บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลือย้ายช่อง? ฟังจากปาก 'เขมสรณ์ หนูขาว' เราเป็นมากกว่าผู้ประกาศ

เป็นอีกคนที่มีความสามารถดูจากการสัมภาษณ์ การรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน คงจะไม่ผิดหากจะบอกว่าได้ทั้งบุ๋น และบู๊ เธอมีประสบการณ์ที่อยู่ในสนามข่าวมากว่า 10 ปี

'เป็นมาหมดแล้วค่ะ...' เธอหัวเราะยิ้มหวานอธิบายว่าผ่านอะไรในสายงานข่าวมาบ้างเป็นยิ้มหวานที่อย่าเชื่อ มองเพลินในสิ่งที่เห็น เพราะสำหรับคนที่ถูกเธอสัม ภาษณ์ หลายครั้งรอยยิ้มพริ้มหวานมันอาจจะเคลือบไปด้วยใบมีดโกน 

ในห้วงเวลาแห่งการโยกย้ายมีข่าวกระเส็นกระสายลือว่าเธอจะย้ายช่องจาก 'ไทยรัฐทีวี' ไปสู่ 'สำนักข่าว' แห่งใหม่ ผมมีโอกาสได้เจอกัน จึงชวนผู้ประกาศสาวเนื้อหอมเปิดใจ เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทำให้เห็นอะไรบางอย่าง

นอกจากความงาม เป็นเสน่ห์ที่มีมากกว่า 'ผู้ประกาศอ่านข่าว' แบบนกแก้วนกขุนทองบนหน้าจอ

'3 ปีแล้วค่ะ มิลค์อยู่ตั้งแต่ออกอากาศวันแรก...' เธอระบายยิ้มตอบ

วันนี้ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ดี?

'จริงๆ เราเข้ามาตั้งแต่ยังไม่ออกอากาศ มาเวิร์กช็อปก่อน ดังนั้นจะเห็นตั้งแต่ไทยรัฐทีวีกำลังเร่ิมต้นอะไรบ้าง พอถึงวันออกอากาศเป็นวันแรก เราก็เป็นผู้ประกาศข่าวคู่แรกด้วยที่ได้ออกอากาศพูดต้อนรับเข้าสู่สถานีไทยรัฐทีวี (ยิ้ม) ตื่นเต้นมากค่ะ ถามตัวเองว่ามันคงจะไม่มีแบบนี้อีกแล้วในชีวิตที่จะได้มีโอกาสดีๆ แบบนี้เป็นความภูมิใจมาก"

เก็บความตื่นเต้นวันนั้นอย่างไรบ้าง ตื่นเต้นสักแค่ไหน, ผู้ประกาศสาวเปิดยิ้มเล่าว่า ตื่นเต้นสิคะ ขนาดเราอ่านข่าวมาเป็นสิบปีแล้วนะ วันนั้นจำได้มือเย็นมากๆ มันเหมือนแบบเป็นความหวังของทีมงานที่เขาทำงานกันมานาน เตรียมตัวกันมานาน เพื่อที่จะเปิดตัวให้ทุกคนเห็นช่องเราสู่สายตาประชาชน 

"มิลค์ห้ามพูดผิดนะ ห้ามพลาดเพราะวันนั้นถ่ายทอดสด" เธอบอกสิ่งที่กดดันในวันแรก ย้ำว่าวันนั้นไม่อยากทำอะไรผิด แม้มีความตื่นเต้นมาก พอจบออกอากาศ เราหันมาปรบมือร่วมกันกับทีมงานด้วยความดีใจ มีโอกาสย้อนกลับไปดูเทปวันนั้น มีความเสียงสั่นนิดๆ ด้วยความตื่นเต้น และก็มีรอยยิ้มที่ภาคภูมิใจอยู่ในนั้นเช่นกัน 

"ด้วยชื่อไทยรัฐแม้จะเป็นช่องวาไรตี้ที่เราประมูลมา แต่ด้วยชื่อ ไทยรัฐมันเป็นข่าวอันดับที่หนึ่งเลย ความคาดหวังของเราที่เข้ามาร่วมงานก็เพราะอยากจะเน้นเรื่องสายข่าวที่ชอบและถนัด เราชอบทำข่าวจริงๆ ก็เลยอยากจะมาลองที่นี่ เพราะไทยรัฐทีวีไม่เคยออกอากาศมาก่อน เป็นช่องใหม่จริงๆ ซึ่งพอได้เร่ิมต้นอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทีมงานใหม่ โดยเฉพาะผู้บริหารรุ่นใหม่ๆ"

ไทยรัฐจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจและท้าทาย แตกต่างกับช่องที่เราทำอยู่ คนละฟีล เพราะเป็นช่องราชการ ซึ่งเป็นทางการมาก พอมาที่นี่ก็เปลี่ยนมาเป็นความทันสมัย เป็นความท้าทายที่เราตามหา

3 ปีที่ผ่านมา ในมุมเธอมีอุปสรรคอะไรบ้างระหว่างทางไหม ?

'แน่นอนว่าที่ใหม่มีบ้างเพราะเป็นคนจากหลายๆ ที่มารวมกัน มันจะมีคัลเจอร์ช็อก (Culture Shock) บ้าง ต้องมีการปรับตัวในการทำงานบ้าง เพราะระบบ รูปแบบการทำงานต่างจากทีมเดิม แม้กระทั่งการแต่งตัว เสื้อผ้า หน้าผมก็แตกต่างจากที่เดิม ต้องเปลี่ยนใหม่หมด กระทั่งวิธีการอ่านข่าวเรายังต้องเปลี่ยนเลย

จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ ให้สัมภาษณ์กับเราตอนย้ายมาช่องใหม่ว่า 'ต้องเปลี่ยนหมดแม้กระทั่ง วิธีการผายมือ จริตจะก้าน วิธีการชายตาต้องเปลี่ยนใหม่หมด' มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอ?

ใช่ค่ะ, มันต้องเปลี่ยนหมด แต่ต้องคงความเป็นตัวเองเอาไว้ เพื่อคงคอนเซปต์ของสถานี เป็นการปรับเปลี่ยนที่ยากพอสมควร

อะไรคือโจทย์ที่ยากที่สุดใน 3 ปี ที่มาอยู่ชายคาไทยรัฐทีวี

'ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปค่ะ มันไม่เหมือนยุคที่เราอ่านข่าวมี ช่อง 3-5-7-9 และ 11 ที่ช่องมันน้อยมาก ปัจจุบันช่องเยอะ ตัวเลือกมันเยอะมากๆ การที่จะทำให้คนดูเปิดและหยุดดูเรามันยากมาก บวกกับเรามีโลกโซเชียล มีมือถือด้วย โจทย์คือทำอย่างไรให้คนเปิดหน้าจอดูเราและอยู่กับเรา เพราะจริงๆ คนไม่ดูทีวีก็ได้ ดูข่าวจากเน็ต ซึ่งมันยากมากๆ"

ทุกวันนี้ได้อย่างที่ตั้งความหวังไว้ไหม?

'ตอนเข้ามาไม่ได้ตั้งความหวังไว้เยอะนะคะ แค่อยากทำงาน ในสิ่งที่แปลกใหม่ ในองค์กรที่น่าสนใจ และเราเร่ิมต้นไปด้วยกัน เห็นตั้งแต่ก้าวแรกเดินไปด้วยกันจริงๆ มันสนุกตรงนี้ในทุกข่าวที่เราก้าวเดินกันไป"

สำหรับคุณ เสน่ห์ของไทยรัฐทีวีคืออะไร​? ผู้ประกาศสาวบอกว่า แค่ชื่อก็มีเสน่ห์ แค่บอกชื่อคนร้องอ้อ เพราะเป็นชื่อที่อยู่กับคนไทยมานานมาก พอพูดชื่อนี้ คนก็จะยอมรับในงานข่าวอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าจะมีวาไรตี้เป็นจุดที่น่าสนใจ

"เวลาคนนึกถึงข่าว เชื่อว่าคนนึกถึงเรา โดยเฉพาะมีเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง หรืออย่างมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรก็ตาม คนจะนึกถึงเราเป็นอันดับต้นๆ เพราะที่ผ่านมาเราทำให้คนเชื่อมั่นในเรา เวลามีอะไรที่สำคัญเรารายงานสดยาว ไม่สนใจอะไรอื่นทั้งนั้น เรามีเฟซบุ๊กไลฟ์ที่รายงานสดตลอดเวลา เป็น 3 ปี มิลค์เชื่อว่าคนดูเราเยอะขึ้น"

ย้อนกลับไปวันแรก ตอนเข้าที่นี่ใครมาจีบ? จริงๆ เราอยากเปลี่ยนจากที่เดิม เพราะว่ามันตัน ที่นั่นเราทำมาแล้วทุกอย่าง นักข่าวภาคสนาม สายการเมืองฟูลไทม์ อ่านข่าว เล่าข่าว มีรายการทอล์ก เป็นโปรดิวเซอร์ เช่าเวลาผลิตรายการ เรียกว่าทำมาแทบทุกอย่าง

"เหมือนจะโต แต่มันตัน ด้วยกรอบของการทำงาน ประจวบกับสิ่งใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามา มันไม่ทันแน่ เราไม่อยากจะหยุดแค่นี้ อยากจะพัฒนาฝีมือตัวเองให้มาก กว่านี้ด้วย เลยลองดู เราเคยทำงานกับเนชั่นแล้วมีผู้ใหญ่ของที่นั่นได้มาร่วมงานกับที่นี่ (ไทยรัฐทีวี) ก็เลยให้เรามาลองคุยดู จริงๆ ได้มีโอกาสคุยกับหลายที่ แต่ใช้เวลาในการตัดสินใจประมาณหนึ่ง เพราะเป็นคนขี้ลังเล (ยิ้ม) เป็นคนรักพี่เสียดายน้อง สุดท้ายเราอยากทำสายข่าว เราก็เลือกมาที่นี่ แต่ใช้เวลาพอสมควร"

แต่อย่างที่บอกในยุคที่โซเชียลเบ่งบาน การทำทีวีทำสื่อมันโหดมาก โหดจริงๆ เป็นโจทย์ที่ให้คนหันมาวางมือถือ วางตาจากคอมฯ แล้วหันมาดูเราให้ได้ เพราะแม้จะเรื่องเดียวกัน แต่สิ่งที่เราต้องทำ เรามีภาพ มีครบถ้วนทุกมุมมอง แต่อินเทอร์เน็ตมีไม่ครบถ้วนทุกมุม

"สิ่งที่เราคิดว่ามีจุดเด่นกว่าโซเชียลก็คือ เรามีการสัมภาษณ์ เจาะลึกมากกว่าเห็นภาพ เห็นคลิปแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ไปตามนั้น เราพาย้อนกลับไป เราตรวจสอบก่อน เรามีกระบวนการรีเช็ก และหาข้อสรุป รวมๆ แล้วเราเรียกว่ามันเป็นความเชื่อมั่นในการนำเสนอ คนก็จะหันมาดูมาเช็กที่เรา การเจาะลึกในแต่ละประเด็นมากกว่าในหนังสือพิมพ์ หรือในกรุ๊ปไลน์ หรือในเฟซบุ๊ก" 

3 ปีที่นี่มีอะไรที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ? 

'ไทยรัฐให้โอกาสเราเยอะมาก ต้องขอบคุณจริงๆ เพราะทุกครั้งที่มีเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง ช่องจะนึกถึงเราให้นำเสนอข่าวไม่ว่าจะเป็นประชามติ เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือเหตุการณ์สำคัญๆ เราก็มีโอกาสมีส่วนร่วมในการทำงาน มีโอกาสได้นำเสนอ แลกเปลี่ยนมุมมองได้ ด้วยความเป็นคนรุ่นใหม่ใกล้ๆ กัน มันได้ทำอะไรที่แตกต่างหลากหลาย ไทยรัฐมีความกล้า ไปสัมภาษณ์แขกในขณะที่ที่อื่นไม่กล้า หรืออย่างเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่จัดยาว 8-9 ชั่วโมงเลยนะ เรากล้าทำมากๆ

'แต่ถามว่าอยากทำอะไรอีกไหม อาจจะเป็นการมีส่วนในการอยู่ร่วมเบื้องหลัง ในการผลิตรายการข่าว ให้เรามีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น' 

ทำงานมา 10 ปี ในสายข่าวการเมือง อยากสัมภาษณ์ใครที่ยังไม่ได้สัมภาษณ์ไหม ?

"ย้อนไปเรามาเร่ิมต้นที่ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช วิ่งถือไมค์ มาอยู่ไทยรัฐก็ได้สัมภาษณ์คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยความเป็นผู้หญิง เราก็คุยกัน แล้วเราเป็นช่องเดียวที่ได้ไมค์เดียวเป็นทอล์ก เราสัมภาษณ์ในมุมผู้หญิงแบบที่หลายคนไม่เคยถาม หรืออย่างยุคนี้ก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิลค์เป็นพลเรือนเดียวที่ได้สัมภาษณ์ ถามว่าดุไหม เราเคยสัมภาษณ์ตอนท่านเป็น ผบ.ทบ. ไม่ดุ เสียงดัง เป็นคนตรงๆ ถ้าเราทำการบ้านไป ท่านจะไม่ดุ"

อาจจะเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่ 45 คนล่าสุด เพราะเราทำข่าวเลือกตั้งประธานาธิบดีมา 3 รอบแล้ว แต่ละครั้งเราก็จะเห็นครั้งนี้สนุกกว่าครั้งก่อนมาก ตรงที่ยุคสมัยคนมันเปลี่ยน ความคิดคนมันก็เปลี่ยนจริงๆ คนอเมริกันเปลี่ยน กล้าเลือกคนที่มีนโยบายแปลก แหก

บ้า ระห่ำ,  เธอหัวเราะ ใช่เราคิดอะไรอยู่มันก็น่าสนุก แล้วการเมืองต่างประเทศก็มาเทียบกับการเมืองบ้านเราได้บ้าง อยู่ดีๆ คนในประเทศอยากเปลี่ยนใครจะรู้ทุกคนทุกโพล แต่เปลี่ยนคุณเดาใจคนไม่ได้ ใจคนยากแท้หยั่งถึงเลยนะ ความเปลี่ยนแปลงของโลกมันทำให้ความคิดคนเปลี่ยนจริงๆ

คุยกันมาตั้งนาน ปีใหม่มีข่าวลือมากมายว่าคุณจะย้ายไปช่องโน้น ช่องนี้ คำถามก็คือ จากนี้คุณจะยังอยู่กับเรา?

อยู่ค่ะ (ตอบเร็ว) ในฐานะคนข่าว ถ้าอยากเป็นนักข่าว เป็นผู้ประกาศข่าวต้องที่นี่ ที่เดียวจริงๆ ถามว่าพูดได้ไหมจะไม่ไปไหนหลังจากนี้

"ครั้งแรกที่ย้ายมาที่นี่ เราเคยให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐนี่แหละว่า 'เราอยู่ที่นี่เป็นที่สุดท้าย' ตั้งแต่ก่อนจะมา แล้วตอนนี้ก็มีความคิดแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มันเร่ิมต้นมาด้วยกัน เหมือนมีแฟน ต่อให้มีแฟนใหม่หล่อกว่ารวยกว่า มันก็ทิ้งกันไม่ได้ใช่ไหม" 

คุณกำลังจะบอกว่าจะอยู่ที่นี่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ถือ 'ไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร'?

"(หัวเราะดัง) มั่นใจนะ ทำงานที่นี่ที่สุดท้าย ไทยรัฐมีหลายๆ อย่าง สมมติวันหนึ่งเราแก่แล้ว อ่านข่าวไม่ได้แล้ว เราอยู่เบื้องหลังได้ ไปเป็นครูโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ไปเป็นจิตอาสาได้ ก็ทำได้ มีหลายอย่างให้ทำ"

ช่วงชีวิตนี้อะไรสำคัญที่สุดสำหรับคุณ เงินใช่ไหม?

'ตอนนี้เราเลือกการทำงานที่เราชอบ เงินก็อยากได้นะ แต่มันเป็นตัวเลือกสุดท้ายจริงๆ เราเลือกความสบายใจ เงินแค่เงิน ถ้าเราทำงานที่เราชอบทำงานได้ดีเงินมันตามมาเอง มันจะมีอย่างอื่นตามมาด้วย วันนี้เราก็ไม่ใช่เด็กๆ ที่จะเปลี่ยนงานไปมา เราทำงานมาระดับหนึ่ง 10 กว่าปี มันถึงจุดที่ให้ความชัดเจนกับตัวเองว่าเราอยากเป็นใคร จุดยืนของเราคืออะไรนักข่าวย้ายช่องบ่อยๆ มันไม่สนุก ตอนนี้คนจำเราได้ว่า  'มิลค์ไทยรัฐ' ไปแล้ว

อีก 5 ปีเราจะเห็นคุณแบบไหน ? ยังอยู่เป็นนักข่าวที่ดีให้กับที่นี่ 'เรารู้สึกว่านักข่าวยิ่งแก่ คนยิ่งเชื่อมั่นว่าเรามีประสบการณ์' ตัวเราเองไม่ได้เป็นผู้ประกาศแบบเข้ามาแล้วนั่งอ่านข่าวเลย เราพูดได้ว่าเราเป็นผู้สื่อข่าวเต็มตัวจริงๆ เราลงพื้นที่เขียนข่าวได้ เราทำสกู๊ปได้ รายงานสดได้ เป็นนักข่าวจริงๆ เราไปนอนตามสภาหรือทำเนียบฯ เรามั่นใจประสบการณ์ของเราจริงๆ ว่าเราทำได้

'เรามั่นใจว่า เราเป็นนักข่าว ไม่ใช่แค่ผู้ประกาศข่าวอย่างเดียว'

สุดท้าย ถ้าวันหนึ่งไม่ถึงฝั่งฝันที่เราต้องการ 'เราทำอะไรที่นี่ก็ได้ เราทำได้หมด เราไม่ทิ้งกัน'

คุณเป็นนักข่าวหรือดารา เธอตอบทิ้งท้ายด้วยเสียงหนักแน่นว่า 'เราเป็นนักข่าวที่เคยเป็นดารา'



เรื่อง  : raydo_thairath