บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การอยู่ให้รอดในโลกยุคดิจิทัล

สวัสดีปีใหม่ สวัสดีปีไก่ครับ ท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ปีนี้ผมมารายงานตัวล่าไปนิด แต่ก็ยังอยู่ในสัปดาห์แห่งการฉลองปีใหม่ ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีสติที่ตื่นตัวอยู่เสมอ เพื่อให้อยู่ใน “โลกยุคดิจิทัล” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง การเงิน การค้า การลงทุน ไปจนถึง เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเชื่อมโยงทุกสรรพสิ่งเข้ากับวิถีชีวิตของเราได้อย่าง มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน ตลอดไป

แม้ รัฐบาล จะประกาศว่า “รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”ในยุค “ไทยแลนด์ 4.0” แต่ถ้า คุณตามไม่ทัน ผมรับรองว่า คุณจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังแน่นอน โดยเฉพาะ “แรงงานไร้ทักษะ” ที่จะถูกแทนที่ด้วย “เครื่องจักรอัตโนมัติ” ในทุกระบบการผลิต

ชีวิตที่เคยมั่นคงในอดีตจะสูญหายไปอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

มีบทความหนึ่งใน นิตยสาร digital age เขียนโดย Eka–x ตั้งชื่อไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า “วิธีอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิม” ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในโลกใบนี้จาก “อินเตอร์เน็ต” ที่รวมศูนย์จากทั่วโลกมาอยู่แค่ปลายนิ้วมือ และแนะนำให้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้อยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิม

โลกในอนาคต จะไม่มีใครอยู่รอดปลอดภัยในแบบเดิมๆได้อีกต่อไป แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ใน Fortune 500 ที่เคยรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ วันนี้ก็ล้มหายตายจากไปแล้วกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะปรับเปลี่ยนธุรกิจไม่ทันกับความเร็วโลกที่เปลี่ยนไป

รถยนต์ Tesla Model S รถยนต์ไฟฟ้าที่เทสลาคุยว่าวิ่งเร็วที่สุด สามารถทำความเร็ว 0–60 ไมล์ได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาที วันปีใหม่ที่ผ่านมา ถูกรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อใหม่ Faraday Future รุ่น FF91 ที่จะออกขายในปีหน้า 2018 ทำความเร็วแซงหน้าไปเรียบร้อยแล้วที่ลาสเวกัส ด้วยความเร็ว 0–60 ไมล์ ในเวลาเพียง 2.39 วินาที แถมชาร์จไฟครั้งเดียว วิ่งได้ไกลถึง 378 ไมล์ ไกลกว่ารถยนต์เทสลาทุกรุ่น ใครจองซื้อต้องมัดจำล่วงหน้าคันละ 5,000 เหรียญ เจ้าของเป็นคนจีนชื่อ เจีย จาก บริษัท LeEco บริษัทเทคโนโลยีจีนที่ไปลงทุนในสหรัฐฯ

โลกวันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจริงๆ

คุณแดน แทพสก๊อตต์ ผู้พ่อที่ร่วมเขียนหนังสือ บล๊อคเชน เรฟโวลูชั่น ร่วมกับ อเล็กซ์ แทพสก๊อตต์ ผู้ลูกที่ผมเขียนถึงวันก่อน ได้เขียนไว้ในหนังสือ เศรษฐกิจดิจิทัล The Digital Economy ว่า โลกวันนี้ข้อมูลทุกอย่างที่เคยรวบรวมไว้ จะเปลี่ยนจาก “ข้อมูลโง่ๆ” ที่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ให้กลายเป็น “ข้อมูลฉลาด” ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าและเจ้าของอุปกรณ์ที่ฉลาดทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว

การประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในอนาคต จะเปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดด จากการเก็บข้อมูลด้วยระบบตัวเลข “0” หรือ “1” เป็นการประมวลผลแบบควอนตัม (quantum computing) หรือ qubit แบบ “a0” หรือ “a1” หรือ ทั้งสองแบบในเวลาเดียวกัน ทำให้ผลที่ได้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทุกวันนี้หลายล้านเท่า ทำให้การจัดเก็บข้อมูลมีต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว ในอนาคต ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์ชนิดมัลติเทราไบต์ จะขายในราคาเพียง 1–2 เหรียญ ทำให้ต้นทุนการเก็บข้อมูลต่ำมากจนไม่จำเป็นต้องลบอะไรทิ้งไปเลย

ความรวดเร็วจากการประมวลผลแบบควอนตัม จะทำให้ข้อมูลทุกอย่างที่เก็บไว้เปลี่ยนจาก “ข้อมูลโง่ๆ” ไม่มีค่า กลายเป็น “ข้อมูลฉลาด” ที่เต็มไปด้วยมูลค่า

ตัวอย่างเช่น คุณกำลังขับรถในช่วงบ่ายวันศุกร์ คุณจะได้รับข้อความจากร้านค้าในย่านนั้นว่า คุณสั่งเนื้อนมไข่เอาไว้ ทางร้านจัดเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แวะไปรับได้เลย และรู้ด้วยว่ามีใครบ้างอยู่ในรถของคุณ (จากสมาร์ทโฟนของพวกเขา) และอินเตอร์เน็ตยังช่วยเปลี่ยนคำสั่งซื้อ หากว่าบางคนมีปัญหาเรื่องน้ำตาล ในอนาคตสินค้าหลายๆอย่างจะมีวงจรอัจฉริยะเก็บอยู่ในตัวเอง เช่น เสื้ออัจฉริยะที่ฝังสมองกลเอาไว้ในปกเสื้อ เป็นต้น

จะอยู่รอดในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างไร พรุ่งนี้ต่อกันอีกสักวันนะครับ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”