วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นิทานจบไม่สวย

โดย น้าเน็ก

มีคนเคยบอกว่าชีวิตของพวกเราเต็มไปด้วยเรื่องสั้น

ถ้าเลือกหยิบมาหั่นให้ตรงจุดเหมาะๆ เราจะได้เรื่องสั้นที่มีจุดจบเท่ๆ มากมาย

ส่วนจะจบแบบไหนก็ตามแต่จะเลือกหั่น อาจจบทึมๆ หน่อย หรือตลกร้ายขำขื่นก็ว่ากันไป

ผมก็ชอบเก็บเรื่องใกล้ตัวมาเล่า (แม้หลายทีเก็บมาก็ไม่ได้อยากเล่า) ทั้งหมดใช่ว่าเพราะเล่นง่ายหรือใช้แก้ขัดเวลาคิดอะไรไม่ออก แต่ที่ทำนั้นเพื่อตัวเองทั้งสิ้น

ผมอยากรู้ว่าแต่ละวันในชีวิตจะมีเรื่องสั้นแบบไหน เกี่ยวกับใครผ่านเข้ามาบ้าง แย่หน่อยที่เมื่อก่อนตัวเองไม่เคยสนใจมันสักนิด ต่อมาถึงรู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและมักมองข้ามไปนี่เอง นอกจากจะเป็นแหล่งเรื่องเล่าชั้นดี มันยังช่วยขัดเกลานิสัยใจคอเราอยู่ทุกวี่ทุกวัน

เช่นเรื่องของคนนี้เป็นต้น

เหตุเกิดจากวันหนึ่งผมกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน ไม่นานคุณป้าที่อยู่ถัดไปสองสามหลังก็เดินผ่านมา บอกว่าวันนี้ตั้งใจมาหาที่ปรึกษาโดยเฉพาะ พอได้ยินเข้าแบบนั้น ไอ้เราก็เริ่มเครียดตงิดๆ

เธอว่าจะทำยังไงดี รู้สึกผิดที่เป็นสาเหตุให้เพื่อนบ้านต้องเดือดร้อน และตอนนี้เพื่อนบ้านที่ว่าก็มีท่าทีจะโกรธเธอจริงจังด้วย

ในหัวผมเริ่มจินตนาการไปล้านเจ็ดความน่าจะเป็น ว่าเรื่องน่าจะใหญ่ขนาดไหนดี แต่คุณป้าก็เอ่ยขึ้นมาทำลายความฟุ้งซ่าน ว่าถึงแม้ความเดือดร้อนจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่คิดถึงทีไรก็อดละอายใจไม่ได้ ผมเริ่มขยับมาใกล้รั้วมากขึ้น (พอเป็นเรื่องชาวบ้านจะชอบสมาธิดี ตั้งใจฟัง)

มันยังงี้ … คุณป้าเล่าว่าได้ยินเสียงคนมาเรียกอาจารย์บ้านข้างๆ เรียกอยู่นานสลับกับกดออด บ้านดังกล่าวก็ไม่ตอบ บังเอิญเธอมีน้ำใจ จึงรู้สึกร้อนรนแทนแขกที่มาหา บวกกับเป็นคนดี กลัวคนบ้านใกล้จะเกิดอันตราย เลยพาซื่อ ออกมาช่วยเรียกอีกแรง

ถ้าแบ่งความฉุกเฉินเป็นเจ็ดระดับ จากภาพที่ชาวบ้านผ่านไปผ่านมาเห็นตอนนี้ ก็น่าจะดูฉุกเฉินระดับเก้าไปแล้ว สองแรงช่วยกันกดออด ช่วยกันตะโกนเรียกยกใหญ่ และไม่รู้กลัวธุระจะไม่ถึงหูเจ้าของบ้านหรืออย่างไร คุณป้าเลยช่วยโทรเข้าไปหาอาจารย์ถึงในบ้าน โทรเท่าไหร่ก็ไม่รับ แต่ยังมิวายหันมาย้ำกับแขกที่มาหาด้วยว่า “เมื่อกี๊ชั้นยังเห็นเขาเดินดูสวนตรงนี้อยู่เลยนะ!”

แน่ะ!

ผมฟังพลางเดาตอนจบได้รางๆ และภาวนาให้มันไม่ลงเอยอย่างที่คิด ไม่งั้นอาจารย์นั่นจะน่าสงสารมาก แต่ก็เท่านั้นแหละ

ในที่สุดปลายสายก็รับ แต่ยังไม่ทันพูด ป้าผู้หวังดีก็ชิงพูดใส่รัวๆ เหมือนมีพัดลมอยู่ในปากว่ามัวทำอะไรอยู่ เปิดประตูสิ มีคนมาหา เรียกนานแล้วนะ

สุดท้ายเจ้าของบ้านเดินออกมาโดยดี ทุกอย่างก็น่าจะจบ กระทั่งคุณป้า(ตัวดี) มารู้เอาตอนเย็น ว่าไอ้คนที่มาหาเนี่ย มันเป็นตัวดูดเงิน คือคอยดูดเงินจากกระเป๋าอยู่เนืองๆ จนไม่อยากเสวนา เจอหน้าทีไรเป็นต้องโดนยืมตัง เขาก็ไม่ใช่คนปฏิเสธเก่งอะไร วันนี้ก็โดนไถไปละสามร้อยถ้วนๆ เพราะแกแท้ๆ

ประเด็นคือเขาจะเดินมาบอกว่า ทีหลังถ้าเรียกแล้วไม่โผล่หน้าออกมา แปลว่าไม่อยากเจอ ไม่ต้องเผือก โอเค้?

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา สองบ้านนี้ก็ไม่พูดกันอีกเลย

ผมฟังแล้วแค่นหัวเราะหึๆ ได้แต่ยิ้มแห้งอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

คุณป้าถอนใจในความหวังดีไม่ดูทิศดูทางของตัวเอง เธอถามผมว่าควรทำยังไง

นั่นสิ ….

อยากจะจบสวยๆ แบบนิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ทีหลังอย่าไปจุ้นเรื่องคนอื่น

ก็ตรงดี แต่ดูจากทรงคงไม่ช่วยอะไร เพราะมองยังไงๆ ก็จบไม่สวยแน่แล้ว

ในความหมายที่มากกว่านั้นคือ เรามีสิทธิเป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ได้มีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วมทุกครั้ง ต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนเรื่องของเขา อันไหนเรื่องของเรา

รวมถึงบางเหตุการณ์มันก็ช่วยสอนว่า ทุกคนล้วนมีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง ซึ่งอาจมีแต่ตัวเองที่เข้าใจ อีกทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอธิบายกับใครด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องหัดทำความเข้าใจว่าเราสามารถเป็นห่วง (หรือสงสัย) พฤติกรรมของคนอื่นได้ในขอบเขตของเราเท่านั้น

ทำไมเขาถึงไม่ออกมา ทำไมเรียกแล้วไม่ขาน ทำไมถึงไม่อยากเจอ ทำไมไม่ทำแบบนี้ ทำไมต้องทำแบบนั้น ทุกอย่างล้วนจบลงได้ด้วยคำว่าเรื่องของเขา คงไม่มีทางที่ใครจะรู้เหตุผลดีไปกว่าเจ้าตัวเองหรอก เคารพสิทธิส่วนบุคคลแล้วโลกน่าจะสงบสุข

คุณป้ายังคงหมั่นถามผมว่าควรทำยังไง

ผมเลยเผลอบอกไปว่า ทีหลังถ้าเขาเอาระเบิดมาปาหน้าบ้านแทนการกดออด ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเรา ก็ช่างเขาเถอะนะครับ เดี๋ยวความหวังดีจะกลายเป็นเผือก (อืม ไม่แน่ใจว่าวรรคสุดท้ายนี้ผมพูดหรือผมแค่คิดเฉยๆ)

ซึ่งในความเป็นจริง มนุษย์ก็ไม่ค่อยจำเสียด้วยสิว่าการเอาคำว่าหวังดีมาเป็นข้ออ้างในการเผือกนั้นสร้างความเดือดร้อนมาตั้งเท่าไหร่แล้ว นี่ล่ะน้า...

น้าเน็ก & น้องเนิฟ

น้าเน็ก