อน ไม่งั้นจะเป็นโค้ชไม่ได้ เพราะเราจะต้องไปสอนเขา แปลว่าศักยภาพเรามีเท่าไหร่ เราก็สอนเท่าที่เรามี

แต่ถ้าไปเป็นโค้ชคือเป็นเพื่อนร่วมทาง อาจจะใช้คำถามเป็นส่วนใหญ่ เพราะคำถาม ถามไป จะทำให้มนุษย์กลับไปคิดเพื่อจะตอบ ตอนที่ไปคิดเขาก็จะไปค้นในคลังความคิด ซึ่งอยู่ใต้จิตสำนึก

เพราะถ้าคิดเองก็คิดได้แค่หัวคิด ในสมองส่วนหน้า

“แต่ถ้าเราถามเพื่อให้เขาตอบให้ได้ มนุษย์จะใช้ศักยภาพทุกอย่างที่มี เพื่อจะไปค้นว่าจะตอบยังไงดีแต่จริงๆโค้ชถามไม่อยากได้คำตอบ เพราะฉะนั้นยิ่งถามคำถามบ่อยเท่าไหร่ ถามคำถามที่ดีเท่าไหร่ คนคนนั้นจะมีวิธีไปถึงที่จุดที่เขาต้องการได้ดีขึ้น ด้วยวิธีของเขาเอง”

จิมมี่บอกว่า โค้ชจะต้องไม่บอก ถ้าไม่บอกได้ เขาจะเอาศักยภาพของตัวเขาเองขึ้นมาใช้ ยกตัวอย่าง อยู่ที่จุดเอ แต่ไม่รู้ว่าจุดบีอยู่ที่ไหน ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆทำวันนี้ให้ดีที่สุด แต่บางทีไม่มีพลังเพียงพอ คือชีวิตไม่มีความหมาย แต่อาจมีความสุข แต่ยังไม่ถึงที่สุด

เพราะฉะนั้นโค้ชชิ่งคือจะพา หรือล็อกเป้าไว้ ตั้งอะไรก็ได้ขอให้ตั้งเป้า แล้วโค้ชก็จะพาไปที่นั่น ร่วมเดินทางไปด้วยกัน เปรียบเหมือนการเต้นแทงโก้ ต้องเต้นไปด้วยกันทั้งคู่ อยู่ในสเต็ปจังหวะเดียวกัน แล้วก็รู้ว่ากำลังเต้นแทงโก้ นี่คือการโค้ชชิ่ง

ฉะนั้นคนที่จะเป็นโค้ชได้ต้องมี 2 อย่างคือ มายด์เซต หรือเจตคติ ที่คิดว่าฉันต้องดำรงตนยังไงที่เป็นโค้ชได้ และสองคือมีทักษะ เมื่อเอาสองอย่างนี้มาผนวกกัน ถึงจะพาคนจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งได้อย่างสร้างสรรค์และมีจริยธรรม

เรามาทำโปรเจกต์นี้ เพราะว่าเด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีโอกาสเข้าถึงการโค้ชชิ่ง ก็อยากเอื้อมมือไปถึงพวกเขา ผู้ใหญ่สอนเรามาว่า อย่าทำอะไรเพื่อตัวเองอย่างเดียว ทำให้เหลือเพื่อจุนเจือสังคม

เราตั้งต้นจากให้เขารู้ก่อนว่า ต้นทุนในตัวเขามีของ เพราะบางคนไม่เคารพตัวเอง เด็กบางคนคิดว่าตัวเองยากจน พูดภาษาไทยไม่ชัด ก็จุดประกายด้วยการให้เขากลับไปหาต้นทุนในตัวเองก่อน ชื่นชมตัวเองก่อนว่า...ไม่ว่าฉันจะเป็นใคร ฉันมีต้นทุนที่ดี เรียกว่าพุทธภาวะ (ธาตุแท้)

มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ที่ดี คือคุณสมบัติที่ดีในตัวมนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีทุกอย่างอยู่ในตัวเอง สองวันแรก เด็กจะได้มายด์เซต หรือเจตคติ รู้คุณสมบัติของตัวเอง เข้าใจเรื่องความเชื่อ

คือหนึ่งให้เชื่อว่าคนมีศักยภาพมากกว่าที่เราเห็นว่าเขามีมากกว่า ที่เขารู้ว่าเขาเป็น สองให้เชื่อว่าทุกวันนี้คนทำทุกอย่างด้วยต้นทุนที่ดีที่สุดแล้วเท่าที่ตัวเองมีอยู่ ณ ขณะนั้น สามให้เชื่อว่าคนเปลี่ยนแปลงได้ และสี่ให้เชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เรียกว่าล้มเหลว ถ้าเชื่อ 4 ข้อนี้ก็ไปต่อได้

พอภาพที่อยากเป็นชัด พลังงานก็จะมาเอง นอกจากคุณสมบัติที่ดีจากข้างใน ยังมีความเชื่อที่เราเชื่อเป็นความจริง ความเชื่อของใครก็คือความจริงของคนนั้น ความเชื่อมาจากประสบการณ์ของตัวเอง

คำว่า Self-Esteem คือพุทธภาวะ บางคนยังไม่เชื่อว่าตัวเองมี วันนี้กับพรุ่งนี้ให้จบแค่ว่าตั้งเป้าเป็นและรู้ว่ามีของดีอะไรในตัวเอง ประเด็นคือเชื่อว่าเขาเอาตัวรอดได้ แล้วเคารพตัวเองเพียงพอ แค่เลือกชีวิตและภูมิใจ แค่นี้คนไทยก็แข็งแรง

จิมมี่บอกว่า เรามาก็ไม่รู้ว่าเด็กจะเปิดได้แค่ไหน เราจะให้พี่เลี้ยงที่เป็นโค้ชอธิบายให้ลึกลงไปว่า โค้ชชิ่งพาคนไปข้างหน้าเป็นเพื่อนคู่คิด น้องคนไหนอยากมีโค้ชส่วนตัวให้บอก เราจะหาโค้ชให้

เราไม่ได้ทำเพราะใช้ชื่อจิมมี่ เดอะ โค้ชอย่างเดียว เรามีโค้ชจากหลาย ที่เช่น กลุ่มไทยโค้ช เวลาทำโปรเจกต์ เขาก็ยินดีมาช่วย เราจึงเรียกโปรเจกต์ นี้ว่า “โค้ชชิ่ง ฟอร์ ไทยแลนด์” ไม่ต้องมีค่าย ค่ายไหนเข้ามาก็รับทั้งนั้น

โซดิก สุหลง ชื่อเล่น ดิกกี้ อายุ 15 ปี นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียน สตรียะลา บอกว่า เมื่อก่อนเป็นคนขี้อาย พอเข้าโครงการนี้ รู้สึกว่าตัวเองมีไฟ มีความกล้ามาก จนอยากโชว์ความสามารถที่พอจะทำได้

จบโครงการนี้แล้ว ดิกกี้ตั้งใจจะกลับไปเล่าประสบการณ์ และอยากชวนเพื่อนๆมาเข้าร่วมโครงการในปีหน้า

“ผมอยากจะบอกเพื่อนว่า อย่าคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ลองทำ”.