LA เมืองสวรรค์ และโลเกชั่นใน La La Land - thairath.co.th
บริการข่าวไทยรัฐ

LA เมืองสวรรค์ และโลเกชั่นใน La La Land

โดย Vogue Thailand

ทันทีที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงาน Critics' Choice Awards ตามมาด้วยการได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำมากที่สุดถึง 6 รางวัลในปีนี้ ชื่อของ La La Land ก็กลายมาเป็นเต็งหนึ่งของรางวัลใหญ่ต่างๆ ที่กำลังจะทยอยประกาศผลจนไปสิ้นสุดที่ปลายทางอย่างออสการ์ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านี้ หนึ่งในความยอดเยี่ยมที่หลายคนกล่าวถึงก็คือในส่วนของโปรดักชั่นและอาร์ต ไดเรกชั่นของภาพยนตร์ ที่สามารถปรับให้เมืองที่แสนวุ่นวายอย่างแอลเอ กลายมาเป็นสวรรค์บนดินได้สมความตั้งใจ

โว้กพาไปชม 5 โลเกชั่นเด็ดที่ผู้ชมจะได้พบในหนัง และน่าจะเป็นภาพจำที่คุณจะได้ชมจริงในโรงภาพยนตร์ ต้นเดือนมกราคมนี้

1. On the Street

รถติดกลางลอสแอนเจลิสจะน่าสนุกได้ไหม? นี่คือคำถามที่ผู้สร้างและผู้กำกับตั้งขึ้นมา เมื่อเริ่มทำงานในภาพยนตร์เรื่องนี้ นักเขียนบทและผู้กำกับ เดเมียน ชาเซลล์ เลือกที่จะให้ฉากนี้เป็นฉากเปิดในหนังเรื่องใหม่ของเขา LA LA LAND ด้วยฉากเต้นสุดคูลขณะรถติด เป็นหนึ่งในฉากการเต้นหลายๆ ฉากในเรื่องนี้ เอ็มม่า สโตน และ ไรอัน กอสลิ่ง รับบท มีอา และ เซบาสเตียน สองศิลปินที่ตกหลุมรักกัน แต่ดาวเด่นที่สุดของเรื่องคงหนีไม่พ้นตัวเมืองเอง ในโลกภาพยนตร์ ลอสแอนเจลิส เป็นเหมือนฉากหลังทั่วไป มากกว่าสถานที่สุดโรแมนติก ระหว่างการสัมภาษณ์ที่นิวยอร์ก ชาเซลล์ กล่าวว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเพลงยุค 1920 อย่าง “Manhatta” หรือ “Man With a Movie Camera” ซึ่งเป็นหนังที่อุทิศให้กับความเป็นมหานคร เขายังพูดด้วยว่าหนังเรื่องนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา การที่ต้องย้ายจากฝั่งตะวันออกมาลอสแอนเจลิส เขาวาดภาพในหัวว่าเมืองนี้คงเป็น “เป็นที่มีห้างเยอะๆ และทางหลวงหลายเส้น” แทนที่จะบังคับให้ ลอสแอนเจลิส กลายเป็นเมืองทรงสเน่ห์อย่าง ปารีส หรือ ซานฟรานซิสโก เขาเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำให้เมืองนี้ไม่เหมือนที่ไหนๆ ในโลก การจราจร ความระเกะระกะ และท้องฟ้าที่เหมือนจะไร้จุดสิ้นสุด ชาเซลล์ อธิบายว่า เขาและทีมงานใช้ทางหลวงถ่ายร่วมกับผู้ใช้รถใช้ถนนปกติได้อย่างไร เขาทำให้เส้นทางรถรางกลับมาเปิดใหม่อีกครั้ง และทำไมเขาถึงอยากให้สถานที่จริงดูปลอมที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ สำหรับฉากเต้นเปิดเรื่องกลางการจราจรแสนติดขัด ชาเซลล์ ต้องการมอบความรู้สึกให้คนดูว่า เมืองนี้มันกว้างใหญ่ขนาดไหน เขาถ่ายเรื่องนี้ด้วยเลนส์กว้างพิเศษ เพื่อจะที่เก็บบรรยากาศได้ครบถ้วน ซีนนี้เปิดเพลงจากคลื่นวิทยุ มีต้นตอจากความคิดที่ว่าผู้คนที่ติดอยู่บนถนนคือดาราหนังมิวสิคัลของตัวเอง มันนำไปสู่การร้องประสาน การเต้น และการกระโดดข้ามรถไปมา ฉากนี้ถ่ายบนสะพานที่เชื่อมระหว่างทางหลวง 105 และ 110 “สิ่งที่ผมชอบคือมันเป็นตัวเมืองได้จากไกลๆ” ชาเซลล์กล่าว “เมื่อคุณเลือกใช้ภาพกว้างเผยให้เห็นเส้นขอบฟ้า

สำหรับผมแล้วมันให้ความรู้สึกเหมือน ‘Wizard of Oz’ ถนนอิฐสีเหลืองที่นำคุณสู่เมืองมรกต” ขณะที่ผู้กำกับล้อเล่นว่าฉากนี้ “ดูปลอมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” เขายังกล่าวด้วยว่าถนนไม่ได้ปิดทั้งหมด ถ้าคุณเห็นด้านซ้ายล่างของภาพ คุณจะเห็นรถคนทั่วไปขับเหมือนอย่างเช่นทุกวัน “เราปูพื้นหนังให้รู้ตั้งแต่เริ่ม ระหว่างจินตนาการมิวสิคัลตระการตา และชีวิตคนเมืองยุคปัจจุบัน”

2. On the Rail

ปลุกชีวิตรถรางในตำนาน ในช่วงที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กำลังหอมหวน มีอา และ เซบาสเตียน ไปเที่ยวยังที่ต่างๆ รวมทั้งรถราง แองเจิ้ลส์ ไฟลท์ ที่รับผู้โดยสารขึ้นเนินบังเกอร์ฮิลล์ “มันมีสเน่ห์บางอย่างในย่านพวกนี้ของแอลเอ ที่เริ่มจะจางไป ไม่เหมือนเดิม” ชาเซลล์ พูด “โครงสร้างเก่าๆ ถูกรื้อ แทนที่ด้วยตึกระฟ้า” รถรางนี้ถูกปิดไปเมื่อสามปีที่แล้ว เพราะมันตกราง (มีการซ่อมแซม และสมาชิกชุมชนพยายามผลักดันให้มีการกลับมาเปิดใหม่) ชาเซลล์ และทีมงานสามารถขอให้มันกลับมาใช้งานได้อีกครั้งแค่ในวันถ่ายทำ “แอลเอ มีความแตกต่างยิ่งกว่าทุกเมืองในอเมริกา บางครั้งมันหม่นหมอง เย็นชา มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง” เขากล่าว “แต่มันยังมีเวทมนตร์ เพราะมันเป็นเมืองที่เผยเปลือกออกมาทีละนิด เหมือนหัวหอมนั่นแหละ ถ้าคุณให้เวลาสำรวจมันมากพอ”

3. On the Sunset

เดินเล่นขณะอาทิตย์ตกดิน รูปนี้เป็นรูปที่ มีอา และ เซบาสเตียน กำลังเดินทอดน่องบนสะพานโคโลราโด สตรีท ในพาซาดีดา ทีมงานถ่ายทำหลายฉากกันที่นั่น รวมถึงฉากในโรงหนังที่ทั้งคู่ดู “Rebel Without a Cause” “มันเป็นสถานที่ที่ให้บรรยากาศแบบแอลเอยุคเก่า” ชาเซลล์ กล่าว มีหลายคนที่ต้องขับรถผ่านสะพานนี้ทุกวัน “มันเป็นสถานที่ที่คุณต้องแวะสองรอบเพื่อดื่มด่ำกับมัน” ขณะที่พระอาทิตย์เริ่มตก ไฟสะพานเพิ่งเปิด ท้องฟ้าสีชมพูอ่อน “ท้องฟ้าแอลเอไม่เหมือนที่ไหน” เขากล่าว “เพราะส่วนนี้ของประเทศและช่วงเวลาที่เราถ่ายทำ” ในเดือนกันยายน “บางครั้งคุณจะได้สีท้องฟ้าแบบที่คุณหาไม่ได้ในนิวยอร์ก” ทีมงานไม่ได้ใช้แสงตัวช่วยใดๆ เลย “เราไม่มีงบพอใช้อุปกรณ์เสริมบนสะพาน” เขากล่าว “มีแค่สองนักแสดงและตากล้อง”

4. On the Old-Hollywood

แอบดูฮอลลีวูดยุคเก่า ชาเซลล์ เล่าว่า สตูดิโอเก่าของเมืองบางแห่งไม่ต่างอะไรกับอนุสาวรีย์ มีอา ทำงานในร้านกาแฟใน “อนุสาวรีย์” แห่งหนึ่ง ในซีนนี้ (ไม่ได้ถ่ายกันในสตูดิโอใหญ่) ตัวละครทั้งสองมองเข้าไปในฉากเหมือนกับเป็นการย้อนมองดูฮอลลีวูดยุคเก่า ว่าหนังเขาเคยถ่ายมากันยังไง “ผู้ออกแบบงานสร้างของเรา เดวิด วาสโก้ ทำโปสเตอร์หนังเก่าพวกนี้ และบางครั้งผมก็เป็นคนตั้งชื่อหนังให้พวกเขา” เขาตัดสินใจใช้ชื่อหนังเรื่องแรกของเขา “Guy and Madeline on a Park Bench” เป็นหนึ่งในโปสเตอร์ ซึ่งเป็นหนังที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจากหนังมิวสิคัลยุค 30s

5. On the Lighting

ออกแบบแสงสวย ที่หอดูดาวกริฟฟิธ ชาเซลล์ถ่ายทอดตัวอาคารและตัวเมืองออกมาได้ราวกับภาพวาด ต้องขอบคุณฝีมืออันสุดยอดของ เอ็ดเวิร์ด ฮอปเปอร์ “ฉากนี้เป็นฉากที่ทำให้เห็นภาพรวมหนังทั้งหมด” ชาเซลล์กล่าว “ที่ต้องใช้ แอลเอ เล่าเรื่องผ่านกล้องโดยไม่ใช้เทคนิคดิจิตอลช่วย แต่ขณะที่เราทำแบบนั้นชีวิตจริงของตัวละครต้องดูปรุงแต่งมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้” เขาและทีมงานรอให้ตกเย็นเพื่อให้ได้ท้องฟ้าแบบที่พวกเขาต้องการ และผู้กำกับภาพ ไลนัส แซนด์เกรน ใช้แสงสีเขียวอมขาว อาบทั้งมีอา และ เซบาสเตียน ขณะเดียวกับที่เสริมเงาให้ทั้งคู่ ชาเซลล์ เลือก แซนด์เกรนที่เป็นชาวสวีเดน ที่ถ่ายภาพออกมาได้เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นเพของงานฝั่งยุโรป เพราะว่าเขากล่าว “เขาให้ความรู้สึกกับหนังฮอลวีวูดสเกลใหญ่ แต่ไม่จัดแสงหนักเกินไปจนไม่เป็นธรรมชาติ”

ที่มา - Vogue Thailand

www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial


advertisement