บริการข่าวไทยรัฐ

เทคโนโลยีการแพทย์ปี 2017 หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด..มาแรง

แม้การพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “หุ่นยนต์” จะมีมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ในทุกๆปี สิ่งประดิษฐ์สมองกลที่เรียกว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ จะมีการพัฒนาให้มีความสามารถและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนกับว่าจะสามารถเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้ในหลายๆเรื่อง

ในปี ค.ศ.2016 ต่อเนื่องถึง ค.ศ.2017 สิ่งที่นักคิด นักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจมาก ได้พัฒนาก้าวล้ำไปสู่ระบบ AI หรือ Artificial Intelligence หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ที่หุ่นยนต์ไม่ใช่แค่ทำงานแทนมนุษย์ได้ แต่ยังสามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจได้เหมือนมนุษย์อีกด้วย

การประชุมสัมมนาว่าด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอเมริกัน หรือ AAAS (American Association for the Advancement of Science) มีการพูดถึงแนวโน้มในอนาคตของระบบ AI หรือจักรกลอัจฉริยะ ว่า ภายใน 30 ปีหลังจากนี้ ระบบนี้จะเข้าทำสิ่งที่มนุษย์ทำได้ทุกอย่าง

Moshe Vardi ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จาก Rice University, Houston, Texas บอกว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ AI มีความสามารถและมีประสิทธิภาพสูงกว่ามนุษย์แล้ว และเขาเชื่อว่าสังคมเองก็อยากจะรู้ก่อนด้วยว่า หากเครื่องจักรสามารถทำทุกอย่างได้เทียบเท่ามนุษย์ แล้วมนุษย์จะทำอย่างไรต่อไป

แม้แต่ Elon Musk เจ้าของกิจการรถยนต์อัจฉริยะอย่าง Tesla และ SpaceX ยังพูดถึงระบบ AI ว่า “มันคือภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดในการดำรงอยู่ของเรา”

และไม่ใช่แค่ในโลกของวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น ในทางการแพทย์ หุ่นยนต์ได้เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เมื่อ “ดาวินชี่” หรือ “Da Vinci Surgical System” ได้ถูกนำเข้ามาใช้ในการผ่าตัดร่วมกับทีมศัลยแพทย์ในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วโลก ในชื่อของ Robotic surgery หรือ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ที่เมื่อเปิดตัวครั้งแรก เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้มีราคาสูงตั้งแต่ 1-2 ล้านปอนด์ หรือราว 55-110 ล้านบาท

ดาวินชี่ ได้แสดงความเป็นอัจฉริยะในการผ่าตัดที่ซับซ้อนเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลกายส์ ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ โดยการผ่าตัดนำไตออกจากร่างของ พอลลีน เพย์น และนำไปใส่ให้กับ เรย์มอนด์ แจ็กสัน นับเป็นการปลูกถ่ายอวัยวะโดยหุ่นยนต์เป็นครั้งแรกบนเกาะอังกฤษ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เคยช่วยผ่าตัดในอวัยวะอื่นๆที่ง่ายกว่าการเปลี่ยนถ่ายไตมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง

หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic surgery) ถูกออกแบบมาให้สามารถทำหน้าที่ช่วยผ่าตัดได้หลายอวัยวะเพื่อการรักษาโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางนรีเวช, มะเร็งต่อมลูกหมาก, มะเร็งลำ–ไส้, นิ่วในถุงน้ำดี, ไขข้อกระดูก, เนื้องอกสมอง หรือแม้แต่ ผ่าตัดหัวใจ ซึ่งปัจจุบันเฉพาะในเอเชียมีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดอยู่ราว กว่า 100 ตัว เฉพาะในประเทศไทยมีประมาณไม่น้อยกว่า 5 ตัว

ปัจจุบัน บรรดาศัลยแพทย์ต่างให้ความสนใจกับระบบหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ไม่เพียงแต่งานวิจัยและการทำผ่าตัดของหุ่นยนต์พวกนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาศัลยแพทย์และทีมผ่าตัดว่ามีประสิทธิภาพสูงถึง 100% โดยคนไข้ที่ถูกเลือกมาผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่พบผลข้างเคียงหรือผลแทรกซ้อนระหว่างผ่าตัด

ข้อดีของระบบหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดนอกจากขนาดของแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กมากแล้ว ข้อมูลจากศัลยแพทย์ ระบุว่า ระหว่างการผ่าตัด ศัลยแพทย์สามารถจะมองเห็นบริเวณที่ผ่าตัดได้ชัดเจน ในตำแหน่งที่เที่ยงตรง นอกจากนี้ ในการผ่าตัดยังสามารถเคลื่อนไหวเครื่องมือได้ตามธรรมชาติเป็นการผ่าตัดด้วยคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กจิ๋วซึ่งติดอยู่กับมือหุ่นยนต์จากระยะไกล โดยแพทย์จะเห็นผู้ป่วยผ่านกล้องสามมิติที่ติดในห้องผ่าตัด ในขั้นตอนของการผ่าตัด หุ่นยนต์จะทำหน้าที่สอดใส่เครื่องมือผ่าตัดเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยผ่านการเจาะรูที่เป็นแผลขนาดเล็กมาก แล้วกำกับการเคลื่อนไหวของมือหุ่นยนต์ด้วยมือของศัลยแพทย์เอง ขณะที่ทีมผู้รักษาจะสามารถมองเห็นภาพขยาย 3 มิติ ของร่างกายบนจอมอนิเตอร์ ที่เป็นการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์

ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์การผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด บอกว่า การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ทำให้ศัลยแพทย์ทำหัตถการผ่านพื้นที่บริเวณที่แคบๆบนร่างกายที่ยากต่อการเข้าถึงและเปิดแผลในขนาดที่เล็กกว่าเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบเดิมๆ นอกจากนี้หุ่นยนต์ยังช่วยลดการเคลื่อนไหวของศัลยแพทย์ โดยทุกการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์เพียงครึ่งนิ้วจะเท่ากับการเคลื่อนไหวของศัลยแพทย์ในการเปิดหน้าท้อง 1 นิ้ว

ข้อจำกัดของการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ผู้ช่วย มีเพียงไม่สามารถผ่าตัดหรือทำหัตถการในกรณีที่เป็นการผ่าตัดซับซ้อนในอวัยวะสำคัญๆ เช่น การผ่าตัดในทรวงอกหรือเส้นเลือดสมอง ที่ยังคงต้องการความชำนาญของศัลยแพทย์ และสำหรับผู้ป่วยการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์แต่ละครั้ง อาจมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการผ่าตัดแบบธรรมดา โดยเฉลี่ยต่ำสุดของการ
ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ต้องใช้เงินประมาณ 250,000-300,000 บาท

แต่ถ้าเทียบกับความทันสมัยของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่กำลังมาแรง และประสิทธิภาพในการรักษาแล้ว ต้องถือว่าคุ้มค่า เพราะมันเท่ากับราคารถอีโคคาร์แค่ครึ่งคันเท่านั้นเอง.