บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"สมคิด" ตรวจการบ้านคลัง

ขู่ 3 เดือนงานไม่เดินหน้าจัดทัพใหม่ยกแผง

“สมคิด” ตามไล่บี้งานกระทรวงการคลัง หลังจากมติ ครม.อนุมัติให้ดำเนินการไปแล้ว ต้องนำไปสู่ภาคปฏิบัติจนสำเร็จ เน้นย้ำช่วยคนชรา-คนจนให้เป็นรูปธรรม “สุวิทย์” เตรียมยกเครื่อง สศช.ใหม่เป็นกระทรวงแห่งอนาคต รับมือความผันผวนของโลก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงการคลังว่า มาติดตามงานด้านต่างๆ ที่เป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วแต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ เช่น เรื่องมาตรการเกี่ยวกับคนชรา โดยกำกับให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ต้องเป็นศูนย์กลางของมาตรการนี้ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น เรื่องบ้านของคนชราก็คือธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กรมธนารักษ์ และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ต้องร่วมมือกันทำงาน ไม่ใช่ออกเป็นมติ ครม.ไปแล้วทุกอย่างนิ่งเฉยอยู่กับที่ ไม่มีการนำไปสู่ภาคปฏิบัติหรือสานต่อเรื่องจนสำเร็จ โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้า (เดือน เม.ย.60) ตนจะเดินทางมาติดตามการทำงานกระทรวงการคลังเพื่อประเมินผลงานก่อนที่จะมีการโยกย้ายหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งในช่วงครึ่งปีแรกของงบประมาณ 2560

“ผมไม่ได้มาตำหนิการทำงานของกระทรวงการคลัง แต่ต้องการบอกว่า รัฐบาลเหลือเวลาการทำงานอีก 1 ปี ดังนั้น ในช่วงนี้ทุกคนต้องเร่งการทำอย่างเต็มที่เพื่อให้นโยบายที่รัฐบาลผลักดันออกเป็นรูปธรรม”

นอกจากนี้ ยังกำชับให้กระทรวงการคลังไปเร่งดำเนินการเรื่อง Negative Income Tax : NIT หรือที่ สศค.ใช้ชื่อว่า “เงินโอน แก้จน คนขยัน” หมายถึงการให้เงินช่วยเหลือคนจน แต่ไม่ได้ให้ฟรีๆ โดยประชาชนได้รับความช่วยเหลือต้องหางานทำ และหากมีรายได้ถึงในระดับหนึ่งแล้วจะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เพราะถือว่าหลุดพ้นจากความยากจนได้สำเร็จ และ สศค.ต้องไปคิดต่อว่าจะนำฐานข้อมูลของประชาชนที่มาลงทะเบียนมากกว่า 8 ล้านคน ไปพัฒนาต่อได้อย่างไร

นายสมคิดกล่าวต่อว่า ในเร็วๆนี้ที่ประชุม 4 ฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะหารือเพื่อสรุปกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายและรายได้ ในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งตัวเลขล่าสุดคาดว่า รัฐบาลจะมีรายได้ 2.4 ล้านล้านบาท และมีรายได้ 2.7 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 300,000 ล้านบาท แต่ตนพยายามที่จะปรับรายได้ของรัฐบาลให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งขณะนี้มีไอเดียแล้วแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

นายสมคิดยังได้กล่าวถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นไทยมาจาก 3 ปัจจัยคือ 1.บรรยากาศการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังดีและมีความแข็งแกร่ง เมื่อเปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มเดียวกัน 2.การมีโครงการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ซึ่งสังเกตได้จากยอดการส่งออกในเดือน พ.ย.59 ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 10% และ 3. การเพิ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้มีมากขึ้น ไม่ใช่มีแค่บริษัทใหญ่ๆ ชั้นนำไม่กี่แห่งเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนต่างชาติที่เคยทิ้งตลาดหุ้นไทยไปต้องหวนกลับมาอีกครั้ง เพราะนักลงทุนจะทราบว่า ที่ไหนดีที่สุดและเหมาะที่จะลงทุนมากที่สุด

“ในปีนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะให้จีดีพีขยายตัวมากกว่า 4% ไม่ใช่ 3.3% เพราะสัญญาณของเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากเดือน พ.ย.ที่เราส่งออกไปสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไป จีดีพีไม่น่าจะต่ำกว่า 4% อย่างแน่นอน ซึ่งล่าสุด สภาหอการค้าญี่ปุ่นได้ขอให้รัฐบาลไทยช่วยต่ออายุมาตรการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากมาตรการนี้ สิ้นสุดลงแล้วเมื่อปลายเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ แต่ที่ยังไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวเศรษฐกิจไม่ฟื้น ซึ่งคาดว่า รมว.คลังน่าจะพิจารณาต่ออายุมาตรการดังกล่าว และจะเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ในเร็วๆนี้”

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ นายสมคิดและตนจะเดินทางไปตรวจงานพร้อมมอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่ง สศช.จะต้องปรับบทบาทใหม่เน้นเรื่องของการเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับโลกและมองประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงหรือพลวัตรของโลกในอนาคตมากขึ้น ดังนั้น สศช.จะต้องพัฒนากลุ่มงานมารับผิดชอบเป็นการเฉพาะในเรื่องความร่วมมือกับประชาคมโลก ในอนาคตโลกจะมีความผันผวนมาก จึงต้องปรับบทบาทเป็นเหมือนกระทรวงแห่งอนาคต มีภารกิจใหม่เป็นหน่วยงานที่วางแผนอนาคต นอกเหนือจากที่วางแผนพัฒนาประเทศอยู่แล้ว

“ในหลายประเทศจึงมีแนวคิดใหม่เกิดขึ้น เช่น ฝรั่งเศส สวีเดน สิงคโปร์ แคนาดา เกาหลีใต้ โดยสวีเดนจะมีกระทรวงแห่งอนาคต เป็นกระทรวงที่มองไปข้างหน้าใน 3 เรื่องคือ 1.เรื่องลักษณะงานในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร 2.เน้นเรื่องอุตสาหกรรมสีเขียว หรือ กรีนอินดัสทรี่ และ 3.เรื่องการประสานเป็นเครือข่ายกับโลก ขณะที่เกาหลีใต้มีการยุบรวมหลายกระทรวงมากลายเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวางแผนอนาคต ซึ่งเขามองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งประเทศไทยไม่มีหน่วยงานแบบนี้”.