อยากเป็นนักจิตวิทยาแต่พ่อแม่กลัวเป็นอันตราย - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

อยากเป็นนักจิตวิทยาแต่พ่อแม่กลัวเป็นอันตราย

โดย ครูเคท

เมื่อวันก่อนมีอีเมลเข้ามาหาว่า “...ครูเคทคะ หนูมีปัญหาค่ะ คือหนูอยู่ ม.6 แล้วจะจบแล้วด้วยค่ะ หนูอยากเป็นนักจิตวิทยาคลินิก แต่ที่บ้านบอกไม่อยากให้เรียนเพราะการงานไม่มั่นคง แม่หนูทำงานอยู่ รพ. แม่บอกว่าแม่ไม่แนะนำให้เรียนด้านนี้ เพราะกลัวเป็นอันตรายด้วย เพราะหนูอยากเรียนด้านจิตวิทยาคลินิกด้วยค่ะ มันเกี่ยวกับคนที่ไม่ปกติด้วยค่ะ แล้วแม่ก็บอกว่าถ้าจบมาก็เป็นแค่เจ้าหน้าที่เฉยๆ...”

ดีใจนะคะที่มีคนอยากเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งตอนนี้ขาดแคลนมากค่ะ ปัจจุบันบุคลากรทางด้านจิตเวชขาดแคลนมาก ทั้งจิตแพทย์ นักจิตวิทยาคลินิก และนักจิตวิทยาคำปรึกษามีจำนวนไม่เพียงพอกับผู้ป่วย และลูกค้า (หมายถึงคนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาทางจิต แต่อาจมีความเครียด มีปัญหาชีวิตตามปกติของมนุษย์ที่ต้องการหาทางออกและแก้ไขปัญหาอย่างถูกวิธี)

เมื่อวันก่อนครูเคทนั่งคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นจิตแพทย์และนักจิตวิทยา ก็ยังคุยกันว่า ปัจจุบันคนไทยมีความทุกข์ใจซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มกันมาก แม้ว่าผลการจัดอันดับความสุขพบว่าคนไทยมีความสุขสูงกว่าชาติอื่นๆ ทั่วโลก แต่เราก็ยังแอบมีทุกข์อยู่ในใจลึกๆ อันเกิดจากลักษณะเฉพาะของสังคมไทย ที่เป็นสังคมกลุ่ม (collectivism) ผู้คนพึ่งพาอาศัยกันอยู่ใกล้ชิดกัน จึงทำให้เกิดการเปรียบเทียบกันและกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้คนไทยมักไม่ค่อยเห็นคุณค่าในตนเองนัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆ เราก็จะเริ่มเห็นว่าเราด้อยกว่าคนอื่นๆ และไม่พึงพอใจในสิ่งที่ตนเป็น ตนทำ และตนมี เมื่อรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า จึงทำให้คนไทยชอบติดตามเรื่องราวของชาวบ้าน มีอารมณ์หมั่นไส้ และมีการนินทาว่าร้ายกระแนะกระแหนผู้อื่นอยู่บ่อยๆ (แต่รู้เรื่องของตัวเองและคนในครอบครัวน้อยมาก) ลักษณะเฉพาะนี้ ทำให้คนไทยเป็นคนยิ้มง่ายแต่ซ่อนปมต่างๆ ไว้ภายใน รอเวลาเครียดได้ที่ก็จะส่งผลต่อคนรอบข้างโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว และสุดท้ายส่งผลทางกายของตนเองด้วยการเป็นโรคยอดนิยมของคนไทยคือ นอนไม่หลับ ไมเกรน โรคกระเพาะ ความดันโลหิต และมะเร็งค่ะ

ที่น้องหนูถามมา ครูเคทอยากสนับสนุนเพราะน้องมีความชอบอยู่แล้ว อยากให้ตามความฝันของตนเอง คุณแม่อาจกังวลเพราะเห็นภาพในการทำงานในโรงพยาบาลที่หนัก จิตแพทย์คนหนึ่งต้องตรวจคนไข้วันละเป็นร้อยคน มากกว่าแพทย์อื่นๆ เนื่องจากว่าจิตแพทย์ขาดแคลน และการตรวจรักษาของจิตแพทย์จะตรวจกัน 2-3 นาทีเหมือนแพทย์อื่นๆ ไม่ได้ ต้องนั่งคุยกันยาว น่าเห็นใจคุณหมอมาก และนักจิตวิทยาในโรงพยาบาลยิ่งน้อยกว่าแพทย์ แต่การดูแลผู้ป่วยและลูกค้าต้องซักประวัติ นั่งฟังเรื่องราว ทำแบบทดสอบและประเมินอาการ จึงใช้เวลานานกว่าจิตแพทย์เสียอีก ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาจึงเรียกได้ว่าเป็นอาชีพขาดแคลนโดยแท้

ที่คุณแม่ของน้องไม่อยากให้เป็นนักจิตเพราะกลัวอันตรายจากการพบเจอผู้ป่วยที่เป็นโรคจิต การทำงานจริงๆ เขามีระบบดูแลอย่างดี มีความปลอดภัยสูง ผู้ป่วยและจิตแพทย์หรือนักจิตจะไม่ได้อยู่ในห้องปิดมิดชิดเพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย และหากคุณแม่กลัวว่าน้องจะเครียดจากสภาพการทำงาน บุคลากรจิตเวชจะได้รับการฝึกให้รู้จักการปล่อยวาง ไม่นำปัญหาของผู้ป่วยเข้ามาเก็บในใจตนเองค่ะ

เอาอย่างนี้ ครูเคทขอแนะนำให้น้องลองไปสังเกตการทำงานของบุคลากรสายจิตเวชที่โรงพยาบาลหรือคลินิกต่างๆ หรือสอบถามพูดคุยกับเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ หรือคุยกับเพื่อนๆ ที่เคยมีประสบการณ์ได้พูดคุยหรือรับบริการด้านจิตเวช จะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจค่ะ จากนั้นนำมาหารือกับคุณแม่อีกที คุณแม่คงไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ที่ห้ามก็เพราะด้วยความรักความเป็นห่วงจึงทำให้วิตกกังวลไปบ้าง

ใครที่มีปัญหา ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 08-1458-1165 หรือเข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer  และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ