บริการข่าวไทยรัฐ

ต้องสตรองเบอร์ไหน? ไดร์ โดนดูถูกนางงามกระจอก แขวะภาษาอังกฤษสำเนียงไทย

ไดร์ จิณณ์ณิตา บุดดี มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016 สาวน้อยคนนี้ชื่อเล่นของเธอมาจาก "ไดนาโม" เพราะคุณพ่อเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถ ซึ่ง น้องไดร์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ระเบิดพลังไดนาโมให้ทุกคนรู้!

หลังจากเธอเป็นตัวแทนสาวไทยในฐานะ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016 ขึ้นเวทีประกวดมิสเวิลด์ 2016 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ณ สหรัฐอเมริกา เวทีนี้ขึ้นชื่อว่าหินแสนหินสำหรับสาวไทย ไดร์ ถูกปรามาสจากคนไทยด้วยกันเองว่า แค่บินไปเดินเล่นบนเวที แถมยังได้เที่ยวอเมริกาฟรีอีกต่างหาก! แต่สุดท้าย ไดร์ จิณณ์ณิตา ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอสามารถเป็น 20 คนสุดท้ายจากนางงาม 120 คนได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง!

การประกวด มิสเวิลด์ ที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง ก่อนไปโดนดราม่าหลายเรื่อง กระแสไม่ดีเลย

"ใช่ค่ะหลายอย่าง ทั้งชุดราตรีที่เปิดตัวมา ทั้งภาษาอังกฤษ โดนเยอะแยะเลยค่ะ (ยิ้ม) ตอนที่โดนเรื่องภาษาอังกฤษยอมรับว่าบั่นทอน หนูก็ทำได้ไม่ดีจริงๆ หนูเป็นคนที่ถ้ามีการอัดเทป มันจะเกร็ง ผลที่ออกมาเลยดูเหมือนพยายามเกินไป ไม่เป็นธรรมชาติ แต่ว่าพอไปอยู่ที่โน่น หนูว่ามันมีเรื่องที่หนักกว่าเรื่องภาษา เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลเรื่องภาษา พูดสบายๆ ดีกว่า"

หลายเรื่องที่ ไดร์ โดน เป็นช่วงที่ใกล้จะเดินทางอยู่แล้ว เอาตัวเองออกจากคำวิพากษ์วิจารณ์ตรงนั้นได้อย่างไร

"ตอนนั้นหนูเลือกที่จะปิดตา 1 ข้าง หนูจะใช้ตรรกะนี้กับทุกๆ ปัญหา และทุกคน ถ้าเรามีตา 2 ข้าง เราปิดตา 1 ข้าง ปิด 1 ข้างให้มืด แล้วเราก็มองข้างที่สว่าง หนูเลือกจะมองแต่แง่ดี ถ้าไม่มีคนมาคอยคอมเมนต์ อะไรแบบนี้ เราก็จะไม่เห็นข้อผิดพลาดของตัวเราเองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งการคอมเมนต์ทั้งดีและลบ มันเป็นแค่ความคิดเห็น คอมเมนต์ความหมายคือความคิดเห็น ทุกคนมีสิทธิ์มีความคิดเห็นของเขา เราก็ไม่เก็บมาหนักใจ เลือกมองแต่ด้านดีๆ พยายามสร้างกำลังใจให้ตัวเอง สุดท้ายแล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง คนที่ดีใจ หรือเสียใจที่สุดก็เป็นตัวเราเอง ถ้าเราทำได้ไม่เต็มที่

แต่ไดร์ก็เอามาปรับใช้นะ เรื่องภาษาอังกฤษ ที่หลายคนแนะนำเข้ามาว่าคำนี้ควรพูดอย่างนี้ หนูก็ลองเน้นและปรับแก้ คนเราเวลาอยู่กับตัวเอง เรามองตัวเองและคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่บางทีในมุมมองของคนอื่น เขาอาจเห็นอะไรมากกว่าเรา

แต่ยอมรับนะคะว่านอยด์ เพราะเกิดมาไม่เคยโดนว่าอะไรขนาดนี้มาก่อน มีนิดหนึ่ง แต่ก็พยายามอยู่กับตัวเอง และปรับให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยที่ยังเป็นตัวของเราเองอยู่"

หวังหรือเปล่ากับเวทีนี้ เพราะหลายคนจะบอกว่า มิสไทยแลนด์เวิลด์ จับใจ จูเลีย เจ้าของลิขสิทธิ์ ยาก

"มันก็ยาก แต่ด้วยความที่ก่อนไปเราอยู่บ้าน และไม่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศการประกวด ก็ยอมรับว่าหวังอยู่ หนูคิดว่าเราก้าวมาถึงระดับนี้ ก็แปลว่าคนที่เลือกเราเขาเห็นความสามารถของเรา แต่พอไปถึงที่กองประกวดจริงๆ ไปเจอเพื่อนเพื่อนนางงาม ทุกคนสวยกันมาก ไม่มีใครกั๊ก มีความสวยเท่าไรใส่ให้หมด มาเต็มกันทุกวัน (หัวเราะ) ก็เลยพยายามคิดว่า ช่างมันเถอะ เขาจะสวยกันเต็ม 100 สวยกว่าเราแค่ไหน เราก็ทำดีที่สุดในแบบของเรา หนูว่ามันเป็นเวทีแห่งความหวังจริงๆ นะ เขามีหลายการประกวด ถ้าไปการประกวดความสามารถไม่ได้ เราก็ไปกีฬา ไปแข่งกีฬาไม่ได้ เราก็ไปประกวดนางแบบ ต้องพยายามหาจุดเด่นของเรา เวทีนี้เค้าดูอะไรไรหลายอย่าง บางทีคุณไม่จำเป็นต้องสวย แต่ถ้าคุณมีความสามารถ จิตใจที่ดี คุณก็สามารถเข้าไปยืนตรงจุดที่ประสบความสำเร็จได้"

พอไปถึงกองประกวดเราปรับตัวเข้าหาทุกคนอย่างไร เพื่อนๆ ทุกคนต่างชาติต่างภาษาหมด

"มีเพื่อนๆ สาวงาม 119-120 คน เรื่องปรับตัว ยอมรับว่าตอนยังไปไม่ถึงก็กังวล แต่พอไปถึง ทางกองประกวด มีตารางกิจกรรมตลอด กิจกรรมแน่นมาก จนไม่มีเวลากังวลอะไร ช็อกมากไปถึง Whatsapp มาบอกเลยว่าต้องทำอะไรบ้างในเช้ารุ่งขึ้น แต่ละวันกิจกรรมแน่นมาก ไม่มีเวลาได้เครียดไม่มีเวลาได้คิดได้ได้ทั้งสิ้น ต้องมีสมาธิและสติอย่างเดียว กลับที่พักก็ต้องรีบเตรียมตัวให้พร้อมในวันรุ่งขึ้น เพราะกิจกรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ไม่ได้เป็นตามที่แจ้งไว้"

บินไปคนเดียวเรารับมือกับมันยังไง ทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเมืองไทย ทั้งเรื่องหน้ากองประกวดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
"คำวิพากษ์วิจารณ์จากเมืองไทย หลังๆ ตอนเข้ากองแล้ว หนูไม่ค่อยได้รับรู้เพราะไม่มีเวลาสนใจโซเชียลนัก เพราะฉะนั้นไม่มีผลกับหนู แต่ปัญหาหน้างานที่เจอคือ การเปลี่ยนแปลงตารางตลอดเวลา หนูเคยร้องไห้อยู่ครั้งหนึ่ง ไม่ได้ถึงกับปล่อยโฮนะคะ แต่น้ำตาไหลเพราะเรากดดัน เราไม่เคยเจอการเปลี่ยนแปลงแบบนี้มาก่อน วันนั้นคือการสัมภาษณ์วันแรก เป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับเรา มันคือ เฟิร์ส อิมเพรสชั่น ตั้งใจกับมันมากๆ เตรียมตัว ทำสคริปต์ของเราไว้ดีมาก

ครั้งนั้นเป็นการสัมภาษณ์ที่เขาไม่ได้ถามเรา แต่ให้เราพรีเซนต์ตัวเราเอง เป็นโอกาสที่ดีมากที่เขาจะได้รู้จักเรา หนูตั้งความหวังกับการสัมภาษณ์ครั้งนี้ไว้สูงมาก ซึ่งเขานัดหนูไว้บ่าย 3.45 แต่ตอนหนูอยู่ในห้องน้ำ 11 โมง เขาก็มาเรียกแล้ว แต่โชคดีที่อยู่ที่โน่นหนูตื่นตี 5 ทุกวัน ตื่นมาเขียนคิ้ว แต่งหน้าไว้ก่อน หน้าต้องพร้อมก่อนอาบน้ำซะอีก เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีโอกาสโดนเรียกได้ตลอดเวลา แต่ก็เฟลเล็กน้อย เพราะเจอกรรมการครั้งแรก ก็อยากสวยจัดเต็มที่สุด นัดเราเกือบ 4 โมงเย็น แต่เรียกเราลงไปสัมภาษณ์ 11 โมง มันรู้สึกกดดัน จนน้ำตาไหลเอง แต่พอไปถึงก็เข้าใจว่าไม่ใช่แค่หนูคนเดียวนะที่ยังไม่เต็ม คนอื่นบางคนผมยังไม่แห้งเปียกโชกลงมาเลย คิวเราสัมภาษณ์ช่วงบ่าย 3 เพราะเราตัวอักษร T ก็จริงแต่ทุกคนถูกเรียกลงไปสแตนด์บายพร้อมกันหมด A-Z"

หรือมันเป็นกลยุทธ์ อยากดูความพร้อมในตัวนางงามของเขา

"แต่ก่อนหน้านี้กิจกรรมอื่นๆ เขาก็มีการเรียกให้เราเตรียมตัวล่วงหน้าก่อน 1-2 ชั่วโมง นะคะ (หัวเราะ) ตอนแรกแพลนว่าจะใส่อีกชุด แต่รูดซิบไม่ขึ้น เพื่อนเมียนมาที่เป็นรูมเมตก็ลนเหมือนกัน รูดซิบให้เราไม่ขึ้น (หัวเราะ) หนูก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนชุดซะ"

เข้าไปถึงการสัมภาษณ์เป็นอย่างไรบ้าง
"กรรมการน่ารักค่ะ มีคุณจูเลียอยู่ในนั้นด้วย ที่กองมิสเวิลด์ กรรมการส่วนใหญ่ จะเป็น Staff ในกอง ตั้งแต่ช่างภาพ คนถือไมค์ เข้าไปก็เซอร์ไพรส์ว่า เอ้ย! คนนี้ก็เป็นกรรมการด้วย ส่วนตัวหนู หนูรู้สึกว่า กองมิสเวิลด์เก่งมาก เขารู้จักทุกคน ถ้าเราเข้าไปเล่าเรื่องเดิมๆ ชื่อนี้ อายุ เท่านี้ มันเป็นสิ่งที่เค้ารู้อยู่แล้วจากใบสมัครที่ให้กรอกไว้แล้ว มันจะโดนเขาตัดบท ว่ามีอย่างอื่นอีกไหม ถ้าไม่มี เขาก็จะแท็งกิ้วและเชิญคนถัดไป ตอนนั้นของหนู ก็บอกเขาไปก่อนว่าหนูไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษนะ เขาก็บอกว่าไม่เป็นไรๆ หนูก็เล่าว่าหนูชอบกินเค้กช็อกโกแลต โดยเฉพาะเวลาที่เครียด ตื่นเต้นมากๆ แต่ที่นี่หาที่ช็อกโกแลตกินยากมาก หนูรู้ว่าอาจจะทำให้หนูอ้วน แต่ตอนนี้หนูอยากกินมาก (หัวเราะ) กรรมการเขาก็หัวเราะกัน"

เห็น ไดร์ เคยเล่าใน ไลฟ์ เฟซบุ๊ก ว่าทางกองจะให้ใช้ล่าม แต่เราไม่ยอม
"ใช่ค่ะ แต่จะเป็นช่วงที่สัมภาษณ์บันทึกเทป มันจะมีปัญหากับช่างภาพนิดหนึ่ง ว่าเวลาเราพูด เขาฟังยาก ด้วยสำเนียงเราไม่ใช่เจ้าของภาษาหรือเป็นลูกครึ่ง คำศัพท์มันไม่ชัดเจน เขาเลยถามเราว่าจะเอาล่ามไหม แต่เขาก็บอกเราว่าไอ รู้ ว่ายูพูดได้ แค่พยายามอีกนิดนึง ที่ผ่านมามันดูยากเพราะยูไม่มั่นใจ ยูน่ะคิดว่าตัวเองอ่อนภาษาอังกฤษ แต่มันไม่ใช่ มีคนอ่อนกว่ายูอีก ให้พูดออกมาเลยพูดออกมาให้ชัด ไม่จำเป็นต้องสำเนียงเป๊ะเหมือนเจ้าของภาษา แค่ยูพยายามพูดออกมาก็ได้ใจคนฟังแล้ว เขาก็แนะนำเรานะว่ายูจะพูดภาษาตัวเอง แล้วใช้ซับไตเติลก็ได้ แต่ในเมื่อยูพูดได้ ทำไมถึงไม่คว้าโอกาสนั้นไว้ล่ะ ไดร์ก็เลยพยายามมากขึ้น ทิ้งความกังวลที่เคยโดนติงว่าภาษาอังกฤษสำเนียงไม่ดีออกไป

มีอยู่ครั้งถูกเรียกสัมภาษณ์ร่วมกับเพื่อนๆ 4 สาวงาม ฟิลิปปินส์ อเมริกา เวเนซุเอลา และอินโดนีเซีย ครั้งนั้นเป็นการสัมภาษณ์สื่อฟิลิปปินส์ เขาเลือกมา 5 ชาตินี้ หนูก็ไม่รู้เหตุผลเขาเหมือนกันทำไมถึงเลือกเรามาด้วย แต่หนูก็พยายามเป็นธรรมชาติของเราเอง แรกๆ อาจเกร็งบ้างแต่พอได้พูดกับเพื่อน เราก็ผ่อนคลายและทำได้ อยากบอกทุกคนว่าภาษาอังกฤษอย่าไปอายที่จะพูด ช่างภาพที่เขาแนะนำหนูเขาบอกว่าพูดไปเถอะไม่ต้องกลัว พยายามออกเสียงช้าๆ ชัดๆ คนฟังเขาเข้าใจ"

พอไปอยู่ตรงนั้น เกี่ยวไหมกับสายสะพายอ่อน หรือถ้าศักยภาพเราดีจริงๆ ก็ไม่เกี่ยวว่าสายสะพายอ่อนแข็งอะไรทั้งสิ้น
"ตอนเข้าไปอยู่แรกๆ หนูยอมรับว่าเขาไม่มองบ้านเรา แต่หลังๆ เขาก็เริ่มมองมากขึ้น เราต้องตั้งใจแล้วเขาจะมองเห็นเราเอง ปีนี้ฝั่งเอเชียประสบความสำเร็จนะ ต่อไปนี้คิดว่าเขาน่าจะมองเราบ้างแล้วล่ะ เราต้องสู้ ตอนแรกไม่คิดว่าจะเข้า 20 คนด้วยซ้ำนะ เพราะเวลาซ้อมหรืออัดเทป เขาไม่เคยเรียกชื่อหนูเลย แต่เราก็สู้จนทำได้"

แต่กลับมาก็เจอดราม่าอีก คนไทยด้วยกันนี่ละบอกว่าเข้ารอบ 20 คนแค่นี้ถือว่ากระจอก
"ไม่เป็นไรค่ะ เขาอาจจะไม่ได้ติดตามเราด้วยมั้ง เขาก็เลยรู้สึกเฉยๆ สำหรับเวทีที่เก่าแก่และมีมานานเป็นเวทีระดับโลก แค่นี้หนูว่าก็สุดยอดแล้ว ชื่อของไทยแลนด์ไม่ได้ถูกประกาศได้ง่ายๆ นะคะ เวทีเขาก็ไม่ได้เป็นเวทีสมัยใหม่ๆ สไตล์ต่างๆ ก็ยังดั้งเดิม ยากมากสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะไปทำอะไรแบบนั้นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความคลาสสิก กิจกรรมสไตล์ดั้งเดิม ต้องอย่าลืมนะคะว่าเวทีมิสเวิลด์ เขาไม่ได้หาคนสวยอย่างเดียว แต่เขาหาคนสวยทั้งหน้าตาและจิตใจ (ยิ้ม) ถ้าคุณมีจิตใจที่สวยงาม มีจิตกุศล คุณก็จะได้รับมัน"

ผู้หญิงตรงหน้าที่คุยกับเราอาจไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยเป๊ะ เพอร์เฟกต์เกินร้อย แต่ตลอดการพูดคุย ทัศนคติของเธอทำให้เรารู้ว่าทำไมเธอถึงคว้าความสำเร็จมาครอง ไดร์ จิณณ์ณิตา สาวน้อยคนนี้โดดเด่นที่ทัศนคติอันงดงามของตัวเธอเอง.