กีฬา
100 year

'บิ๊กตู่'ขอร้อง อย่าไปแบ่งแยก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 ธ.ค. 2559 07:47 น.
SHARE

กรณีปรับครม. ไม่ปิดกั้นใคร! ทำไม่ได้ก็ปรับ

วง ครม.ประยุทธ์ 4 นัดแรกคึกคัก นายกฯแจงสับเปลี่ยนหมุนเวียนให้เข้าสถานการณ์ ขอร้องอย่าไปแบ่งแยกกัน ลั่นใครทำงานไม่ได้ปรับใหม่ไม่เห็นยาก พอใจภาพรวมนั่งปรับเองคนเดียว ไม่เคยคิดเขี่ยทิ้ง “บิ๊กป้อม” สั่งลดบทบาทรองนายกฯให้ไปดูงานพื้นๆ อ้างรับภาระมากไป โหร คมช.ชี้เปรี้ยงมีปรับ ครม.อีกแน่ “ประวิตร” มีเสียวจากปัญหาสุขภาพ โยนหินขยับโรดแม็ปเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” ถก คสช.รับมือสงครามไซเบอร์ เย้ยพวกป่วนไร้เครดิตไม่มีทางเจาะสำเร็จ กฤษฎีกาปัด ก.ม.ล้วงตับของจริงอยู่ที่ พ.ร.บ.ไซเบอร์ ตร.ขึงขังสั่ง บก.ปอท. ล่ามือแฮก “ปึ้ง” ตอกอย่าใช้พวกมากละเมิดสิทธิ์ประชาชน กรธ.แก้โทษยุบพรรคเป็นตัดเงิน สปท.ฉลุยดันขึ้นค่าตอบแทนนักการเมือง อ้างนายกฯสิงคโปร์ค่าตอบแทนอื้อซ่า

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 12 คน เข้าเฝ้าฯถวาย สัตย์ปฏิญาณตน โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระบรมราโชวาท ให้มีขันติ มีความอดทน หาข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ สมกับสถานการณ์และเหตุผลนั้น

นายกฯแจงปรับ ครม. “บิ๊กตู่ 4”

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือเป็นนัดแรกของ 12 รัฐมนตรีใหม่ที่เพิ่งได้รับโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง และเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถวายสัตย์ ปฏิญาณเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. ว่า ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของ ครม.ประยุทธ์ 4 เป็นวาระปกติ สิ่งสำคัญที่ได้แจ้งวันนี้คือความจริงมีทั้งคนเก่าและคนใหม่ มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ทั้งหมดทำงานมาด้วยกันตลอดเพียงแต่อยู่คนละสถานะกัน วันนี้ปรับเปลี่ยนบ้างตามความเหมาะสม เนื่องจากมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งองคมนตรีจึงปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนใครจะเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินต่อไปก็ว่ากันไปตามโรดแม็ป ตามกลไกที่มีอยู่

ขอร้องอย่าไปแบ่งแยกกัน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อย่าไปกังวล ทุกอย่าง ทำไปตามบทบาทภาระหน้าที่ ขอให้เชื่อมั่นในบุคลากรไม่ว่าจะเป็นทหาร ข้าราชการพลเรือน ทุกคนต้องบริหารราชการภายในกรอบแห่งความร่วมมือ ไม่ได้ปิดกั้นใคร ขอร้องว่าอย่าไปแบ่งแยก การทำงานถ้ามีหลักการมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจะไม่ยุ่งยาก ปัญหาสำคัญคือการสร้างความเข้าใจ ตนให้ความสำคัญกับการทำงานที่มีผลสัมฤทธิ์ตอบปัญหาสังคมให้ได้ โดยเฉพาะปัญหาใกล้ตัวความเดือดร้อน การขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ การหารือวันนี้มีการปรับความรับผิดชอบในการตรวจราชการให้รองนายกรัฐมนตรีดูแลเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ลั่นทำงานไม่ได้ปรับใหม่ไม่ยาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีเหตุผลอะไรที่มอบหมายให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็น รมว.ยุติธรรม พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ได้เจาะจงไปดูแลคดีใดเป็นพิเศษ ทุกคดีเป็นไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดอยู่ที่กลไกการทำงาน ตั้งแต่ต้นทางตำรวจ อัยการ ศาล มีเสียงเรียกร้องจากสื่อต่างๆ รวมทั้งโซเชียลมีเดีย ขอทำให้เกิดความชัดเจนได้หรือไม่ เพราะมีหลายคนยังออกมาพูดจาให้เกิดความเสียหาย ถ้าถามถึงเหตุผลที่เลือกนายสุวพันธุ์ให้รับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม แล้วทำไม หรือนายสุวพันธุ์ไม่สบาย สุขภาพไม่ดี ตนไว้ใจทุกคน และทุกคนต้องทำหน้าที่ตามกติกา ถ้าทำไม่ได้ก็ว่ากันอีกที ปรับใหม่ไม่เห็นยากเลย ส่วนคนที่จะมาเป็นประธานวิปรัฐบาลแทนก็คือนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาทำหน้าที่แทน

เน้นกระชุ่นเศรษฐกิจไร้การเมือง

เมื่อถามว่า การปรับ ครม.ครั้งนี้เน้นอะไรเป็นพิเศษ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตั้งแต่เข้ามาเมื่อปี 2557 รัฐบาลมองไปข้างหน้าตลอด ไม่เคยมองไปข้างหลัง ภาพรวมทางเศรษฐกิจในมุมมองธนาคารโลก ชี้ว่าในปี 2560 ประเทศไทยน่าจะเติบโตร้อยละ 3.2 ความจริงเราน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่านั้น ถ้าไม่มีการต่อต้านทุกอย่างก็ดำเนินการได้ เงินก็เกิดการหมุนเวียน คนก็กล้าเข้ามาลงทุน แต่ถ้ามัวไปต่อต้านสร้างความขัดแย้ง ความเชื่อมั่นระบบเศรษฐกิจจะไม่เกิด จึงเน้นไปว่าการทำงานของรัฐบาลต้องคำนึงถึงระดับรายได้ของคน 3 ระดับ คือ ข้างบน ตรงกลาง และข้างล่างซึ่งได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด บอกไว้เลยว่าไม่ได้ทำงานการเมือง ทำเพราะเห็นใจพวกเขาเหล่านั้นอย่างแท้จริงด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าทำงานเพื่อหวังผลจะไม่ได้อะไร ดังนั้นต้องช่วยเหลือและสร้างความเข้าใจ การช่วยเหลือถ้าทำแบบหว่านแหไปเรื่อย ก็เหมือนการทิ้งของลงแม่น้ำ

พอใจเพราะปรับเองคนเดียว

เมื่อถามว่าพอใจภาพรวมการปรับ ครม.มากน้อยแค่ไหน และจะมีการปรับในช่วงเวลาที่เหลืออีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าถามก็ตอบว่าพอใจเพราะเป็นคนปรับเองคนเดียว คงต้องถามกลับว่าแล้ว ทุกคนพอใจหรือไม่ อย่าไปมองที่ตัวบุคคลมากนัก ถ้าทุกคนเชื่อมั่นว่าตนกำลังทำอะไรให้กับประชาชน และประเทศ ก็ขอให้เชื่อมั่นคนของตนด้วย หากมีปัญหาอะไรขอให้บอกมา พร้อมจะรับไปแก้ไขดูแลให้ดีขึ้น วันนี้อย่ามองในแง่การเมืองมากเกินไป ไม่เช่นนั้นทำงานกันไม่ได้ ต้องคอยคิดว่าต้องเลือกคนนั้นคนนี้ อย่าเลือกคน แต่ขอให้เลือกวิธีการ เลือกการบริหารจัดการ เลือกแนวความคิดใหม่ เลือกกฎหมายใหม่ขึ้นมาแล้วทำให้อยู่ในกรอบ โดยรวมประเทศชาติและประชาชนต้องได้ประโยชน์ ที่ผ่านมา เลือกแต่ตัวบุคคลผลเป็นอย่างไรก็เห็นอยู่เปลี่ยนมากี่คนแล้ว ตนเพิ่งเปลี่ยนมา 3 ครั้ง ที่ผ่านมา 20 ปี เปลี่ยนรัฐมนตรีมากี่คนก็ไม่เรียบร้อย

ไม่แม้แต่จะคิดเขี่ย “บิ๊กป้อม”

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการปรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งว่า สื่อเป็นคนเสนอหรือเปล่าไม่เคยคิด วันนี้ท่านก็ทำงานดีไม่มีข้อบกพร่องตรงไหน ไปหาข้อบกพร่องมาให้ตนถ้าหาไม่ได้อย่ามาพูด ไม่เคยคิดปรับท่านอยู่แล้ว

“ออมสิน” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าประชุม ครม. นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าสักการะท้าวมหาพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า และนำดอกไม้ ธูป เทียน กราบไหว้ศาลพระภูมิ และศาลตายาย เพื่อความเป็นสิริมงคล นายออมสินกล่าวว่า การถูกสลับตำแหน่งไม่ได้รู้สึกหนักใจ อยู่ตรงไหนทำงานได้ทั้งนั้นขอให้ตั้งใจ ส่วนการแบ่งงานหลังการประชุม ครม.คงรู้ว่านายกฯ มอบหมายอะไรให้ทำบ้าง

“พิชิต” ลุยต่อโครงสร้างทางราง

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ตั้งใจทำงานขับเคลื่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่งทางรางหรือรถไฟ แต่ยังไม่มีการหารือกันในรายละเอียด จะสานต่องานให้เกิดความต่อเนื่องไปพร้อมกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ยืนยันจะทำงานอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามนายกฯเป็นกังวลเรื่องโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานประเทศ สั่งการให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัด ส่วนการลงทุนกับต่างประเทศ เช่น รถไฟรางคู่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม มีแผนงานอยู่แล้ว จะพยายามเร่งรัดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

“สุวพันธุ์” เดินเครื่องงานทันที

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า จะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ งานในกระทรวงยุติธรรมมีความสำคัญเพราะเป็นการรักษาและอำนวยความยุติธรรม ผลสัมฤทธิ์ใดที่นายกฯต้องการตนจะเดินตามแนวทางที่ได้รับมอบหมาย นายกฯ ไม่ได้เน้นย้ำภารกิจใดเป็นพิเศษ แต่มอบแนวทางให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ในปี 2560 และเน้นย้ำงานต่อต้านการทุจริต อะไรที่ รมว.ยุติธรรมคนก่อนหน้านี้ได้ทำไว้ และคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง จะเดินตามแนวทางต่อ จะเริ่มทำงานนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป

“สนธิรัตน์” รอเกลี่ยงานพาณิชย์

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.ยังไม่ได้มอบหมายอะไรให้รับผิดชอบเป็นพิเศษ การแบ่งงานมีความชัดเจนอยู่แล้ว จะหารือกับนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์หลังจากนี้ และคงต้องเร่งทำงาน จะเข้าทำงานที่กระทรวงพาณิชย์วันที่ 21 ธ.ค.นี้ เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการคือเรื่องเศรษฐกิจ แต่ขอคุยกับ รมว.พาณิชย์ก่อน จะได้รู้ความชัดเจนว่าต้องดูแลงานด้านไหน

“ดอน” รอคุย “วีระศักดิ์” แบ่งงาน

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ไม่ได้พูดคุยเรื่องการแบ่งงานรัฐมนตรีใหม่ 12 คน แต่เป็นที่รู้กันในระดับกระทรวงว่าต้องมาพูดคุยกันก่อน สำหรับนายวีระศักดิ์ ฟู– ตระกูล รมช.ต่างประเทศ ปกติทำงานร่วมกันอยู่แล้วตอนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ตอนนี้มีอำนาจหน้าที่มากขึ้นสามารถลงนามในเอกสารต่างๆได้

ด้านนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รมช.ต่างประเทศ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับมอบหมายงานจาก รมว.ต่างประเทศ เมื่อได้รับมอบหมายงานแล้วจึงจะรู้ว่าต้องรับผิดชอบงานส่วนใดบ้าง

ลดบทบาทรองนายกฯดูงานพื้นๆ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้แนวทางกับ ครม.ชุดใหม่จากที่ผ่านมาเน้นภารกิจให้รองนายกฯทุกคนดูแลงานด้านต่างๆตามฟังก์ชันและกำกับดูแลแต่ละกระทรวง และยังเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดต่างๆ รวมถึงกลุ่มงานตามคลัสเตอร์และกลุ่มจังหวัดนั้น มองว่าเป็นการรับภาระมากเกินไป อยากให้รองนายกฯมาช่วยงานนายกฯในภาพรวมมากกว่า จากนี้เปลี่ยนแนวทางให้รองนายกฯทั้งหมดไม่ต้องลงไปคลุกคลีมากเกินไป แต่จะใช้เจ้ากระทรวงทำหน้าที่บูรณาการติดตามงาน เรียกว่ารัฐมนตรีวงใน ส่วนรองนายกฯทั้งหมดจะทำหน้าที่เพียงกำกับดูแล โดยส่งหน่วยงานกลาง เช่น สำนักงบประมาณ สำนัก งานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าไปช่วยสนับสนุน ส่วนระดับพื้นที่ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแม่งาน

รมว.ศธ.กร้าวห้ามรับแป๊ะเจี๊ยะ

ที่กระทรวงศึกษาธิการ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ เข้ากราบสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวง ก่อนร่วมประชุมเพื่อมอบนโยบายกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นพ.ธีระเกียรติกล่าวว่า จะไม่ยกเลิกนโยบายที่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตน– สุวรรณ องคมนตรีและอดีต รมว.ศึกษาธิการดำเนินมา แต่จะจัดยุทธศาสตร์ใหม่ตามยุทธศาสตร์ชาติ และกระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้ต้องเป็นยุคที่โปร่งใสที่สุดเท่าที่มีในประวัติศาสตร์ ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ

โหร คมช.ชี้เปรี้ยงมีปรับ ครม.อีก

ด้านนายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหร คมช. กล่าวว่า การปรับ ครม.ประยุทธ์ 4 เป็นการปรับตามเวลาหาคนที่เหมาะสม ไม่ใช่ปรับเพราะเกิดความแตกแยกในรัฐบาลหรือ คสช. ข่าวการปรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นเพียงกระแสข่าว ชัดเจนว่า พล.อ.ประวิตรยังต้องทำหน้าที่อีกสักระยะหนึ่ง และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พอถึงเวลานั้นอาจมีปัจจัยหลายสาเหตุ อาจเรื่องสุขภาพ เมื่อหน้าที่ท่านหมดก็จะหมดไป แต่การปรับ ครม.ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย คอยดูอีก 6-7 เดือนจะปรับ ครม.อีกครั้งก่อนการเลือกตั้งแน่ มีปัจจัยหลายสาเหตุรวมกัน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สถานการณ์ในเวลานั้น และการทำงานของรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวงว่าเข้าเป้าหรือไม่ ส่วนคนรอบข้างนายกฯที่เข้ามาร่วมงานถือเป็นตัวช่วย ใครที่หมดหน้าที่ก็หมดไป จะมีคนใหม่เข้ามาทดแทน

โยนหินขยับโรดแม็ปเลือกตั้ง

นายวารินทร์กล่าวว่า ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีบารมีเป็นผู้นำ ยังมีหน้าที่ประคับประคองชาติบ้านเมือง เมื่อบ้านเมืองหมดอุปสรรค พล.อ.ประยุทธ์ก็จะเดินออกมาเหมือน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ สำหรับการเลือกตั้งมีแน่ แต่จะขยับบ้างเล็กน้อยตามสถานการณ์ แต่ไม่มาก ส่วนโรดแม็ปยังเดินต่อไปได้ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตผู้ที่จะได้รับเลือกเข้ามา จะแตกต่างจากในอดีต เมื่อการเปลี่ยนแปลงเรื่องประชาธิปไตยในบ้านเรามีการพัฒนาที่ดีขึ้น แบบเก่าๆเริ่มหดหายไป น่าจะได้คนใหม่ๆ พรรคใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมา พรรคต่างๆที่เคยกุมอำนาจอาจไม่ใช่เวลาของเขา

“บิ๊กตู่” ถก คสช.รับมือแฮกเกอร์

ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุม คสช. มีสมาชิก คสช.เข้าร่วม อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ในฐานะรองหัวหน้า คสช. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สมาชิก คสช. ขณะที่ พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.ไม่ได้เข้าร่วมประชุม เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศกัมพูชา

เมินคำขู่ถล่มเว็บหน่วยงานรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าประชุม พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ถึงการเตรียมรับมือกลุ่มต่อต้าน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประกาศนัดโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานราชการพร้อมกัน ว่า “ไม่ต้องรับมืออะไร มีกฎหมายอยู่แล้ว” และเดินขึ้นตึกบัญชาการไปทันที สำหรับการประชุม คสช.วันนี้มีการหารือถึงมาตรการดูแลประชาชนช่วงปีใหม่ และมาตรการป้องกันการโจมตีเว็บไซต์หน่วยงานรัฐ

ฟุ้งคนส่วนใหญ่หนุน พ.ร.บ.คอมฯ

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม. ถึงการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า อย่าไปให้ความสำคัญมากนัก คิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น เพียงแต่ไม่แสดงความคิดเห็นออกมา คนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เป็นคนที่ต่อต้านคัดค้าน บางคนเขาโพสต์มาก็ไลค์ต่อไปเรื่อย บางทีไม่ได้ดูสาระข้างใน ที่เขาพยายามอธิบายว่า ความหมายแต่ละอันคืออะไรอย่างไร สงสัยอยู่ว่าในเมื่อเราเป็นเมืองพุทธ คำว่า ศีลธรรมอันดีไม่รู้จักกันหรือ สื่อรู้จักไหม ถ้ารู้จักอย่ามีปัญหามากนัก การทำผิดศีลธรรมอันดีคืออะไร ศีลธรรมคือความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศชาติ ถ้าไม่เข้าใจคำนี้ก็ไม่ต้องทำอย่างอื่น ที่ถามมาก็จะถามกลับไป คนที่ใช้ระบบโซเชียลมากกว่าตน เมื่อเปิดดูแล้วเห็นอันตรายในนั้นหรือไม่ ไม่ว่าจะขายยาเถื่อน ภาพโป๊ หรือการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม หมิ่นประมาทบิดเบือน

เย้ยอย่าไปให้เครดิตพวกป่วน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะไปจ้องจับผิดใครตลอดเวลา มันไม่ใช่เรื่อง แต่จะพิจารณาว่าเรื่องใดที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะทำให้สังคมเกิดความไม่สงบ ก็จะดูโดยมีคณะกรรมการพิจารณา หากไม่ไว้ใจแล้วจะไปอย่างไร กฎหมายต้องมีคนทำงาน ต้องไปดูว่าการตั้งคณะกรรมการเหมาะสมหรือไม่ มีคุณวุฒิ คุณสมบัติหรือไม่ การเฝ้าระวังดูโซเชียลมีเดียไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากจะทำ ไม่มีใครอยากทำเพราะมันเหนื่อย อยู่ที่สังคมจะช่วยกันปกป้องอย่างไรเพราะมันอันตราย การใช้โซเชียลมีเดียในโลกวันนี้มีทั้งวิกฤติและโอกาส ต้องขอร้องกัน การประกาศออกมาว่าจะโจมตีรัฐบาลมีมาตรการ มีระบบรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ฉะนั้นอย่าไปให้เครดิตมากนัก การจะล้มโน่นล้มนี่นั่นทำไม่ได้หรอก เพียงแต่ทำให้ไม่สามารถใช้การได้ไประยะหนึ่ง จากนั้นเราก็ทำงานต่อ ก็ไม่เป็นไร แต่การจะล้วงระบบต่างๆไม่ง่ายนักหรอก โดยเฉพาะระบบการเงินการคลังของประเทศใช้กันทั้งโลก ถ้ามาตรการเหล่านี้แก้ไขอะไรไม่ได้ก็คงวุ่นวายไปหมดแล้วทั้งโลก

ผบ.ทบ.พร้อมรับมือไซเบอร์วอร์

ที่กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ อาจมีบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องสร้างความเข้าใจและศึกษาในรายละเอียด เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ส่วนมาตรการป้องกันการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของกองทัพบก กองทัพมีระบบควบคุมป้องกัน ทุกฝ่ายตื่นตัวในการป้องกันแก้ไข คิดว่าไม่มีประโยชน์เป็นการบ่อนทำลายประเทศชาติ สำคัญที่สุดคือการชี้แจงรายละเอียดของกฎหมายและประโยชน์ แต่มีบางคนที่มองต่างพยายามทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง แต่ในภาพรวมเสียหายต่อชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เฉพาะกองทัพ ต้องระมัดระวังหากไปเชื่อก็จะกลายเป็นแนวร่วมทำลายชาติบ้านเมืองของตัวเอง เมื่อถามว่ามีการเมืองเข้ามาแทรกหรือไม่ ผบ.ทบ.ตอบว่า ไม่ทราบจึงไม่กล้าตอบ ที่บอกว่ามีคนเห็นต่างก็ไม่ได้เจาะจงว่าเรื่องการเมือง คนเรามีมุมขัดแย้งเห็นต่างทุกเรื่องเป็นเรื่องปกติ

กห.ไร้ปัญหาเว็บไซต์ใช้งานปกติ

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เมื่อมี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว เราควรปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานมาเจาะข้อมูลรัฐ แต่รัฐบาลมีมาตรฐานป้องกันอยู่แล้ว ถ้ามีการโจมตีก็ขึ้นอยู่กระดับความรุนแรง ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการที่รัดกุม และมีกฎหมายที่รุนแรงกว่านี้ เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่ามีแฮกเกอร์ต่างประเทศร่วมเจาะข้อมูลด้วย พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ทราบ แต่ต้องบังคับใช้กฎหมายเหมือนกัน

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวว่า เว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมยังคงใช้งานได้ตามปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร เรามีระบบป้องกันที่เตรียมการไว้แล้ว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม สั่งการให้ดูแลแล้วเมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จะยิ่งทำให้เกิดกระแสต่อต้านเคลื่อนไหวมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.อุดมเดชตอบว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร

“ดอน” ไม่กล้าการันตีว่าปลอดภัย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีเครือข่ายพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ ประกาศเคลื่อนไหวแฮกระบบคอมพิวเตอร์หน่วยงานรัฐว่า ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศจะไม่โดนโจมตี เพราะแม้จะมีคนเก่งอยู่ในกระทรวง แต่ยังมีคนที่เก่งกว่า และเรื่องของไซเบอร์สามารถทำอะไรที่ไหนก็ได้ ต้องไปดูว่าเขาทำเพื่อประโยชน์อะไร

นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงข้อห่วงใยขององค์การต่างประเทศบางองค์กรต่อร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ว่า รัฐบาลเคารพในสิทธิเสรีภาพการแสดงออก รวมทั้งสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนบนโลกออนไลน์ กฎหมายดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อลิดรอนสิทธิ หรือควบคุม หรือดักจับข้อมูลของประชาชน แต่มีเพื่อสกัดกั้นข้อมูลและการกระทำที่ผิดกฎหมาย จากภัยความมั่นคงในรูปแบบต่างๆ อาทิ การก่อการร้าย การโจมตีทางไซเบอร์ การโจรกรรมข้อมูล การฉ้อโกง เว็บไซต์ลามกอนาจาร และไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบซิงเกิลเกตเวย์ เพราะขัดต่อการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อก้าวสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 ขอให้มั่นใจว่าประชาชนยังสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆได้ตามปกติ

ปัดของจริงอยู่ที่ พ.ร.บ.ไซเบอร์

นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า มีการพูดคุยในที่ประชุม ครม. ถึงร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยนายกฯขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไปอธิบาย และตนจะช่วยอธิบายรายละเอียดกฎหมายในเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วย นายกฯเป็นห่วงเรื่องนี้เพราะที่มีการพูดกันเรื่องนี้ยังไม่มีใครเข้าใจจริงๆ จึงให้ดีอีเร่งชี้แจงให้ชัดเจน จะได้ช่วยลดข้อขัดแย้งลง ยอมรับว่าการประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมาอาจมีน้อย หรือคนที่ชี้แจงอาจเข้าใจแต่อธิบายไม่ถูก ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มที่คัดค้านให้แก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ความจริงกฎหมายแก้ไขได้เสมอ แต่เมื่อกระบวนการกฎหมายผ่านไปแล้ว ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะสิ้นสุดในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว ส่วนความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ขณะนี้ยังไม่เสร็จ อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา กำลังรอคำตอบจากกระทรวงดีอีว่าจะให้เป็นแบบไหน หรือให้ทบทวนตรงไหน ส่วนที่มีความกังวลกันว่าจะไปซ่อนเรื่องซิงเกิลเกตเวย์ไว้นั้น คงไม่ใช่ เมื่อถามย้ำว่ามีการวิจารณ์กันว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯอาจเป็นตัวหลอก แต่ พ.ร.บ.ไซเบอร์คือตัวจริง เลขาฯกฤษฎีกาตอบว่า ถึงอย่างไรก็เป็นคนละส่วนกันทั้งสิ้น

ตร.ขึงขังสั่ง บก.ปอท.ล่ามือแฮก

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า สั่งการให้ บก.ปอท.ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต้านอย่างใกล้ชิด พร้อมสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี เพราะการกระทำเช่นนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 การกระทำของกลุ่มที่เข้าโจมตีเว็บไซต์และระบบคอมพิวเตอร์ เข้าข่ายกระทบด้านความมั่นคง หน่วยงานความมั่นคงติดตามอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนสอบสวน หรือเผยถึงกลุ่มที่ก่อการได้ เป็นเรื่องของความมั่นคง

“ปึ้ง” จวกอย่าใช้พวกมากลากไป

ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การไม่เคารพในสิทธิซึ่งกันและกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลกท้วงติงแสดงความห่วงใยครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาประชาคมโลกไม่ดี ยิ่งรัฐบาล คสช.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และบางครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ มักหลงลืมคิดเหมาเองว่ารัฐบาลมาโดยความเห็นชอบของประชาชน แต่สังคมโลกรู้ว่ารัฐบาล คสช.มีความเป็นมาอย่างไร นี่คือจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ ทำให้การบริหารงานไม่เป็นที่ยอมรับในภาพกว้าง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ควรรับฟังข้อทักท้วงของทุกฝ่าย หลักการตรากฎหมายควรต้องคำนึงถึงทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ไปพร้อมกัน ไม่ใช่คิดว่าจะใช้พวกมากลากไป หรือการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จไม่ฟังเสียงประชาชน เร่งรีบให้กฎหมายผ่าน สนช.เพื่อหวังทำลายสถิติว่า สนช.ชุดนี้มีผลงานมากที่สุด กฎหมายที่ดีควรมีคุณภาพและต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน ยึดมั่นในหลักความเป็นธรรม เคารพในสิทธิเสรีภาพซึ่งกันและกัน

กรธ.แก้โทษยุบพรรคเป็นตัดเงิน

ที่รัฐสภา นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่า ในหมวดการจัดตั้งพรรคการเมืองยังคงหลักการเดิม คือต้องมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 500 คน คุณสมบัติปรับแก้เล็กน้อย นำข้อที่เกี่ยวกับการห้ามผู้ถูกห้ามใช้สิทธิเลือกตั้ง กับห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง มารวมไว้ในข้อเดียวกัน ทุนประเดิมยังคงไว้ที่จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อให้มีเงินในการดำเนินกิจกรรมพรรค แต่ปรับเกณฑ์ขั้นต่ำและขั้นสูงจากคนละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เป็นคนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 300,000 บาท ส่วนบทกำหนดโทษของมาตรา 23 ว่าด้วย 4 กิจกรรม ที่พรรคต้องสนับสนุน เดิมหากไม่ทำต้องถูกยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค เปลี่ยนเป็นให้มีโทษตามมาตรา 74 คือ ให้ กกต.แจ้งเตือนก่อน หากไม่ทำตามต้องถูกลดเงินจัดสรรสนับสนุนพรรคที่ควรได้ตามหลักเกณฑ์

คงโทษประหารซื้อขายตำแหน่ง

นายนรชิตกล่าวอีกว่า ส่วนโทษประหารชีวิตยืนยันว่ามีความเหมาะสม เพราะเป็นโทษสูงสุดทางอาญาที่บังคับใช้กันมากว่า 50 ปี ใช้กับการฝ่าฝืนมาตรา 44 ในร่าง พ.ร.บ.กรณีการซื้อขายตำแหน่ง ให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ หากไม่สั่งประหารก็ให้เพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนในบทเฉพาะกาล ที่ประชุม กรธ.ยังพิจารณาอยู่ถึงมาตรา 121 เกี่ยวกับการส่งสำเนาสมาชิกพรรคแจ้งต่อนายทะเบียน มีการปรับให้พรรคการเมืองทำง่ายขึ้น ให้แจ้งการปรับเปลี่ยนสมาชิกภายใน 30 วันหลังกฎหมายบังคับใช้ สำหรับเกณฑ์การหาสมาชิกปีแรกยังคงกำหนดให้ต้องมี 5,000 คน แต่ปรับลดลงการหาสมาชิกภายใน 4 ปี จาก 20,000 คน เหลือ 10,000 คน นอกจากนี้ยังขยายกรอบเวลาที่พรรคต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายก่อนการเลือกตั้งเป็น 180 วัน ทั้งทุนประเดิม 1 ล้านบาท จำนวนสมาชิก 5,000 คน หากไม่เป็นตามกำหนดไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะกำหนดการดำเนินงานที่ต้องทำก่อนหลังให้ทันภายใน 180 วัน นับจากกฎหมายนี้ประกาศใช้

สนช.ตั้ง กก.4 ชุดศึกษา ก.ม.ลูก

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช. กล่าวถึงการเตรียมพร้อมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับของ สนช. ว่า ขณะนี้ สนช.มีแนวคิดจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาล่วงหน้า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 คณะ จาก 10 คณะ เนื่องจาก สนช.มีเวลา 60 วัน จึงต้องศึกษาบทบัญญัติต่างๆไว้ล่วงหน้า ให้สมาชิกมีความเข้าใจร่างกฎหมายก่อน โดยในคณะกรรมการชุดต่างๆจะมี สนช.ไม่เกิน 25 คน คาดว่า สนช.จะตั้งคณะกรรมการศึกษาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ สำหรับคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ สนช.นั้น จะมีสัดส่วนคนนอกจากตัวแทนรัฐบาล กรธ. สปท. และองค์กร อิสระมาร่วมเป็น กมธ.

ดันขึ้นค่าตอบแทนนักการเมือง

ช่วงเช้าที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี น.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเสนอแนะแนวทาง 4 ด้าน คือ 1.ปฏิรูปมาตรการคัดกรองตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเปิดให้ประชาชน พรรคการเมือง ชุมชนท้องถิ่นร่วมตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติ 2.การควบคุมตรวจสอบจริยธรรม โดยกำหนดให้พิจารณาไต่สวนนักการเมืองที่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ 3.การปฏิรูปมาตรการส่งเสริมสนับสนุน พัฒนาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 4.ปฏิรูปค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แต่การพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทน ควรทำภายหลังร่างรัฐธรรมนูญบังคับใช้ไปแล้ว 5 ปี

“เสธ.อู้-ชิดชัย” ยกมือเชียร์ข้อเสนอ

ทั้งนี้ สมาชิก สปท.ที่ร่วมอภิปรายแสดงความเห็น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต แก้ปัญหานักการเมืองไร้คุณภาพ และนายทุนครอบงำพรรคการเมืองโดยใช้เสียงข้างมากลากไป โดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. อภิปรายสนับสนุนข้อเสนอให้ปรับเพิ่มค่าตอบแทน โดยยกตัวอย่างนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ได้รับค่าตอบแทนปีละ 80 ล้านบาท ส่วนนายกรัฐมนตรีไทยมีรายได้ 1.8 ล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับภารกิจมากมาย และทำงาน 24 ชั่วโมง จากนั้นที่ประชุมสปท.มีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 162 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 3 จะส่งรายงานให้ ครม.พิจารณาต่อไป

กกต.โชว์ผลงานฟุ้งขึ้นสู่มืออาชีพ

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. พร้อมด้วยนายบุญส่ง น้อยโสภณ นายประวิช รัตนเพียร นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ร่วมแถลงผลงานครบรอบ 3 ปี โดยนายศุภชัยกล่าวว่า โอกาสครบรอบ 3 ปีของ กกต. ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างดี แม้ว่าปีที่ 2 จะไม่ได้จัดการเลือกตั้ง แต่ได้วางรากฐานความรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนตื่นตัวมากขึ้น และนำเทคโนโลยีมารองรับการเลือกตั้ง ส่วนปีที่ 3 ได้จัดออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ สำหรับปีที่ 4 กกต.เตรียมพร้อมจัดการเลือกตั้งตามยุทธศาสตร์ อาทิ สร้างเครือข่ายป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง พัฒนาศักยภาพนักจัดการเลือกตั้งมืออาชีพ จัดตั้งหมู่บ้านปลอดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ในปี 2560 กกต. จะเตรียมความพร้อมจัดการเลือกตั้งตามแผนการดำเนินงานของรัฐบาล

ซาบซึ้งประเคนงบฯลับหาข่าว

ด้านนายบุญส่งกล่าวว่า ระยะแรกยังมีปัญหาเรื่องการแสวงหาพยานหลักฐาน เพราะกฎหมายไม่ให้อำนาจ กกต. ระบบการข่าวขาดประสิทธิภาพ จนคดีเลือกตั้งที่ส่งให้ศาลพิจารณาจึงถูกยกคำร้อง 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงจัดสัมมนาเชิงวิชาการระหว่างบุคลากรของ กกต.และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้ง 9 ภาค เพื่อปรับปรุงกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพ และปรับปรุงกฎหมาย โดย กกต.ต้องขอบคุณ กรธ.ที่พิจารณาเรื่องอำนาจ กกต. และให้ กกต.รับเงินบริจาคได้ ทำให้มีงบประมาณทำงานด้านสืบสวนสอบสวน โดยให้มีงบฯลับในการลงพื้นที่หาข่าวป้องกันข่าวรั่ว ซึ่งช่วยได้มาก ขณะที่นายสมชัยกล่าวว่า ในระยะยาว ตั้งเป้าให้สำนักงาน กกต.เป็นองค์กรต้นแบบ 4 ด้าน 1.ประสิทธิภาพการทำงาน 2.โปร่งใสยึดหลักธรรมาภิบาล 3.ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน 4.ยึดหลักนิติธรรม ปราศจากอคติ นำไปสู่การเลือกตั้งที่มีคุณภาพ

พอใจติดดาบเพิ่มอำนาจให้

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ภาพรวมพอใจกับการเพิ่มอำนาจให้ กกต. เจ้าพนักงาน กกต. มีอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนเรื่องผู้ตรวจการเลือกตั้งที่เราเห็นว่าเป็นปัญหา ก็จะทำความเห็นเสนอต่อ กรธ.และ สนช. แต่ท้ายสุดออกมาอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม สำหรับความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรม นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต. ขณะนี้อยู่ระหว่างการทาบทามกรรมการองค์กรอิสระอื่นมาทำหน้าที่ ยืนยันว่าไม่ถ่วงเวลา

เหน็บ “ทักษิณ–ปู” แค่สร้างภาพ

อีกเรื่อง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ รับซื้อข้าวจากชาวนาช่วงปีใหม่ ว่า ได้จังหวะเขาต้องออกมาหนุนเสริมน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อสร้างกระแสนิยมจากพี่น้องชาวนา ตามบทของนักการตลาดที่เคยถนัด แต่ถ้ายังจำได้สมัยชาวนาฆ่าตัวตาย 16 คน เพราะไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว นายทักษิณเคยส่งเงินมาช่วยครอบครัวเขาบ้างหรือไม่ ดังนั้นการแสดงบทไปรับซื้อข้าวพอเป็นพิธี เพื่อใช้ภาพชาวนาและข้าวมาเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง ขณะที่ตกเป็นจำเลยคดีโครงการรับจำนำข้าว เพื่อรักษาคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย หากจริงใจคงไม่ใช้ชีวิตชาวนาเป็นเครื่องมือขนาดนี้ คนที่อกตัญญูต่อพระแม่โพสพ กฎแห่งกรรมจะลงโทษในไม่ช้า

“บิ๊กตู่” ตีกรรเชียงปมร้อน ผบช.น.

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ท. ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ถูกยื่นเรื่องตรวจสอบกรณีรับเงินเดือนในตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) ว่า เงินเดือนที่ปรึกษาถือเป็นเรื่องส่วนตัว ตนคงไม่มีความคิดเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะก็รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ในทางกฎหมายจะทำได้หรือไม่ก็ต้องทำตามกระบวนการ

ป.ป.ช.งัวเงียคุ้ยข้อมูลลูก “บิ๊กติ๊ก”

ขณะที่นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีบริษัทของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม รับงานก่อสร้างจากกองทัพภาคที่ 3 จำนวน 7 โครงการ เป็นวงเงิน 93 ล้านบาท อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นที่ จ.พิษณุโลก ขณะนี้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.กำลังลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อรวบรวมหลักฐานทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคล เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ถือเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนปกติ แต่คงต้องใช้เวลาแสวงหาข้อเท็จจริงระยะหนึ่ง แต่หากเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ ป.ป.ช.ก็ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเร็วขึ้น

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประชุม ครม.ประยุทธ์ 4ครม.ประยุทธ์ 4ประยุทธ์ จันทร์โอชาข่าวหน้า1

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้